ผ่านพ้นไปเจ็ดวัน... ในเช้าตรู่วันที่แปด หมอจางได้เดินทางกลับมายังสำนักเมฆาหยก
ประมุขหลี่หลงเทียนที่ยืนรออยู่อย่างใจจดใจจ่อหน้าประตูสำนัก รีบตรงเข้ามาทักทายและเชิญท่านหมอจางไปยังห้องพักของลูกสาวทันทีโดยไม่รอช้า
ภายในห้องพัก ประมุขหลี่เอ่ยถามขึ้นด้วยความกังวล “โอสถชีพจรผสานที่ท่านหมอปรุง หลอมหลวมสำเร็จหรือไม่ขอรับ?”
หมอจางพยักหน้ารับ “การปรุงโอสถเป็ไปด้วยดี ความบริสุทธิ์อยู่ในระดับกลาง... เรามาเริ่มรักษาหนูน้อยกันเถอะ”
ประมุขหลี่พยักหน้ารับคำ รีบเดินไปช้อนตัวลูกสาวอายุหกขวบขึ้นนั่งบนเตียง แล้วสะกิดไหล่เบาๆ “หลันเอ๋อ... ตื่นเถิดลูก ท่านหมอจางมารักษาเ้าแล้ว”
ขนตาคู่สวยขยับเบาๆ ก่อนที่ดวงตาใสกระจ่างจะค่อยๆ ลืมขึ้น เด็กสาวส่งยิ้มสดใส “อรุณสวัสดิ์เ้าค่ะท่านพ่อ”
“อรุณสวัสดิ์จ้ะลูก... วันนี้ท่านหมอจะรักษาเ้า ไม่นานเ้าก็จะหายดีแล้ว รีบไปทำความเคารพท่านหมอจางเร็วเข้า”
เด็กสาวหันไปทางชายชราชุดเขียว ยกมือประสานคารวะด้วยกิริยานอบน้อม “ผู้น้อยหลี่หลันอิง ขอขอบพระคุณท่านหมอจางด้วยใจจริง หากผู้น้อยหายดี ยินดีตอบแทนท่านหมอโดยไม่เกี่ยงงอนเ้าค่ะ”
หมอจางยิ้มหัวเราะอย่างเมตตา “รอให้เ้าหายดีก่อนค่อยมาคุยเื่นี้... เอาล่ะ จะเริ่มการรักษาแล้วนะสาวน้อย ขั้นแรกเ้าต้องกลืนโอสถชีพจรผสานเม็ดนี้ลงไป พ่อของเ้าต้องดั้นด้นไปหากว่าหนึ่งเดือนเชียวนะ เมื่อกลืนลงไปแล้วจะเกิดความเย็นแผ่ซ่าน จงตั้งสติให้มั่น”
เด็กสาวรับเม็ดยามากลืนลงคอ ตัวยาละลายซึมเข้าสู่ร่างกายทันที ความเย็นอันมหาศาลเริ่มแผ่กระจายออกจากภายใน หมอจางไม่รอช้า ใช้นิ้วจิ้มไปที่หน้าผาก หัวใจ และจุดรวมลมปราณบริเวณหน้าท้องอย่างรวดเร็ว พร้อมถ่ายทอดลมปราณบริสุทธิ์ขจัดความเย็น
“ท่านประมุข! ถึงเวลาของท่านแล้ว” หมอจางหันมาสั่ง “จงส่งลมปราณไปผนึกที่หัวใจของลูกสาว ค่อยๆ ควบคุมให้หัวใจสูบฉีดเืที่ผสมตัวยา ถ่ายเทไปเลี้ยงเส้นเืและอวัยวะภายใน... เริ่มได้!”
ประมุขหลี่พยักหน้ารับ ถ่ายทอดลมปราณเข้าสู่ร่างลูกสาวอย่างระมัดระวัง...
กระบวนการรักษาดำเนินไปอย่างเข้มงวดตลอดสี่ชั่วโมงเต็ม ในที่สุด ทั้งสองก็เดินออกมาจากห้องด้วยรอยยิ้ม
“ท่านหมอจาง บุญคุณช่วยชีวิตหลันอิงครั้งนี้ ข้าจะไม่มีวันลืม!” ประมุขหลี่ประสานมือแน่น
“ร่างกายของคุณหนูอ่อนแอเพราะโรคร้ายมานาน ข้าจะมอบโอสถบำรุงกายไว้ให้ ให้กินวันละเม็ด ไม่เกินสามเดือน ร่างกายจะกลับมาเป็ปกติและเริ่มฝึกวรยุทธ์ได้” หมอจางยิ้มตอบ
“ขอบพระคุณท่านหมอยิ่งนัก ส่วนเื่ฝึกยุทธ์นั้น คงต้องถามความสมัครใจของนางก่อนขอรับ”
“ข้าหมดหน้าที่แล้ว ขอตัวกลับก่อน” หมอจางบอกลา แล้วเดินจากไปโดยไม่รอให้ไปส่ง
ประมุขหลี่ถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอก ก่อนจะสั่งสาวใช้หน้าห้อง “เสี่ยวหนิง... นี่คือโอสถบำรุงกาย จงให้คุณหนูกินวันละเม็ดหลังอาหาร ดูแลคุณหนูให้ดี ห้ามประมาทเด็ดขาด!”
“รับทราบเ้าค่ะท่านประมุข เสี่ยวหนิงจะดูแลคุณหนูเท่าชีวิตเ้าค่ะ!”
ทางด้านหมอจางที่เดินออกจากสำนักเมฆาหยก ชายชราก้าวเท้าอย่างอารมณ์ดี พลางพึมพำกับตัวเอง
“ในที่สุด... ข้าก็เจอผู้สืบทอดวิชาแพทย์แล้ว! พร์ของแม่หนูน้อยคนนี้ไม่เลวเลย สักวันข้าจะทำให้ ‘สำนักแพทย์เทวะ’ ต้องตกตะลึง! รอข้าก่อนเถอะ เ้าฉางกวน ฮ่าๆๆ!”
จากชายชราผู้สงบนิ่ง กลับหัวเราะลั่นอย่างบ้าคลั่งไร้ซึ่งเค้าเดิม...
ณ ป่าหยกดำ...
เวลาผ่านพ้นไปแล้วหนึ่งเดือน ฉิวฟงฝึกฝนร่างกายอย่างหนักจนผิวพรรณส่องประกายแกร่งดั่งหยก ทั้งความเร็วและความอดทนเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แม้จะยังตัดใบพฤกษาศิลาให้ขาดไม่ได้ ทำได้เพียงสร้างรอยฟันจางๆ แต่เขาก็สามารถฟันถูกใบไม้ได้ถึง 5-10 ครั้งต่อรอบแล้ว
วันเวลาหมุนเวียนผ่านไป... จากหนึ่งเดือน เป็สองเดือน สามเดือน... จนกระทั่งหกเดือน!
ฉิวฟงในวัยแปดขวบมีร่างกายสูงใหญ่กำยำเทียบเท่าเด็กวัยสิบขวบ สายตาเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นหลงใหลในวรยุทธ์ วันๆ คิดถึงแต่การฝึกฝน
ผู้เป็พ่อ ‘ฉิวหลง’ มองดูพัฒนาการของลูกชายด้วยความภาคภูมิใจ ‘ศักยภาพของฟงเอ๋อ ไม่ได้ด้อยไปกว่าเหล่าอัจฉริยะเลยสักนิด... ลูกของข้าฉิวหลงผู้นี้ จะต้องก้าวข้ามข้าไปได้อย่างแน่นอน!’
“ลูกฟง!” ฉิวหลงเอ่ยขึ้นกลางลานบ้าน “อีกหกเดือนเ้าก็จะฝึกครบหนึ่งปีแล้ว พ่อจะเปลี่ยนรูปแบบการฝึก เพื่อเค้นศักยภาพของเ้าออกมาให้มากที่สุด เ้าพร้อมหรือไม่?”
“ข้าพร้อมขอรับท่านพ่อ! อยากให้ถึงวันนั้นไวๆ จัง!” ฉิวฟงยิ้มตอบอย่างกระตือรือร้น
“ดีมาก! สมกับเป็ลูกชายของข้า!”
เช้าวันต่อมา การฝึก่บ่ายได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบ...
ฉิวหลงใช้ลมปราณเร่งให้ใบพฤกษาศิลา ร่วงหล่นลงมาด้วยความเร็วที่สูงขึ้นกว่าเดิมเท่าตัว! ลดจำนวนรอบลงเหลือวันละ 30 รอบ รอบละ 10 ครั้ง แต่มีเงื่อนไขสำคัญคือ ต้องฟันให้โดนใบไม้ไม่ต่ำกว่า 7 ครั้งต่อรอบ!
ปั้ง!
ใบไม้พุ่งร่วงลงมาดั่งสายฟ้า ฉิวฟงกรอกตาจับจ้องสมาธิ “ใบนี้แหละ... ย๊ากกก!”
ฟับ!
กระบี่ไม้ฟันฉับเข้ากลางใบไม้ แม้จะยังไม่ขาดเป็สองท่อน แต่มันก็เกิดรอยแผลลึกอย่างเห็นได้ชัด!
ผ่านไป 30 รอบ ฉิวฟงทำภารกิจสำเร็จบ้างไม่สำเร็จบ้าง สภาพของเขามอมแมม ผมเผ้ารุงรัง เสื้อผ้าชุ่มไปด้วยเหงื่อ นั่งแผ่หอบหายใจอยู่บนพื้น
ฉิวหลงเดินเข้ามายื่นน้ำให้ลูกชาย “เป็อย่างไรบ้าง? การฝึกที่เปลี่ยนไป เ้าได้เรียนรู้อะไรบ้าง?”
ฉิวฟงจิบน้ำแล้วตอบ “ยากขึ้นมากเลยขอรับท่านพ่อ! ใบไม้ที่ร่วงด้วยลมปราณของท่านพ่อเคลื่อนที่เร็วมาก ทำให้ข้าต้องใช้สมาธิและการตัดสินใจที่เร็วขึ้นกว่าเดิมเท่าตัวขอรับ!”
ฉิวหลงพยักหน้าสอนสั่ง “ผู้ใช้กระบี่ ร่างกายต้องแข็งแกร่งและรวดเร็ว... ‘ความเร็ว’ คือจุดแข็งสูงสุดของผู้ใช้กระบี่ ในการต่อสู้นั้น ใครเร็วกว่าก้าวหนึ่งย่อมเป็ผู้ชนะ หากเ้าช้ากว่าผู้อื่นแม้เพียงครึ่งก้าว นั่นหมายถึงชีวิต! ทุกการประลองมีชีวิตเป็เดิมพัน จงจำคำของพ่อไว้ให้ขึ้นใจ”
“ข้าจะไม่มีวันประมาทคู่ต่อสู้เด็ดขาดขอรับท่านพ่อ!” ฉิวฟงรับคำเสียงหนักแน่น
หนึ่งเดือนต่อมา... ณ สำนักเมฆาหยก
ภายในห้องพัก ประมุขหลี่นั่งพูดคุยกับลูกสาว ‘หลี่หลันอิง’ ด้วยความสุข
“ผ่านมาหนึ่งเดือนแล้ว ร่างกายของเ้าเป็อย่างไรบ้าง หลันเอ๋อ?”
“วิ่งเล่นได้ตามปกติแล้วเ้าค่ะท่านพ่อ! ฮิฮิ” เด็กสาวตอบด้วยน้ำเสียงใสกังวาน
“ดีแล้ว... แล้วเ้าสนใจอยากเรียนวรยุทธ์หรือไม่?”
เด็กสาวทำหน้าสงสัย “ข้าเรียนได้หรือเ้าค่ะ?”
“ได้สิ เ้าเป็ลูกพ่อ พ่อสอนเ้าเอง... เ้าสนใจหรือไม่?”
หลี่หลันอิงทำหน้าเศร้าเล็กน้อย ก่อนตอบ “ลูกอยากเรียนวรยุทธ์เ้าค่ะ... แต่ลูกก็อยากเรียนวิชาแพทย์ด้วย ลูกอยากเป็หมอเพื่อรักษาผู้คน และรักษามิให้คนที่ลูกรักต้องเจ็บป่วยเหมือนที่ข้าเคยเป็เ้าค่ะ”
ประมุขหลี่อึ้งไปเล็กน้อย ก่อนจะยิ้มออกมา “อยากเรียนทั้งสองด้านงั้นรึ? ความคิดไม่เลวเลย! พ่อจะสอนวรยุทธ์ให้ ส่วนวิชาแพทย์... พ่อจะลองเชิญท่านหมอจางมาสอบถามดูว่าสนใจรับเ้าเป็ศิษย์หรือไม่”
วันต่อมา... หมอจางเดินทางมาถึงสำนักเมฆาหยกตามคำเชิญ
ภายในห้องรับรอง ประมุขหลี่ประสานมือเอ่ยความ้า “ท่านหมอจาง... ลูกสาวของข้า หลันอิง นางมีความประสงค์อยากศึกษา วิชากระบวนการแพทย์ขอรับ ข้าจึงอยากรบกวนถามว่า ท่านพอจะเมตตารับนางเป็ศิษย์ได้หรือไม่?”
หมอจางที่ในใจดีใจจนแทบคลั่ง แต่ภายนอกยังคงตีหน้าเครียด นิ่งเงียบไปครู่ใหญ่
“การรับศิษย์ของข้าไม่ใช่เื่เล็กๆ... ตัวข้าก็แก่ชราแล้ว แม้จะพอมีความรู้ด้านการแพทย์อยู่บ้าง แต่ก็ไม่อาจรับประกันได้ว่าสาวน้อยคนนี้เรียนแล้วจะประสบความสำเร็จหรือไม่ กลัวแต่ว่านางจะเสียเวลาไปเปล่าประโยชน์...”
ประมุขหลี่หันไปมองลูกสาว “เ้าคิดเห็นเช่นไร หลันเอ๋อ?”
หลี่หลันอิงก้าวไปข้างหน้า จ้องมองหมอจางด้วยสายตาจริงจังเกินไว “ผู้น้อยหลันอิง หากได้เป็ศิษย์ของท่านหมอแล้ว ย่อมไม่มีวันเสียใจหรือรู้สึกเสียเวลาเด็ดขาดเ้าค่ะ! ผู้น้อยอยากเป็เหมือนท่านหมอ ได้ช่วยเหลือผู้คนและปกป้องคนที่รัก หวังว่าท่านหมอจะเมตตาตอบรับเ้าค่ะ!”
หมอจางถอนหายใจยาว “เห้อ... เอาเถิด! ข้ายอมรับเ้าเป็ศิษย์ก็ได้! แต่บอกไว้ก่อนนะว่า วิทยาลัยแพทย์ของข้าสอนไม่เหมือนใคร และเข้มงวดมาก เ้าพร้อมจะเรียนรู้หรือไม่?”
“ผู้น้อยไม่กลัวเ้าค่ะ! ผู้น้อยหลี่หลันอิง... ขอคารวะท่านอาจารย์!” เด็กสาวก้มลงคารวะทันที
ประมุขหลี่ลุกขึ้นประสานมือด้วยความปิติ “ขอบพระคุณในน้ำใจของท่านหมอจางยิ่งนัก! หลันเอ๋อ... ต่อไปอย่าดื้อรั้น ต้องตั้งใจศึกษาจากอาจารย์ให้มาก เข้าใจหรือไม่?”
“ลูกจะไม่ทำให้ท่านพ่อและท่านอาจารย์ผิดหวังเด็ดขาดเ้าค่ะ!”
ทั้งสามคนต่างยิ้มแย้มและพูดคุยกันอย่างมีความสุข ถึงเส้นทางใหม่ที่กำลังจะเริ่มต้นขึ้น...