“ไม่มีทางเป็นไปได้!”
ตอนนั้นเธอเองก็เป็นผู้หญิงที่มีบุตรง่ายก็ยังต้องใช้เวลาถึงหนึ่งเดือนครึ่งหลังแต่งงานถึงจะมีอาการแพ้ท้อง!
เมื่อคิดถึงจุดนี้สีหน้าของหลี่จินฮวาก็เปลี่ยนเป็นดำคล้ำทันที
ในขณะที่โจวเม่ยกำลังอาเจียนปานจะขาดใจหลี่จินฮวาก็พุ่งพรวดออกมาจากห้องน้ำด้วยความโกรธจัดกลิ่นเหม็นสาบฉุนกึกที่ติดตัวมาทำให้โจวเม่ยรู้สึกแย่ยิ่งขึ้นไปอีก แล้วเธอก็‘อ้วก!’ อีกครั้ง
หลี่จินฮวาคว้าคอเสื้อของโจวเม่ยแล้วถามด้วยน้ำเสียงดุดัน“พูดมานะ! แกไปสมสู่กับผู้ชายคนไหนมา! ลูกในท้องแกนี่ของใครกันแน่!”
เมื่อเห็นท่าทางจะกินคนของหลี่จินฮวาโจวเม่ยก็หน้าซีดเผือด ตกใจจนแทบสิ้นสติ หลี่จินฮวาจับได้แล้วอย่างนั้นหรือ?
ที่จริงแล้วตอนที่ประจำเดือนของเดือนนี้ไม่มาเธอก็รู้สึกใจคอไม่ดีแล้ว หวังเพียงว่าอย่าให้มีอาการแพ้ท้องรุนแรงนักและขอให้อาการปรากฏหลังจากแต่งงานไปแล้วหนึ่งเดือนจะได้อ้างว่าเด็กเป็นลูกของหลี่เอ้อร์โก่วได้
แต่สวรรค์ช่างไม่เป็นใจนี่เพิ่งแต่งงานไปได้เพียงยี่สิบวันก็เริ่มอาเจียนแล้ว!
ที่จริงสามวันก่อนโจวเม่ยก็เริ่มมีอาการคลื่นไส้เล็กน้อยแล้วแต่ตอนนั้นอาการยังไม่ชัดเจน เธอคิดว่าเป็นแค่ท้องเสียประกอบกับหลี่จินฮวาและคนอื่นๆ ต่างออกไปทำงาน จึงไม่มีใครสังเกตเห็น
ใครจะคิดว่าเช้าวันนี้โจวเม่ยจะเริ่มอาเจียนอย่างรุนแรงเช่นนี้!เธอคิดว่าจะแอบไปอาเจียนหลังห้องน้ำจะได้ไม่มีใครเห็นแต่ไม่คิดเลยว่าหลี่จินฮวาจะอยู่ในห้องน้ำพอดี และจับได้คาหนังคาเขา!
โจวเม่ยเห็นว่าหลบไม่พ้นจึงรีบกล่าว “ฉันไม่เข้าใจว่าคุณแม่กำลังพูดอะไรฉันแค่กินอาหารผิดสำแดงเท่านั้นค่ะ!”
หลี่จินฮวาจับมือโจวเม่ยด้วยความโกรธ“ดี! ถึงตอนนี้แกยังจะโกหกอีก! จะท้องหรือไม่ท้องไปให้สถานีอนามัยตรวจดูก็รู้!”
ว่าแล้วก็ลากมือโจวเม่ยไปที่ลานหน้าบ้าน
โจวเม่ยย่อมไม่เต็มใจเธอพยายามดิ้นรน แต่พบว่าแรงของหลี่จินฮวาช่างมหาศาล เธอไม่สามารถสะบัดหลุดได้แล้วก็ถูกลากไปถึงลานหน้าบ้านในที่สุด
ในลานบ้านหลี่เอ้อร์โก่วกำลังนั่งกินอาหารเช้าอย่างสบายอารมณ์แต่เมื่อเห็นแม่ของตัวเองลากโจวเม่ยออกมาอย่างไม่ปรานี ก็รีบถาม“แม่ครับ แม่ลากเม่ยเอ๋อร์ทำไมเนี่ย?”
โจวเม่ยเห็นหลี่เอ้อร์โก่วก็ราวกับเห็นฟางเส้นสุดท้ายรีบตะโกนเสียงดัง “ฟู่กุ้ย ช่วยฉันด้วยแม่ของคุณรังแกฉันอีกแล้ว!”
หลี่เอ้อร์โก่วพุ่งเข้าไปเพื่อจะแยกหลี่จินฮวาแต่หลี่จินฮวากลับปัดมือเขาออกอย่างแรง “เจ้าลูกชายอย่าได้เชื่อใจผู้หญิงคนนี้! แม่เห็นหล่อนอ้วกเมื่อกี้หล่อนต้องกำลังตั้งท้องแน่ๆ! หล่อนเพิ่งแต่งกับแกได้ไม่นานก็ตั้งท้องนี่มันผิดวิสัย! บางทีก่อนแต่งกับแก หล่อนอาจจะเคยลักลอบได้เสียกับชายอื่นมา!”
หลี่เอ้อร์โก่วได้ยินดังนั้นก็โกรธจัดโทสะพวยพุ่งไปทั่วร่างราวกับจะกินคนได้ “โจวเม่ยที่แม่ฉันพูดเป็นเรื่องจริงทั้งหมดเลยหรือ?”
“ฉันถูกกล่าวหาค่ะ!” โจวเม่ยตกใจจนตัวสั่นรีบตะโกนเสียงดัง จากนั้นก็ร้องไห้สะอึกสะอื้น “ฟู่กุ้ยแม่ของคุณไม่รักฉันก็แล้วไป แต่คุณก็ยังไม่เชื่อฉันอีกหรือ? คุณจำคืนเข้าหอของเราไม่ได้หรือ?รอยเลือดบนผ้าปูที่นอนคุณ คุณก็เห็นกับตา!ฉันแต่งเข้าบ้านตระกูลหลี่ของคุณอย่างบริสุทธิ์ผุดผ่องนะคะ!”
เมื่อเห็นโจวเม่ยร้องไห้ปานจะขาดใจอีกทั้งยังนึกถึงรอยเลือดบนผ้าปูที่นอนในคืนนั้นหัวใจของหลี่เอ้อร์โก่วก็อ่อนยวบลงทันที เขามองแม่ของตัวเองด้วยสีหน้าไม่พอใจ“แม่ครับ แม่จะไปตั้งแง่กับเม่ยเอ๋อร์ทำไม!เม่ยเอ๋อร์เป็นภรรยาของผมแล้วนะ แม่เลิกหาเรื่องเธอได้ไหม!”
หลี่จินฮวาโกรธจนแทบจะขาดใจ
“ฟู่กุ้ย ในบ้านหลังนี้มีเพียงคุณคนเดียวที่ดีกับฉันมีเพียงคุณคนเดียวที่เชื่อใจฉันแล้ว” โจวเม่ยรีบสะบัดมือหลี่จินฮวาแล้วโผเข้ากอดหลี่เอ้อร์โก่ว จากนั้นก็หลบอยู่ด้านหลังหลี่เอ้อร์โก่วด้วยท่าทางน่าสงสารจับใจ
หลี่จินฮวารู้สึกราวกับจะขาดใจตายนับตั้งแต่รับผู้หญิงคนนี้เข้ามาในบ้านทั้งบ้านก็พลันมืดมัวไปด้วยไอหมอกแห่งความทุกข์
“เจ้าลูกคนนี้ แกไปแล้วหรือ! ถึงตอนนี้ยังเชื่อคำโกหกของหล่อนอีก!นางนี่มันท้อง ท้องลูกของคนอื่น! แม้แต่รอยเลือดนั่นก็อาจจะไม่ใช่ของจริงก็ได้!”
หลี่เอ้อร์โก่วหันไปมองโจวเม่ยแล้วถาม“เม่ยเอ๋อร์ คุณหลอกผมจริงหรือ?”
โจวเม่ยส่ายหน้าด้วยท่าทางจริงใจและลึกซึ้งดวงตาจ้องมองเขาเขม็ง “ฟู่กุ้ยฉันเคยโกหกคุณเมื่อไรกันคะ! คุณเป็นคนที่ดีที่สุดในโลกสำหรับฉันฉันจะไม่มีวันโกหกคุณเด็ดขาด”
หลี่เอ้อร์โก่วพยักหน้าอย่างพึงพอใจเขากล่าวกับหลี่จินฮวา “แม่ครับ แม่ดูสิเม่ยเอ๋อร์บอกว่าเธอจะไม่โกหกผม ต้องเป็นแม่ที่เข้าใจผิดไปเองแน่ๆผมกับเม่ยเอ๋อร์แต่งงานกันมาตั้งนานแล้ว เราก็… เอ่อ… ใกล้ชิดกันทุกวันเม่ยเอ๋อร์ก็ควรจะท้องลูกของผมแล้วตอนนี้มีอาการแพ้ท้องล่วงหน้าบ้างก็เป็นเรื่องปกตินี่ครับ”
หลี่จินฮวาไม่อยากจะสนใจลูกชายผู้โง่เขลาของตัวเองแต่ก็รู้ว่าเธอต้องทำอะไรสักอย่าง น่าเสียดายที่เธอพูดอะไรไปหลี่เอ้อร์โก่วก็ไม่เชื่อเลย
หลี่จินฮวาโกรธจนตาแดงก่ำนี่เธอทำบาปทำกรรมอะไรมากันนะ! ลูกชายคนโตเกิดมาก็เป็นคนไม่สมประกอบ!ลูกสาวสองคนแต่งงานออกไปก็ไม่เคยคิดถึงแม่แก่ๆ อย่างเธอเลย!ส่วนลูกชายคนเล็กพอแต่งงานมีภรรยา ก็เอาแต่เข้าข้างภรรยา ลืมแม่แก่ๆอย่างเธอไปจนหมดสิ้นแล้ว!
โจวเม่ยจึงถอนหายใจอย่างโล่งอกแล้วให้หลี่เอ้อร์โก่วจูงมือไปกินอาหารเช้า
แต่หลี่จินฮวากลับใจลอยตลอดทั้งวันทำงานด้วยความเคร่งเครียดและหงุดหงิด เธอจึงเผลอจามจอบลงบนเท้าตัวเองจนเลือดไหลนองหลี่เป่าซู่จึงต้องรีบแบกเธอไปที่สถานีอนามัยเพื่อห้ามเลือดและทำแผล
หลายวันต่อมาหลี่จินฮวายังคงครุ่นคิดถึงเรื่องของโจวเม่ยลูกในท้องของโจวเม่ยต้องไม่ใช่ลูกของหลี่เอ้อร์โก่วแน่ๆ!
ใช่แล้ว...คืนเข้าหอนั้น หลี่เอ้อร์โก่วดื่มเหล้าไปไม่น้อยเลย! และเช้าวันรุ่งขึ้นเธอก็ให้โจวเม่ยไปทำอาหารเช้า แต่โจวเม่ยกลับบอกว่าเธอทำนิ้วมือบาดเจ็บ เลือดไหลจึงไม่อยากทำงาน
ตอนนั้นเธอคิดว่าเพิ่งแต่งงานวันแรกจึงไม่ได้บังคับโจวเม่ย!
ดังนั้นหลี่จินฮวาจึงถามหลี่เอ้อร์โก่วเกี่ยวกับเรื่องคืนเข้าหอหลี่เอ้อร์โก่วครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วตอบว่าเขาจำรายละเอียดไม่ได้รู้แค่ว่าตื่นมาตอนเช้าแล้วเห็นรอยเลือดบนผ้าปูที่นอนแล้ว
หลี่จินฮวาได้ยินแล้วก็ยิ่งสงสัยในใจแต่เธอก็รู้ว่าเธอไม่มีหลักฐานเพียงพอ ต่อให้บอกลูกชายไป เขาก็ไม่มีทางเชื่อ!
เธอต้องหาหลักฐานให้เจอ!
ช่วงนี้หลี่จินฮวาเหมือนโดนยอดนักสืบจิ๋วเข้าสิงเช้าตรู่ก็บอกว่าจะออกไปทำงานแต่ความจริงแล้วแอบย้อนกลับมาซ่อนตัวอยู่ใกล้บ้านเพื่อดักดูโจวเม่ยว่าเธอจะแอบไปหาผู้ชายคนอื่นหรือไม่
ผลคือเธอแอบซ่อนอยู่ห้าวันติดกันแต่ก็ไม่พบว่าโจวเม่ยออกไปหาใครเลย
แม้แต่หลี่จินฮวาเองก็ยังเริ่มสงสัยว่าหรือเธอจะเข้าใจโจวเม่ยผิดไปแล้วจริงๆ?
ไม่!ไม่มีทาง!
ถ้าโจวเม่ยไม่ได้ทำอะไรผิดทำไมวันนั้นหล่อนถึงไม่กล้าไปสถานีอนามัยกับเธอ!
สองวันนี้โจวเม่ยก็บอกว่าเธอท้องอาศัยเรื่องการตั้งครรภ์มาอู้งานที่บ้าน เอาแต่กินๆ นอนๆ ไม่ยอมทำงานอะไรเลย!