บทที่17: รังอสรพิษ
การเดินทางในวันต่อมานั้นเต็มไปด้วยความตึงเครียดบรรยากาศรอบตัวเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด ป่าทึบขึ้นต้นไม้แต่ละต้นสูงใหญ่ราวกับั์ในตำนาน แสงแดดส่องลงมาได้เพียงรำไร ทำให้พื้นดินดูมืดและชื้นแฉะอยู่ตลอดเวลาเสียงร้องของสัตว์อสูรที่ได้ยินก็ฟังดูดุร้ายและใกล้กว่าเดิม
เฟยชินยังคงทำหน้าที่ของตนอย่างเงียบเชียบแบกสัมภาระที่หนักอึ้งและเดินตามหลังขบวน แต่สติของเขาทั้งหมดตื่นตัวอยู่ตลอดเวลาเขารู้สึกได้ถึงสายตาของหลิวชิงอีที่คอยชำเลืองมองมาเป็ระยะนางไม่ได้จ้องมองอย่างโจ่งแจ้ง แต่เป็เพียงการเหลือบมองสั้นๆที่เต็มไปด้วยการวิเคราะห์และจับผิดเฟยชินจึงต้องระมัดระวังทุกการกระทำยิ่งกว่าเดิม เขาแสร้งทำเป็สะดุดก้อนหินหอบหายใจอย่างเหนื่อยอ่อน และแสดงท่าทีที่อ่อนแอตามแบบฉบับของคนงานทั่วไปอย่างแเี
หลังจากเดินทางเกือบตลอดทั้งวันในที่สุดหลิวเฉินก็ยกมือขึ้นเป็สัญญาณให้ทุกคนหยุด
เบื้องหน้าของพวกเขาคือปากทางเข้าระหว่างหน้าผาสองแห่งที่สูงชันมันคือทางเข้าสู่ "หุบเขาเห็ดหลินจือ"แต่บรรยากาศที่นี่กลับเงียบสงัดผิดปกติ ไม่มีแม้แต่เสียงของแมลง
"มีบางอย่างผิดปกติ"หลิวเฉินกล่าวเสียงเครียด "ทุกคนระวังตัว"
เขาเพ่งสายตาและใช้จิตััตรวจสอบก่อนที่ใบหน้าของเขาจะเปลี่ยนเป็เคร่งขรึม "แย่แล้ว...ที่นี่คือรังของอสรพิษเกล็ดเขียว"
เมื่อสิ้นเสียงของเขาทุกคนก็เพ่งมองตามและเริ่มสังเกตเห็น... บนผนังหน้าผาและตามซอกหินมีเกล็ดสีเขียวที่กลมกลืนไปกับตะไคร่น้ำซ่อนอยู่เต็มไปหมด!พวกมันคืออสรพิษเกล็ดเขียวนับร้อยตัวที่กำลังนอนอยู่นิ่งๆหากพวกเขาเดินเข้าไปโดยไม่ระวังคงจะถูกฝูงอสรพิษที่มีพิษร้ายแรงนี้โจมตีจนสิ้นชื่อเป็แน่
"เราจะทำอย่างไรดี ศิษย์พี่เฉิน?"ศิษย์คนหนึ่งถามขึ้น"จะใช้ไฟเผาก็เกรงว่าจะทำลายสมุนไพรในหุบเขาไปด้วย"
เหล่าศิษย์เริ่มถกเถียงหาวิธีแต่ก็ไม่มีวิธีใดที่เหมาะสม พวกเขาติดอยู่หน้าปากทางเข้า ไม่สามารถไปต่อได้
เฟยชินเห็นว่านี่คือโอกาสของเขาอีกครั้งเขารอจังหวะที่เหมาะสม ก่อนจะเดินเข้าไปหาพ่อบ้านเมิ่งที่ยืนทำหน้าเครียดอยู่
"ท่านพ่อบ้าน...ขออภัยที่เสียมารยาทขอรับ" เฟยชินกล่าวด้วยน้ำเสียงที่นอบน้อมที่สุด
พ่อบ้านเมิ่งหันมามองเขาด้วยความรำคาญเล็กน้อย"มีอะไร?"
"คือ...บิดาข้าเคยเล่าให้ฟังขอรับว่า โดยธรรมชาติแล้ว อสรพิษเกล็ดเขียวนั้นเกลียดกลิ่นของ'หญ้าหางจิ้งจอกเพลิง' เป็ที่สุดขอรับหากเรานำหญ้านี้มาบดแล้วโปรยไปตามลม กลิ่นฉุนของมันจะขับไล่พวกมันให้หนีไปเองโดยไม่จำเป็ต้องต่อสู้และไม่ทำอันตรายต่อสมุนไพรอื่นขอรับ"
คำพูดของทาสหนุ่มทำให้ทุกคนหันมามองเป็ตาเดียว
"ไร้สาระ!ความรู้จากหมอพเนจรข้างถนนจะเชื่อถือได้อย่างไร!"หลิวจูที่ถูกลดขั้นกล่าวเยาะเย้ย
แต่พ่อบ้านเมิ่งกลับขมวดคิ้วครุ่นคิด"ข้าเหมือนจะเคยอ่านเจอในตำราโบราณเช่นกันแต่หญ้าหางจิ้งจอกเพลิงนั้นหายากมาก..."
"อยู่ตรงนั้นขอรับท่าน"เฟยชินชี้ไปยังพงหญ้าที่มีใบสีแดงเข้มแซมอยู่ตามร่องหินไม่ไกลนัก"มันมักจะเติบโตในบริเวณที่มีแร่เหล็กในดินสูงขอรับ"
การระบุตำแหน่งได้อย่างแม่นยำทำให้ทุกคนตกตะลึงอีกครั้งหลิวเฉินมองเฟยชินด้วยแววตาที่เปลี่ยนไป เขาไม่สนใจสถานะของเฟยชินอีกต่อไปแต่สนใจในความรู้ที่ใช้ประโยชน์ได้จริง
"ดี! ไปเก็บหญ้านั่นมา!"หลิวเฉินออกคำสั่ง
เฟยชินและคนงานอีกสองสามคนรีบไปเก็บหญ้าหางจิ้งจอกเพลิงมาจำนวนหนึ่งเมื่อนำมาบดขยี้ กลิ่นฉุนเผ็ดร้อนก็ลอยคลุ้งออกมาทันทีพวกเขาโยนผงหญ้านั้นขึ้นไปในอากาศ ปล่อยให้ลมพัดพากลิ่นเข้าไปในหุบเขา
ผลลัพธ์ปรากฏขึ้นแทบจะในทันที!
ซ่า... ซ่า...เสียงเสียดสีของเกล็ดดังขึ้นพร้อมกันนับร้อยแห่งร่างของอสรพิษเกล็ดเขียวที่เคยนอนนิ่งต่างพากันเลื้อยหนีอย่างตื่นตระหนกพวกมันทนกลิ่นฉุนนั้นไม่ไหวและล่าถอยเข้าไปในถ้ำลึกบนหน้าผาอย่างรวดเร็ว
ทางเข้าสู่หุบเขาบัดนี้ได้เปิดออกแล้ว!
เหล่าศิษย์ต่างมองหน้ากันด้วยความทึ่งและเหลือเชื่อปัญหาที่พวกเขารวมหัวกันคิดไม่ตก กลับถูกแก้ไขได้ด้วยความรู้ของทาสเพียงคนเดียวพ่อบ้านเมิ่งและหลิวเฉินมองเฟยชินด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความชื่นชมอย่างเห็นได้ชัดหมากตัวนี้... มีค่ามากกว่าที่พวกเขาคิดไว้มาก
แต่ในขณะเดียวกันหลิวชิงอีที่ยืนมองเหตุการณ์ทั้งหมดอยู่เงียบๆกลับไม่ได้รู้สึกชื่นชมเลยแม้แต่น้อยในใจของนางเต็มไปด้วยความสงสัยที่พุ่งสูงขึ้นไปอีกระดับ...
ความรู้ที่ลึกซึ้งและแม่นยำเช่นนี้...มันไม่ใช่สิ่งที่เด็กคนหนึ่งจะ "จดจำ" มาจากพ่อแม่พเนจรได้ง่ายๆมันคือความรู้ที่ต้องผ่านการศึกษาและสั่งสมมาอย่างเป็ระบบ ทาสคนนี้...ปกปิดความลับอะไรไว้กันแน่?
เฟยชินรับรู้ได้ถึงสายตาที่แตกต่างกันสองรูปแบบที่มองมายังเขาสายตาแห่งความยอมรับจากผู้นำคณะ และสายตาที่เต็มไปด้วยความเคลือบแคลงสงสัยจากคุณหนูสี่
เขาแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้สำเร็จแต่ดูเหมือนว่าเขาจะทำให้ตัวเองยิ่งตกเป็เป้าสายตามากขึ้นไปอีก...