บทที่ 9 ต่อให้ต้องตายก็จะกินให้ได้ (รีไรต์)
เจียงอี้อิ่นไม่ได้สังเกตเห็นสีหน้าของเจิ้งฮุ่ยเจวียน หลังจากจำออร์เดอร์ทั้งหมดแล้วก็กลับไปทำงานที่หลังเคาน์เตอร์ตามเดิม
เจิ้งฮุ่ยเจวียนและเพื่อนร่วมทางกำลังจิบถั่วเขียวต้มน้ำตาลอย่างเงียบ ๆ ทันใดนั้นชายเสื้อของเธอก็ถูกดึงเบา ๆ
“มีอะไรเหรอ” เธอถามเด็กสาวเสียงแ่
“คุณป้าคะ กลิ่นหอม ๆ นี่คือกลิ่นอะไรเหรอคะ” เด็กสาวตัวน้อยหน้าแดงก่ำ แต่ถึงกระนั้นก็อดกลืนน้ำลายไม่ได้
สีหน้าของเจิ้งฮุ่ยเจวียนอ่อนลง “กลิ่นเครื่องพะโล้น่ะ จิ้งจิ้งอยากกินไหม”
เด็กหญิงเงียบไปครู่หนึ่ง แล้วส่ายหน้าช้า ๆ “หนูแค่สงสัยน่ะค่ะ เพราะหนูไม่เคยได้กลิ่นนี้มาก่อน
หัวใจของเจิ้งฮุ่ยเจวียนปวดแปลบ ยิ่งวันเวลาแห่งยุควันสิ้นโลกผ่านไปนานเท่าไหร่ สิ่งต่าง ๆ ก็ย่อมสูญสลายหายไปตามกาลเวลา ยุคสมัยที่สงบสุขและรุ่งเรืองนั้นดูเหมือนภาพลวงตาที่ปรากฏบนผิวน้ำ มีอยู่แค่ในเื่เล่าและความทรงจำ
แน่นอนว่าเธอรู้ว่าหลานสาวอยากกินมากแค่ไหน แต่เด็กสาวก็ปฏิเสธอย่างชาญฉลาด
เจิ้งฮุ่ยเจวียนลูบศีรษะของจิ้งจิ้งเบา ๆ ก่อนจะลุกขึ้นยืนแล้วเดินไปที่เคาน์เตอร์ “เถ้าแก่คะ วันนี้เนื้อตุ๋นยังมีเหลืออยู่ไหมคะ”
“ถ้ายังมีอยู่บ้าง ฉันรับหนึ่งจานค่ะ”
“อืม”
คริสตัลก้อนสีเขียวแวววาวห้าก้อนยังไม่ทันได้วางบนเคาน์เตอร์ จิ้งจิ้งก็รีบวิ่งมาจับมือเจิ้งฮุ่ยเจวียน “คุณป้า หนูไม่กินนะคะ”
“ไม่เป็ไรหรอก นี่มันคริสตัลของป้าเอง ป้าเองก็ไม่ได้กินเนื้อตุ๋นมานานแล้ว พวกเรามากินด้วยกันเถอะ”
เจิ้งฮุ่ยเจวียนพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนแล้วยังดึงมือหลานสาวออกอย่างเด็ดเดี่ยว ก่อนจะวางคริสตัลลงบนเคาน์เตอร์
เจียงอี้อิ่นมองทั้งสองคนโดยไม่พูดอะไร ก่อนจะหันไปหั่นเนื้อตุ๋นใส่จาน
เด็กสาวรู้สึกเขินอายไม่น้อย แต่หลังจากชิมเนื้อตุ๋นเข้าไปคำแรกก็ลืมเื่อื่นไปเสียสนิท เธอรีบแบ่งเนื้อตุ๋นออกเป็สองส่วน ส่วนหนึ่งมีมากกว่า อีกส่วนหนึ่งมีน้อยกว่า เธอหยิบส่วนที่น้อยกว่าให้ตัวเอง เห็นได้ชัดว่า้าแบ่งเนื้อให้เจิ้งฮุ่ยเจวียนมากกว่า
แต่เจิ้งฮุ่ยเจวียนกลับแบ่งเนื้อคืนให้หลานสาวส่วนหนึ่ง พร้อมกับพูดอย่างจริงจัง “แบ่งกันคนละครึ่งสิ หลานต้องเชื่อฟังป้านะ”
เมื่อทั้งสองคนกินเสร็จ อาหารที่สั่งไว้ก็ทำเสร็จพอดี เจิ้งฮุ่ยเจวียนตรวจสอบจำนวนอย่างระมัดระวัง และพบว่ามีเจียนปิ่งเกินมาสิบชิ้น
เธอก็รีบหยิบเจียนปิ่งสิบชิ้นนั้นขึ้นมาวางไว้ข้าง ๆ พร้อมกับพูดว่า “เถ้าแก่ ทำมาเกินค่ะ”
เจียงอี้อิ่นยกมือห้ามพร้อมกับเอ่ยยิ้ม ๆ “ไม่ได้เกินหรอกค่ะ ฉันตั้งใจแถมให้พวกคุณ”
“เรารับเอาไว้ไม่ได้หรอกค่ะ” เจิ้งฮุ่ยเจวียนปฏิเสธ
“พวกเราเป็ผู้หญิงเหมือนกัน การเอาตัวรอดในยุคสิ้นโลกแบบนี้ยากลำบากกว่าอยู่แล้ว การช่วยเหลือซึ่งกันและกันเป็เื่ที่ควรทำอยู่แล้วไม่ใช่เหรอคะ” เธอตอบด้วยท่าทีแน่วแน่ “แต่อย่าลืมช่วยปิดเื่นี้ให้ฉันด้วยนะคะ”
เดิมทีเจิ้งฮุ่ยเจวียนก็ทำการค้ามาก่อน พอได้ยินแบบนั้นก็เข้าใจทันที พลางพยักหน้าหงึกหงัก
“วางใจเถอะค่ะ พวกเราไม่ปริปากบอกใครแน่นอน พวกนี้...ขอบคุณเถ้าแก่มากนะ!”
“ไม่เป็ไรค่ะ ร้านของเรายินดีต้อนรับเสมอนะคะ”
ระหว่างเอ่ยส่งลูกค้า เจียงอี้อิ่นก็มองสำรวจพวกเธอทั้งสองด้วยความสงสัย ไม่รู้ว่าของมากมายขนาดนี้ พวกเธอจะขนกลับไปได้ยังไง
ทันใดนั้นเจิ้งฮุ่ยเจวียนก็ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดอะไรบางอย่างกับจิ้งจิ้งด้วยน้ำเสียงแ่เบา
เด็กสาวหยิบเจียนปิ่งหลายชิ้นโยนขึ้นไปกลางอากาศ
สิ่งน่ามหัศจรรย์เกิดขึ้นตรงหน้าเจียงอี้อิ่น ของพวกนั้นหายวับไปกับตา จิ้งจิ้งเคลื่อนไหวมือเป็ระวิง ไม่นานนักก็ ‘เก็บ’ เจียนปิ่งและน้ำเต้าหู้จนหมด
เจียงอี้อิ่นเบิกตากว้าง มองสำรวจเด็กสาวตรงหน้าั้แ่หัวจรดเท้า ทันใดนั้นก็นึกอะไรขึ้นได้จึงอุทานออกมาโดยไม่รู้ตัว “นี่มันพลังพื้นที่มิติหรือเปล่าคะ”
“ใช่ค่ะ” เจิ้งฮุ่ยเจวียนพยักหน้า “แล้วก็ช่วยเก็บเื่นี้เป็ความลับด้วยนะ”
เจียงอี้อิ่นพยักหน้าเหมือนไก่จิกข้าวสาร มองส่งคนทั้งสองหายลับไปบนถนนเล็ก ๆ ท่ามกลางป่ารกร้าง
……
หลังจากงีบหลับไป่บ่าย เธอก็กลับมานั่งอยู่หลังเคาน์เตอร์อย่างไม่มีอะไรทำ ตอนนี้ก็เลยบ่ายสามโมงมาแล้ว ดูเหมือนว่าวันนี้ทีมของกู้ไฮว่ถิงคงจะไม่มา
พวกเขาเป็ลูกค้ารายใหญ่กลุ่มแรกของเธอหลังจากที่เธอเดินทางมาถึงโลกนี้ พอไม่เห็นหน้าพวกเขา เธอก็อดคิดถึงพวกเขาขึ้นมาไม่ได้
บางทีคนเราก็มักจะนึกถึงอะไรโดยไม่รู้ตัว เธอเพิ่งคิดถึงพวกเขาไปหยก ๆ ก็มีกลุ่มคนโผล่ออกมาจากป่า พวกเขาคือกู้ไฮว่ถิงและเพื่อนร่วมทีมของเขานั่นเอง
แต่สภาพของพวกเขาดูไม่ค่อยน่ามองเท่าไหร่ พวกเขาได้รับาเ็ไม่มากก็น้อย
ในบรรดาชายหนุ่มทั้งห้า อาสยงได้รับาเ็หนักที่สุด าแฉกรรจ์พาดยาวจากหน้าอกด้านซ้ายไปจนถึงหน้าท้องด้านขวา เพียงแค่ชำเลืองมอง เธอก็รู้สึกเหมือนเห็นหัวใจที่กำลังเต้นและลำไส้สีแดงสด
ขอบคุณวัตถุดิบนองเืมากมายที่เคยเห็น แม้ว่าใบหน้าจะซีดเซียว แต่ก็พยายามทำใจแข็งไว้
แต่หลังจากที่ทั้งหมดวิ่งเข้ามาในพื้นที่โลก พวกเขาก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป อาสยงล้มลงกับพื้นทันที คนอื่นรีบกรูเข้าไปหา หยิบผ้าพันแผลและยารักษาโรคที่พวกเขาพกติดตัวมาทำแผลให้เขา
ไม่นานเสียงของซุนเฮาก็ดังขึ้นด้วยความตื่นตระหนก “ลูกพี่ ปากแผลของอาสยงใหญ่เกินไป ยาที่โรยลงไปถูกเืกลบหมดเลย”
เสียงของอีกคนดังขึ้นพร้อมกับเสียงสะอื้น “กรงเล็บของไอ้สารเลวนั่นมีพิษ พวกเราลองยาแก้พิษทุกอย่างแล้ว แต่ไม่ได้ผลสักนิด ตอนนี้อาสยงขยับตัวไม่ได้แล้ว ถ้าขยับพิษจะกำเริบขึ้น”
สีหน้าของกู้ไฮว่ถิงดูไม่ค่อยดีนัก แต่เขาก็ยังคงเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “เ้าลิงรีบไปตามหมอมา”
เพื่อนร่วมทีมที่กำลังปาดน้ำตารีบวิ่งไปทันทีที่ได้รับคำสั่ง เจียงอี้อิ่นสังเกตเห็นว่าขาของเขาเองก็มีาแ แม้าแจะมีเืซึมออกมาทำให้เขาวิ่งโซซัดโซเซ แต่เขาก็ไม่กล้าช้าแม้แต่วินาทีเดียว ไม่นานก็วิ่งหายไป
เห็นได้ชัดว่าสมาชิกในทีมนี้ต่างก็ผ่านความเป็ความตายกันมาแล้ว
กู้ไฮว่ถิงนั่งลงข้าง ๆ อาสยง เอื้อมมือไปกดปากแผลห้ามเื พร้อมกับพูดด้วยน้ำเสียงแหบพร่า
“อาสยง อดทนไว้ก่อนนะ”
ชายที่นอนหอบหายใจอยู่พยักหน้าเล็กน้อย สักพักหนึ่งก็พูดขึ้นช้า ๆ ว่า “ลูกพี่ ผมหิว”
สีหน้าของทุกคนดูไม่ดีนัก ซุนเฮาง้างมือขึ้นเหมือนจะตีเขา แต่พอตบลงไปกลับเบาหวิว
“นายเป็แบบนี้แล้วจะกินอะไรได้ พอหมอมารักษาหายแล้วอยากกินอะไรฉันจะซื้อให้เอง”
อาสยงยิ้มกว้าง “เฮ้ย นายกล้าเสนอตัวเลี้ยงข้าวเชียวเหรอ แปลกชะมัด”
ซุนเฮาตาแดงก่ำแต่ก็ยังปากแข็ง “พูดอะไรแบบนั้น นายเคยเห็นพี่ซุนเฮาคนนี้ขี้เหนียวหรือไง”
“งั้นนายเลี้ยง ฉันจะกินตอนนี้เลย”
“บอกว่าให้รอก่อนไงเล่า…”
เสียงของอาสยงแ่ลงอย่างเห็นได้ชัด “ฉันอยากกินตอนนี้ ฉัน…ฉันไม่อยากเป็ผีหิวโซ”
ทันใดนั้นเสียงของซุนเฮาก็ขาดห้วงไป เขาผุดลุกขึ้นวิ่งพรวดตรงไปที่เคาน์เตอร์แล้วเริ่มสั่งอาหาร ก่อนจะเสริมด้วยน้ำเสียงร้อนรน “เถ้าแก่ รบกวนเร็ว ๆ หน่อยนะครับ”
เจียงอี้อิ่นเข้าใจความหมายที่ซ่อนอยู่ในคำพูดของเขา จมูกเธอรู้สึกแสบขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก รีบพยักหน้าแล้วเริ่มลงมือทำด้วยความเร็วสูงสุด
ไม่นานนักเจียนปิ่งสี่ไส้ น้ำเต้าหู้พุทราถั่วลิสง ถั่วเขียวต้มน้ำตาล และเนื้อตุ๋นก็ถูกยกมาเสิร์ฟข้างกายอาสยง
กู้ไฮว่ถิงเม้มริมฝีปากแน่น ใช้ร่างกายตัวเองเป็เบาะให้อาสยงเอนหลังพิง ซุนเฮาและเพื่อนร่วมทีมอีกคนถืออาหารนานาชนิดค่อย ๆ ยื่นไปใกล้ปากเขา
คนที่ปกติกินอย่างตะกละตะกลามกลับเคี้ยวได้อย่างยากลำบากในวันนี้ ใช้เวลาอยู่นานกว่าจะกินเจียนปิ่งหนึ่งชิ้นจนหมด จากนั้นก็ดื่มถั่วเขียวต้มน้ำตาลสองสามคำ แล้วจึงค่อยกลืนเนื้อตุ๋นลงไปสองชิ้น
เมื่อซุนเฮายื่นอาหารไปให้อีกครั้ง อาสยงก็เบี่ยงหัวหลบ
สีหน้าของกู้ไฮว่ถิงและคนอื่น ๆ หมองลงในชั่วพริบตา บรรยากาศตึงเครียดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
เจียงอี้อิ่นกังวลอย่างมาก เธอทนไม่ได้ที่จะต้องเห็นคนที่ตัวเองรู้จักตายไปต่อหน้าต่อตา จึงแสร้งทำเป็หาของแล้วหลบเข้าไปในห้องพัก
ไม่นานก็ได้ยินเสียงกรีดร้องเบา ๆ น้ำตาที่พยายามกลั้นไว้ก็ไหลรินลงมา แต่ยังไม่ทันได้เช็ดน้ำตา ก็ได้ยินเสียงะโอย่างบ้าคลั่งของซุนเฮาอยู่ข้างนอก “เถ้าแก่ รีบออกมา เถ้าแก่! เถ้าแก่…”
เธอรีบเช็ดน้ำตาอย่างเร็ว พยายามทำตัวให้ปกติแล้วเดินออกไป เห็นซุนเฮากำลังเกาะอยู่บนเคาน์เตอร์ด้วยท่าทางตื่นเต้นสุดขีด “เถ้าแก่… เร็วเข้า เอามาเพิ่มอีกครับ!”
เจียงอี้อิ่น “???”