จันทราลอยสูงเหนือนภา แสงเรืองรองส่องท้องถนนเสวี่ยลี่ พื้นที่ที่เคยครื้นเครงกลับเงียบสงัดน่าขนลุก ไร้ซึ่งเงาผู้คน
แม้ว่างเว้นจากา ทว่าอาณาจักรต้าซีกลับประกาศมาตรการห้ามออกนอกเคหสถานตามเวลากำหนด เหตุผลนั้นแสนพิกล นั่นคือเพราะเป็คืนสมรสของิอ๋อง ‘ไป๋หลี่จ้งหัว’
วันอันควรเป็มงคลของอาณาจักรแปรเปลี่ยนเป็ความหวาดกลัว ไม่มีขุนนางแม้สักคนกล้าเฉียดใกล้ตำหนักิอ๋องเพื่อแสดงความยินดีหรือร่วมดื่มฉลอง หาใช่เพราะไม่้าทว่าทุกคนล้วนประหวั่นพรั่นพรึง
ในวันนี้ิอ๋องไม่ได้เข้าพิธีสมรสแสนชื่นมื่น กลับเป็ ‘วิวาห์ผี’ สิ่งที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์ของอาณาจักร อีกทั้งเ้าสาวยังมีชีวิตและลมหายใจ!
ผู้ใดเล่าจะกล้าเป็สักขีพยานในพิธีน่าสยดสยองเช่นนี้ ผู้ใดเล่าจะกล้าเข้าร่วม จวนิอ๋องรกร้างผู้คนในยามปกติ แม้ในวาระโอกาสที่ควรสุขสมกลับมีเพียงกระดาษตัดอักษรจีนคำว่า ‘ความสุข’ ประดับประดาเพิ่มเติมเท่านั้น ชวนให้บรรยากาศเยือกเย็นยิ่งทบทวี
"เราจะทำอย่างไรกันดี” มือที่กำเชือกป่านของนางติงสั่นเทา สั่นระริกไปทั้งร่าง แม้รู้ว่าสตรีในโลงศพยังมีลมหายใจ ทว่ายังไม่อาจขจัดความกลัวที่เกาะกินดวงใจของนาง
การประทินโฉมเ้าสาวเป็เื่ง่ายดายสำหรับนาง แม้นหลับตายังสามารถทำได้ ทว่าการแต่งแต้มใบหน้าเ้าสาวสำหรับวิวาห์ผีนั้นช่างน่าขนลุกยิ่งนัก
ไม่ได้มีเพียงนางที่สั่นเทา ฝั่งตรงข้ามโลงศพยังมีนางเจี่ยยืนอยู่ มือของเ้าตัวที่กำลังวาดคิ้วสั่นเสียจนทำคิ้วเกือบบิดเบี้ยว "อย่า...อย่าพูดอะไร แสร้งทำเป็ไม่รู้เสีย" นางกระซิบ
ทว่าพวกนางจะทำทีเป็ไม่รู้ได้อย่างไร
นางติงรับรู้ถึงมือที่ยิ่งสั่นเทาของตน หากการแต่งหน้าเ้าสาวสำหรับวิวาห์ผีนั้นน่าหวาดกลัวที่สุดอันดับสอง สิ่งที่น่ากลัวที่สุดซึ่งนางเคยเผชิญในชีวิตก็คือการค้นพบว่าเ้าสาวที่นอนในโลงศพนั้นไม่ใช่มู่อวี่ซี บุตรสาวคนโตสกุลมู่ผู้เลอโฉมและมากความสามารถ หากแต่เป็มู่อวิ๋นฮว่า บุตรสาวโดยชอบธรรมผู้ถูกหมางเมิน มันกลายเป็สิ่งที่น่าหวาดกลัวที่สุดเท่าที่นางเคยพานพบมา ไม่มีอันใดน่าหวาดกลัวยิ่งไปกว่านี้อีก!
"ตระกูลมู่... ตระกูลมู่คงเสียสติไปแล้ว!" นางติงยิ่งมือสั่นมากขึ้น ััของนางหมดสิ้นความประณีต ด้วยมัวแต่ตระหนกจนไม่ทันสังเกตว่าเ้าสาวกระตุกนิ้วอย่างเ็ปจากการกระทำหยาบกระด้างของนาง
"เงียบ เงียบเสีย! ตระกูลมู่เดือดร้อนหรือไม่หาใช่กงการของเรา เราไม่รับรู้เื่ใดทั้งนั้น อย่าเข้าไปสอด รีบจัดการให้เสร็จแล้วออกไปจากที่นี่กันเถิด!" นางเจี่ยเหงื่อตกจนไม่แม้แต่จะตรวจสอบว่าคิ้วทั้งสองข้างเท่ากันหรือไม่ นางรีบป้ายแป้งสีชาดบนใบหน้าเ้าสาวแล้วคว้าสัมภาระของตนวิ่งหนีไป
ครั้นนางเจี่ยออกไป นางติงพลันวิ่งตามไปติด ๆ โดยไม่กล้าแม้แต่จะทวงถามค่าตอบแทน
เ้าสาวที่สะดุ้งตื่นจากการกระทำหยาบกระด้างของพวกนางส่งเสียงครางแ่เบา
นางปวดศีรษะตุบ ๆ จนรู้สึกราวกับมันจะะเิออก
ทว่านางไม่ได้ปวดแค่ที่ศีรษะ แต่ยังปวดเมื่อยไปทั้งร่าง ใบหน้าของนางรู้สึกราวกับถูกตบซ้ำแล้วซ้ำเล่า
"โอ๊ย...เจ็บจัง..."
เสียงโอดครวญครางจากปากฉินชิงแ่เบาคล้ายเสียงแมวน้อยดังก้องในห้องว่างเปล่า มีเพียงแสงเทียนสีขาวสะบัดวูบไหวบนโต๊ะเครื่องเซ่น
ฉินชิงพยายามยกมือแตะขมับที่เต้นตุบ ๆ ทว่าร่างกายกลับไม่ยอมให้ความร่วมมือ ไม่ว่าจะสั่งการให้แขนขยับอย่างไร มันก็ยังคงแน่นิ่งและอ่อนปวกเปียกราวกับไร้กระดูก
เกิดอะไรขึ้นกันแน่!
สติเลือนรางของฉินชิงเริ่มฟื้นคืนกลับมากระจ่างชัด
นางจำได้ว่าตนเพิ่งเสร็จจากให้คำปรึกษาปรับฮวงจุ้ย ก่อนกลับไปพักผ่อนในรถแล้วขับรถไปยังมณฑลข้างเคียงเพื่อช่วยคลี่คลายปัญหาเื่บ้านผีสิงให้กับลูกค้าเศรษฐีรายหนึ่ง นางหมดสติไม่รับรู้ราวกะทันหันเช่นนี้ได้อย่างไร
ฉินชิงไม่รู้ว่าตนเองหลับมานานเพียงใด ยามนี้เป็กลางวันหรือกลางคืนกันแน่
หากรู้ว่าการนอนในรถจะอึดอัดขนาดนี้ นางคงไม่มีทางปล่อยให้ตนเองเผลอหลับ แต่เหตุใดนางถึงหลับลึกได้ขนาดนี้กัน ั้แ่อาจารย์ของนางเสียชีวิตไป การนอนหลับสนิทก็กลายเป็สิ่งที่ห่างไกลจากตัวนาง...
มีบางสิ่งผิดปกติ ผิดปกติยิ่งนัก
ฉินชิงกระสับกระส่ายในใจ นางพยายามลืมตาขึ้น ทว่าเปลือกตาหนักอึ้งยากอธิบายกลับแทบลืมไม่ขึ้น...
"ยามแล้งเช่นนี้ระวังฟืนไฟ!"
เป้ง! เป้ง! เป้ง!
นั่นมัน... เสียงฆ้องยามไม่ใช่หรือ
ความคิดที่เดิมทีสับสนอยู่แล้วยิ่งแจ่มชัดน้อยลงไปอีกเมื่อได้ยินเสียงดังก้องกังวานไกลออกไป หรืออาจเป็เสียงโทรศัพท์มือถือของใครสักคนก็ได้ ช่างเป็เสียงเรียกเข้าที่แปลกประหลาดเสียจริง...
ทว่านางไม่ทันจะได้คิดอะไรไปมากกว่านั้น ก็เหลือบเห็นเงาร่างเคลื่อนไหวผ่านรอยแยกเล็ก ๆ ระหว่างเปลือกตาที่เปิดอยู่!
นางแยกแยะไม่ออกว่าเป็ชายหรือหญิง เป็มนุษย์หรือภูตผี ยามนี้นางไม่กลัวจะเผชิญหน้ากับภูตผีแล้ว พลังหยางบริสุทธิ์ของนางคงทำให้ิญญาใด ๆ ก็ตามต้องถอยห่าง แต่หากเป็คนก็อีกฝ่ายก็อาจเป็ศัตรูได้...
ฉินชิงยังครุ่นคิดไม่เสร็จดี ััเย็นเฉียบที่รัดข้อเท้าก็ทำให้รับรู้ได้ทันทีว่ามันไม่ใช่คน แต่เป็ภูตผี!
มือเย็นเยียบยิ่งกว่าน้ำแข็งเลื้อยขึ้นมาจากข้อเท้าของนาง ปัดป่ายผ่านต้นขาข้ามไปยังท้องน้อย ในที่สุดก็หยุดิ่เหม่อยู่ที่หน้าอกนาง
ลมหายใจไร้ซึ่งไออุ่นพัดผ่านหู ละไล้ลำคอระหงของนาง ความะเืหนึบชาชวนให้วาบหวามที่ผิว...
นางเป็ผู้ที่มีพลังหยางบริสุทธิ์และธาตุไฟ ไม่มีภูตผีตนใดสามารถเข้าใกล้ได้ แล้วเหตุใดถึงเกิดเื่แบบนี้ขึ้นได้!
ฉินชิงพยายามท่องคาถาสร้างผนึกเวทเพื่อตอบโต้กลับ ทว่าไม่สามารถทำสิ่งใดได้ในขณะนี้แม้แต้น้อย!
ไม่ว่าจะต่อต้านหรือ้ากำจัดความรู้สึกแปลกประหลาดนี้อย่างไร ร่างกายที่ไม่สามารถเคลื่อนขยับได้ของนางก็เปราะบางราวกับเนื้อบนเขียง
"ไสหัวไป..."
มู่อวิ๋นฮว่าจำไม่ได้ว่าตนวิงวอนในใจกี่ครั้งกว่าจะสามารถบังคับให้คำนั้นหลุดออกจากริมฝีปากที่ชาไปแล้วได้ในท้ายที่สุด เสียงกระซิบแ่เบาจนอาจปลิวไปกับสายลม
ถึงกระนั้นมันก็ไม่ได้ทำให้เ้าของมือหยุดการกระทำ ว่ากันตามจริงมันกลับยิ่งรุนแรงขึ้น สองมือคว้าข้อเท้าเปลือยเปล่าของนาง งอเข่าของนางแล้วแยกออกจากกัน...
เสียงทุ้มต่ำปราศจากไออุ่นเยี่ยงมนุษย์กระซิบข้างหูนางผ่านความพร่าเลือนในใจของนาง "มู่อวี่ซี เ้าไม่รู้หรอกว่ามีผู้คนมากมายเพียงไหนขอบคุณเ้า"
มู่อวี่ซีเป็ใครกัน
นางคือฉินชิง ทายาทรุ่นที่ 365 ของสำนักเทียนเต้า! ไม่ใช่มู่อวี่ซี นางคือฉินชิง ฉินชิง!
เสียงกรีดร้องในใจของฉินชิงแทบทำให้เ้าตัวสิ้นสติ ทว่าไม่มีใครได้ยินเสียงนั้นนอกจากตัวนางเอง สิ่งเดียวที่ได้รับตอบแทนคือความเ็ปเจียนตายที่ฉีกทึ้งร่างของนางโดยไม่ทันตั้งตัว!
กรี๊ด—
ความเ็ปนั้นเกินบรรยาย ความทุกข์ทรมานนั้นไม่อาจทานทนไหว ความหนาวเหน็บเยือกเย็นที่ดูเหมือนจะทำให้กระดูกของนางแข็งตัวทีละน้อยคืบคลานจากส่วนล่างของร่างกายไปยังอวัยวะสำคัญของนาง พุ่งเข้าใส่หัวใจของนาง!
ใต้ร่างของนางรู้สึกราวกับว่ามีรอยฉีกขาดที่ถูกฉีกออกอย่างรุนแรง การเข้าและออกอย่างรุนแรงในแต่ละครั้งเรียกของเหลวอุ่น ๆ ให้หลั่งรินออกมา ราวกับว่าเืทั้งหมดของนางไหลมาจากาแนั้น...
กลิ่นเืเริ่มลอยฟุ้งในอากาศ...
สติสัมปชัญญะที่เดิมทีไม่สมประกอบยิ่งกระจัดกระจาย มือที่อ่อนแรงของนางทำได้เพียงเกาะขอบโลงด้านล่าง ทิ้งรอยเืไว้เป็ทาง เล็บของนางหลุดแตกออกไปจนกระทั่งสูญเสียความรู้สึกตัวทั้งหมดและจมดิ่งลงสู่ห้วงแห่งความมืด...
.
.
.