ณ หุบเขาอวิ๋นหลงอันเป็สถานที่เงียบสงบล้อมรอบด้วยูเาสูงชันและปกคลุมด้วยหมอกตลอดทั้งปี มีหมู่บ้านเล็ก ๆ ตั้งอยู่ใจกลางหุบเขา ผู้คนที่นี่ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายและสงบสุข ชาวบ้านส่วนใหญ่มักจะเข้าป่าล่าสัตว์หาสมุนไพร บ้างทำงานฝีมือ บ้างค้าขาย มีส่วนน้อยที่ทำการเพาะปลูก
หมู่บ้านที่ปกติไม่ได้คราคร่ำไปด้วยผู้คน วันนี้ยิ่งมายิ่งเงียบเหงา
เว้นก็เพียงแต่สถานที่หนึ่ง
บนซุ้มประตูดูโอ่อ่าประดับไว้ด้วยแผ่นป้ายทำจากไม้สลักลงสีเขียนไว้อย่างงดงามอ่านว่า ‘ตระกูลหลี่’ เพียงเท่านี้สามารถบ่งบอกได้ว่าเป็ตระกูลที่มีศักดิ์ฐานะต่างจากบ้านอื่นอย่างชัดเจน
ในเขตรั้วกว้างใหญ่มีตึกตั้งเรียงรายแบ่งเป็สัดส่วนสวยงาม
ผู้คนมากมายมารวมตัวกันห้อมล้อมพื้นที่จัตุรัสซึ่งมีลานหินยกระดับขึ้นมาเป็เวทีโดยถูกใช้เป็เวทีประลอง อาจบางทีผู้คนเกือบทั้งหมดในหมู่บ้านได้อยู่ในที่นี้แล้ว
“ขอบเขตกำเนิดปราณขั้นปลาย!” สิ้นเสียงประกาศก้อง บรรยากาศโดยรอบเงียบสงัด เพียงชั่วครู่เสียงกระซิบกระซาบค่อย ๆ ดังระงมขึ้น
“คาดไว้ไม่ผิด คุณชายผู้นี้จบสิ้นแล้ว”
บ้างทอดถอนใจด้วยความสังเวช
บ้างดูถูกเหยียดหยาม
มีแม้กระทั่งลงพนันขันต่อว่ามันจะผ่านการทดสอบหรือไม่
ดูเหมือนผู้คนจะไม่สนใจเสียแล้วว่ามันยังยืนนิ่งงันอยู่บนเวทีคล้ายจะได้ยินแต่เหมือนไม่ได้ฟัง
บนเวทียังมีคนอีกผู้หนึ่งแต่งกายโอ่อ่าใบหน้ามีริ้วรอยกร้านโลก จากรูปลักษณ์นั้นสามารถอนุมานได้ว่าเขาคือผู้าุโในตระกูล “ตามกฎของตระกูลในเมื่อเ้าไม่อาจบรรลุขอบเขตจอมยุทธฝึกหัดเ้าสามารถท้าประลองกับคนในตระกูลในขอบเขตเหนือกว่า หากชนะจะยังคงได้รับการสนับสนุนในการบ่มเพาะพลังเป็อย่างดี หาไม่แล้วจะถูกจัดเป็ผู้ไร้พร์และจะได้รับเบี้ยรายเดือนเพียงขั้นต่ำ”
“เป็ผู้ใดที่เ้าปรารถนาจะประลองด้วย?”
“ข้าพเ้าคิดขอคำชี้แนะจากหลี่เจียหยาง”
เกิดเสียงฮือฮาในฝูงชน แม้แต่ผู้าุโของตระกูลก็นิ่งไปชั่วขณะ
หลี่เจียหยางได้ชื่อเป็ผู้ที่มีพร์สูงสุดในหมู่คนรุ่นเยาว์
กระนั้นมันกลับ… ท้าประลองหลี่เจียหยางเสียได้
ทันใดนั้นเองก็มีเด็กหนุ่มรุ่นราวคราวเดียวกันเดินขึ้นมาประสานมือก่อนจะกล่าว
“อี้ชิงน้อยอาจหาญทะเยอะทะยาน อนาคตไม่แคล้วยิ่งใหญ่เป็วีรบุรุษ เพียงน่าเสียดายที่ข้าพเ้าวันนี้ด้วยกฎการประลองมิอาจออมมือ” หลี่เจียหยางแม้มีท่าทีนอบน้อมแต่ยังแอบมองค้อนอย่างถือดี
ผู้าุโกระแอมออกมาหนึ่งคำก่อนที่จะกล่าว “ในเมื่อปรากฏคู่ประลองที่เหมาะสมแล้ว ทั้งสองฝ่ายเตรียมตัว”
“ออกนอกลานประลองนับว่าแพ้ ห้ามมีการออมมือ สู้จนกว่าฝ่ายใดจะหมดสติหรือยอมจำนน”
“เมื่อพร้อมแล้ว เริ่มได้!”
ทั้งสองคนยืนห่างกันหนึ่งจั้ง
“ท่านเสียสติหรือ? แม้นับว่าข้าพเ้ารังแกท่าน ยังคงไม่สมควรละทิ้งโอกาสอย่างโง่เง่าเช่นนี้” หลี่เจียหยางพูดขึ้นในระดับเสียงที่ได้ยินกันเพียงสองคน
“วรยุทธ์ของท่านคือลมปาก? ยังไม่รีบเข้ามาเสียทีเล่า?”
หลี่เจียหยางแค่นเสียงเฮอะ ไม่คาดว่าอีกฝ่ายจะอวดดีถึงเพียงนี้
หลี่เจียหยางสืบเท้าเข้าหาด้วยท่าร่างพื้นฐาน ในขณะที่หลี่อี้ชิงยืนนิ่งตั้งรับ
เมื่อถึงระยะทำการหลี่เจียหยางแม้มีพลังฝีมือเหนือกว่ากลับไม่ผลีผลามจู่โจม อาจเนื่องเพราะเขานั้นรู้สึกถึงความไม่ชอบมาพากลบางอย่างของสหายผู้นี้
หลี่อี้ชิงหลบหมัดแรกไปด้านข้างอย่างไม่ยากเย็น ตามด้วยขาที่เหวี่ยงเข้าหาลำตัวทำให้มันถอยหลบไปด้านหลัง
หลี่เจียหยางเมื่อเห็นหลี่อี้ชิงถอยหนีก็ได้ใจสืบเท้าเข้าไปหมายจะโจมตีใส่
ท่อนหลี่อี้ชิงถูกกระแทกดังผลัวะ แม้จะป้องกันไว้ได้แต่ก็กระเด็นออกไปตามแรงหมัด
มัน… จงใจลอยตัวถอยไปเพื่อผ่อนแรงกระแทก?
ไม่เสียทีที่เป็ผู้เยาว์มากพร์ หลี่เจียหยางััได้ถึงแรงสะท้อนที่น้อยผิดปกติมันอาจบางทีตั้งใจหลอกล่อให้เข้าไปใกล้เพื่อพลิกตลบให้ตกเวทีไป ไม่ได้ผลหรอกน่า!
หลี่เจียหยางโถมเข้าไปเพื่อที่จะปิดฉากการประลอง
หลี่อี้ชิงที่รออยู่แล้วเอื้อมมือมาหมายคว้าจับเสื้อของฝ่ายตรงข้าม แต่คว้าได้เพียงอากาศ
ชายหนุ่มร่างกำยำแสร้งทำเป็ตกหลุมพรางของหลี่อี้ชิงก่อนที่จะเคลื่อนย้ายจุดศูนย์ถ่วงก้าวถอยหลังเล็กน้อยหลบเลี่ยงอุ้งมือนั้นไป
เคราะห์ร้ายแผ่นหินที่มันเหยียบลงไปนั้นคลอนแคลนไม่มั่นคงส่งผลให้เสียหลักหกคะมำ
หลี่อี้ชิงไม่รอช้าสอดเท้าเข้าไปขัดขาใช้ตัวกระแทกใส่จนอีกฝ่ายจนล้มลงแล้วคุกเข่าผนึกกำลังชกซ้ำลงไปในท่านั่งปล่อยหมัดใส่ลิ้นปี่เสียงดังฟังชัดจนหลี่เจียหยางสะท้านเฮือกสำรอกน้ำย่อยออกมาเล็กน้อยแล้วแน่นิ่งไป
การประลองสิ้นสุดลงแล้ว
ความเงียบงันปกคลุมทั่วทั้งบริเวณ เหล่าผู้มาชุมนุมอ้าปากค้าง
“มิใช่กระบวนท่าสุดท้ายมีบางอย่างมิชอบมาพากลหรือ?”
“มันคล้ายจะ… เสียหลักไปเอง”
“ย่อมมีบางสิ่งผิดปกติกับพื้นเวทีประลอง”
“ที่แท้ก็เป็โชคช่วย เผอิญว่าพื้นตรงนั้นเสื่อมสภาพจากการใช้งานมาอย่างยาวนาน พอดีกับหลี่เจียหยางที่เหยียบย่ำลงไปอย่างเหมาะเจาะ”
ไม่ว่าจะเป็การคำนวณอย่างแม่นยำหรือความบังเอิญที่ไม่คาดคิด แต่มันก็ฉวยจังหวะนั้นเอาชัยมาได้แล้ว
เสียหลักก็เื่หนึ่ง แต่การโจมตีเมื่อสักครู่กลับทำให้หลี่เจียหยางหมดสติไปในหมัดเดียว อัจฉริยะรุ่นเยาว์ผู้นั้นถึงกับถูกหมัดของชนชั้นกำเนิดปราณขั้นปลายเล่นงานจนหมดสภาพได้เป็เื่น่าเหลือเชื่อปานใด อาจบางทีมีเบื้องลึกเื้ัพิสดารกว่าที่เห็น
“หลี่อี้ชิงเป็ผู้ช…”
“ประเดี๋ยวก่อนท่านผู้าุโ!” ทายาทรุ่นเยาว์ตระกูลหลี่ผู้หนึ่งะโขัดขึ้นมา
“การประลองนี้ดูไปคล้ายไม่ซื่อตรงนัก อี้ชิงน้อยใช้ประโยชน์จากลานประลองที่ชำรุดเล่นลูกไม้ใส่เจียหยาง หาไม่แล้วจะสามารถเอาชนะได้อย่างไร?”
ผู้าุโที่ยืนอยู่บนเวทีประลองพ่นลมหายใจยาวออกรอบหนึ่งจึงเอ่ยวาจา “ข้าพเ้าทราบท่านทั้งหลายในที่นี้มีความกังขาในผลการประลอง”
“หากแต่ในมหามรรคาแห่งวิทยายุทธ์ โชคนับเป็ความสามารถ การฉวยประโยชน์จากโอกาสและสิ่งรอบตัวก็นับเป็ความสามารถ ดังนี้แล้วหลี่อี้ชิงนับว่ามีคุณสมบัติด้วยประการทั้งปวง” มันผายมือไปยังเด็กหนุ่มที่ยังยืนอยู่บนเวที “ข้าพเ้าประกาศให้หลี่อี้ชิงเป็ผู้ฝึกตนแห่งตระกูลหลี่อย่างเป็ทางการ”
“มีผู้ใดคัดค้านหรือไม่? หาไม่แล้วข้าพเ้าขอปิดพิธีก้าวข้ามสู่วัยผู้ใหญ่ของตระกูลหลี่ไว้แต่เพียงเท่านี้”
แม้จะมีหลายคนไม่พอใจนักโดยเฉพาะนักเสี่ยงโชคทั้งหลายที่เชื่อมั่นในตัวหลี่อี้ชิงยิ่งว่ามันจะพ่ายแพ้ แต่มิอาจกล่าวอันใดออกมา ได้แต่ก้มหน้าจ่ายเบี้ยออกไปตาม ๆ กัน
ผู้คนทยอยพากันกลับไปสถานที่ของตนพร้อมกับหลี่เจียหยางที่ถูกหามออกไปด้วยสติอันเลือนราง สิ่งสุดท้ายที่มันเห็นคือลูกแก้วที่มีมวลสีแดงฟุ้งหมุนวนอยู่ด้านในคล้ายเป็ของเหลวบางชนิด ขอบเขตกำเนิดปราณขั้นปลาย… เป็ไปได้เยี่ยงไร?!
…
“เื่ราวก็เป็ดั่งเช่นนี้แล”
ผู้คนสนทนากันอย่างครึกครื้นเสียงดังเซ็งแซ่
ในโรงเตี๊ยมที่มีขนาดไม่ใหญ่นักมีโต๊ะเก้าอี้ถูกจัดตั้งอย่างเป็ระเบียบและจับจองอยู่ด้วยชายฉกรรจ์มากหน้าหลายตา ศูนย์กลางในหมู่นั้นคือเด็กหนุ่มธรรมดาดาษดื่นผู้หนึ่ง
“ไม่น่าเชื่อว่าคุณชายไม่เอาถ่านผู้นั้นจะผ่านการทดสอบในพิธีก้าวสู่วัยผู้ใหญ่”
“ข้าเห็นมากับตาเลยนา ถึงจะโชคช่วยแต่ก็ยังคงไม่น่าเชื่อ งานนี้คนแทงผิดกันระนาว มีแต่เ้านี่นี่แหละที่รับทรัพย์ไปอื้อซ่า” เหล่าชายฉกรรจ์ที่แท้เป็ผีพนันผู้มาดื่มสังสรรค์กันที่โรงเตี๊ยมเมฆาน้อยแห่งนี้เป็ประจำ
เด็กหนุ่มผู้เป็เป้าสนใจในวันนี้ยิ้มแหย ๆ “อาจบางทีเนื่องเพราะข้านั้นชมชอบการลงพนันขันต่อในตัวม้ารองบ่อนกระมัง” มันเป็เสี่ยวเอ้อร์ของโรงเตี๊ยมแห่งนี้ ทั้งยังควบตำแหน่งคนเล่านิทานและแลกเปลี่ยนข่าวสารในเมือง
“ม้ารองบ่อนอันใด?! เป็ข้าที่ยืนยันหนักแน่นให้เ้าลงข้างคุณชายหลี่ต่างหากเล่า ดูด้วยตาก็ทราบว่ามันเป็เทพทรูอย่างมิต้องสงสัย” เป็เสียงของสาวน้อยผมแดงะโมาจากอีกฟากของโรงเตี๊ยม “รีบแบ่งมาให้ข้าห้าส่วนตามที่ตกลงกันไว้ และยกสำรับอาหารไปให้ลูกค้าได้แล้ว!”
ใช่แล้ว ข้าคือเสี่ยวเอ้อร์แห่งโรงเตี๊ยมเมฆาน้อย และแม่นางน้อยผู้นี้ก็คือคนวิกลจริตผู้หนึ่งนามว่าหลี่หานหลิง นางเล่าว่านางมาจากต่างโลก ทั้งยังสวมชุดแปลก ๆ อีกทั้งคำพูดคำจายิ่งแปลกประหลาด กว่านางจะปรับตัวจนพูดกับชาวบ้านได้รู้ความนั้นทำเอาข้าปวดหัวแทบแย่
“ขออภัย แม่นางน้อยผู้นี้มาจากต่างแดน อาจบางทีเอ่ยวาจาแปลกประหลาดยากเข้าใจอยู่บ้าง” ต้องรีบตัดบทก่อนที่นางจะพูดพร่ำเพ้อเื่ที่ไม่จำเป็มากไปกว่านี้ เคราะห์ดีที่นางมีฝีมือในการทำอาหาร อีกทั้งยังรอบรู้เกี่ยวกับอาหารที่ข้าไม่เคยพบเห็นมาก่อนจึงเป็การดีที่ให้นางช่วยงานอยู่ในครัว
อีกไม่นานก็ได้เวลาปิดร้านแล้ว ช่างเป็วันที่ยาวนานเสียจริง มีเื่ราวเกิดขึ้นมากมายหลายอย่างยิ่งรวมถึงแม่นางน้อยที่กำลังแว้ด ๆ ไม่หยุดอยู่ตอนนี้ คิดไม่ผิดเลยที่ไปชมดูการประลองของคุณชายหลี่ น่าตื่นตาตื่นใจเสียจนข้านั้นคิดฝันไปว่าตนเองนั้นกลายเป็คุณชายหลี่ไปเสียแล้วจริง ๆ
ว่าไปนั่น สำหรับผู้ที่เกิดมาเป็สามันชนคนธรรมดาหาเช้ากินค่ำเช่นดั่งข้าคงไม่มีวาสนาอนาคตรุ่งโรจน์เทียบได้สักเสี้ยวหนึ่งของคุณชาย เว้นเสียแต่ว่าจะเกิดปาฏิหาริย์สะท้านภพเหมือนดังที่หลี่หานหลิงกล่าวไว้กระมัง ฮ่ะ ๆๆ