ณ.หมู่บ้านโจวเทียน
“นี่ฉันย้อนอดีตมาแล้วเหรอเนี่ย” มรกตเอ่ยขึ้นมาอย่างสงสัยหลังจากที่ลืมตาตื่นขึ้น และมองไปรอบๆ ห้องที่ไม่คุ้นตา เธอได้พยายามลุกขึ้นหากระจกเพื่อที่จะได้ดูหน้าตาของตัวเอง เมื่อสำรวจรูปร่างหน้าตาของตัวเองเรียบร้อย จึงเดินกลับมานั่งที่เตียง จากนั้นเธอได้ยินเสียงเปิดประตูพร้อมกับมีเสียงเรียกเธอด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น
“พี่ซินซิน พี่ฟื้นแล้ว” ห่าวหร่วนเอ่ยเรียกด้วยความดีใจ พี่ซินซินของเขาป่วยไข้มาหลายวัน และยังสลบไปอีกสามวันเต็มๆ เมื่อเขาเห็นพี่สาวฟื้นขึ้นมาจึงทำให้เขาดีใจมาก
“พี่ป็นยังไงบ้าง ดีขึ้นรึยัง พี่รอหน่อยนะ เดี๋ยวผมไปหาอะไรมาให้พี่กินรองท้องก่อนนะ พี่จะได้กินยา” พูดจบเขาก็รีบออกไปทันที โดยไม่รอฟังคำตอบจากเธอ
“อ้าว ไปซะแล้ว” มรกตพูดขึ้นยิ้มๆ นึกขึ้นในใจเด็กคนนี้น่ารักเหมือนกันนะเนี่ย แต่ว่าหนุ่มน้อยคนนี้เป็นใครกันละเนี่ย
“โอ้ย! ปวดหัวจังเลย” อยู่ๆ มรกตก็เกิดอาการปวดหัวขึ้นมากระทันหัน เธอยกมือขึ้นกุมหัวของตัวเองแล้วลงตัวนอนลง พร้อมกับภาพความทรงจำต่างๆ ที่ไหลเข้ามาในหัว จากความทรงจำที่ได้รับมา
เจ้าของร่างนี้แซ่จาง ชื่อจางเย่วซิน อายุ 17 ปี เธอเป็นลูกสาวคนเดียวของบ้านนี้ นิสัยของ จาง เย่วซินเจ้าของร่างเดิมเป็นคนเรียบร้อย เป็นคนไม่ค่อยพูด ยิ่งกับคนแปลกหน้าหรือคนที่เธอไม่ค่อยสนิทด้วยแล้วแทบจะไม่คุยเลย ยิ่งมาเสียพ่อกับแม่ไปทำให้เธอกลายมาเป็นคนเงียบขรึมยิ่งกว่าเดิม จางเย่วซินเป็นลูกคนที่ 2 มีพี่ชายชื่อ จางห่าวอู๋ อายุ 25 ปี ยังไม่แต่งงาน เธอยังมีน้องชายอีกหนึ่งคนชื่อ จางห่าวหรวน อายุ 11 ปี กำลังเรียนอยู่ ครอบครัวนี้อยู่ด้วยกันสามคนพี่น้อง เพราะพ่อและแม่ได้เสียชีวิตเมื่อสามปีที่แล้ว
หลังจากมรกตได้รับความทรงจำต่างๆ จึงได้รู้ว่าร่างนี้ทางครอบครัวนี้ได้เลี้ยงดูมาอย่างดี เธอได้เรียนจนจบมัธยมต้น พี่ชายห่าวอู๋เรียนจบมัธยมปลาย หลังจากเรียนจบได้เข้าทำงานที่โรงงานแห่งหนึ่งในตัวอำเภอ
แต่เพราะสูญเสียพ่อและแม่ ด้วยความเป็นห่วงน้องทั้งสองคน คนหนึ่งก็เป็นผู้หญิง อีกคนก็ยังเล็ก จึงได้ลาออกจากโรงงาน เพื่อมาทำงานในกองพลทำงานแลกแต้มถึงจะทำงานตากแดด ไม่สบาย และไม่มีหน้ามีตาเหมือนทำงานในโรงงาน แต่ว่าดีหน่อยที่ตอนลาออกจากงานมานั้นเขามีเงินเก็บในช่วงที่ทำงานในโรงงานมาก้อนหนึ่ง บวกกับเงินเก็บสะสมของพ่อกับแม่ที่ทิ้งไว้ให้ ทำให้สามคนพี่น้องใช้ชีวิตในชนบทไม่ลำบากมากนัก มีเงินส่งให้น้องชายคนเล็กได้เข้าเรียนอีกด้วย
สำหรับตัว จางเย่วซินนั้น เธอไม่สบายป่วยไข้มา 3 วัน เธอไม่ได้บอกพี่ชายและน้องชาย กลัวว่าทุกคนจะเป็นห่วงจึงได้แต่ฝืนตัวเอง จนอาการหนักทำให้เธอสลบและจากไปในที่สุด จากนั้นมรกตจึงได้เข้ามาอยู่ในร่างนี้แทน
เมื่อเธอได้รับความทรงจำต่างๆ มาแล้ว ได้เดินเข้ามาห้องในครัว เมื่อเห็นจาง ห่าวหรวน น้องชายตัวเอง ก้มๆ เงยๆ อยู่ที่หน้าเตาไฟ เธอจึงถามออกไป
“ห่าวหรวนน้องมีอะไรให้พี่ช่วยไหม”
“ไม่เป็นไรครับผมทำได้ ทำไมพี่ไม่นอนต่อ ออกมาทำไมครับเนี่ย” ห่าวหรวนพูดด้วยสีหน้าเป็นห่วง
“พี่นอนมาหลายวันแล้ว เบื่อจะนอนแล้ว” เธอพูดแล้วเดินเข้ามาหาน้องชาย
“มา พี่ช่วยทำดีกว่า แล้วนี่พี่ใหญ่ละไม่กลับมากินข้าวเที่ยงเหรอวันนี้” เธอถามถึงพี่ชายคนโต เพราะปกติพี่ชายเธอต้องกลับมากินข้าวเที่ยงที่บ้าน
“เที่ยงนี้พี่ใหญ่ไม่ได้กลับมาครับ เห็นว่างานที่นาเร่งครับพี่ ผมเลยเอาอาหารไปให้พี่ใหญ่แล้วครับ” ห่าวหรวนตอบ แล้วเอ่ยถามย้ำอีกครั้งด้วยความไม่แน่ใจว่าพี่สาวหายป่วยแล้วจริงๆ
“พี่ซินซินแน่ใจนะว่าไม่เป็นอะไรแล้ว ผมเป็นห่วง”
“จ้ะ พี่ไม่เป็นอะไรแล้ว มาพี่ทำอะไรให้กินเองดีกว่า เราไปรอที่โต๊ะอาหารได้เลย” จางเย่วซิน บอกให้น้องชายไปรอที่โต๊ะอาหาร เพื่อที่จะได้หยิบของในมิติมาใช้ได้สะดวก หากว่าห่าวหรวนอยู่ในครัวด้วยกัน เธอจะไม่สามารถหยิบอะไรออกมาจากมิติได้
เธอได้ทำตรวจดูในครัวว่าพอจะมีอะไรมาทำอาหารได้บ้าง เธอมองไปเห็นข้าว ธัญพืช เครื่องปรุงบางชนิด แต่ก็มีไม่กี่อย่าง ของในบ้านน่าจะใกล้หมดแล้ว เธอเห็นมีเนื้อหมูอยู่ จึงตัดสินใจจะทำข้าวต้มทรงเครื่อง เป็นอาหารง่ายๆ ไม่ยุ่งยากด้วย เธอได้หยิบเองผงปรุงรสออกมาจากมิติ มาเพิ่มรสชาติในข้าวต้มหม้อนี้
เธอทำข้าวต้มทรงเครื่องไว้หนึ่งหม้อ เมื่อทำเสร็จแล้วจึงได้เรียกน้องชายให้มาเตรียมถ้วยชาม และจะได้กินข้าวด้วยกัน
“ห่าวหรวน น้องมาเอาถ้วยชาม ไปไว้ที่โต๊ะหน่อย พี่จะได้ยกหม้อข้าวต้มไป”
“ครับพี่”
หนุ่มน้อยรับคำพี่สาวพร้อมกับเดินเข้าไปในครัวจะได้หยิบถ้วยชามตามที่พี่สาวบอก หลังจากกินข้าวเรียบร้อยแล้ว ห่าวหรวนได้เอายาต้มมาให้เธอกิน
เย่วซินกินข้าวและกินยาที่แสนจะขมเสร็จ เธอก็ออกมาเดินดูรอบๆ บ้าน พื้นที่บ้านนี้ มีพื้นที่โดยรวม 2 หมู่ มีแปลงผักเล็กๆ อยู่หลังบ้าน มีเล้าไก่อยู่ไกล้ๆ กับแปลงผักในเล้าไก่มีแม่ไก่อยู่ 2 ตัว ส่วนตัวบ้านเป็นบ้านปูนหลังคาปูด้วยกระเบื้อง มีสี่ห้องนอนถือว่าบ้านหลังนี้แข็งแรงพอสมควร
เวลาล่วงเลยมาถึงช่วงเย็นพี่ใหญ่ห่าวอู๋เลินงานแล้วกลับมาที่บ้าน เห็นน้องสาวคนเดียวเดียวของบ้านกำลังพูดคุยกับน้องชายคนเล็ก ห่าวอู๋เห็นเช่นนี้ก็ดีใจที่ซินซินน้องสาวฟื้นขึ้นมาแล้ว
“ซินซิน น้องฟื้นแล้ว” ห่าวอู๋พูดด้วยรอยยิ้ม
“ฉันหายแล้ว พี่ใหญ่ไม่ต้องเป็นห่วงนะ”
เธอพูดพร้อมกับยิ้มให้กับพี่ชายของเธอ ในความทรงจำของ จางเย่วซิน ห่าวอู๋รักน้องทั้งสองคนมาก ยิ่งมาเสียพ่อกับแม่ไปห่าวอู๋ ต้องทำหน้าที่เป็นหัวหน้าครอบครัว ดูแลน้อง ๆ แทนพ่อแม่ จนเวลาผ่านมาจนสอมปีที่พ่อแม่จากไป ห่าวอู๋ก็ยังไม่แต่งงาน เพราะกลัวว่าถ้าแต่งมาแล้วได้คนไม่ดีมากลัวจะมาทำร้ายน้องๆ ของเขา
“วันนี้ ทำงานเหนื่อยไหมค่ะ” เย่วซินถามพี่ชายพร้อมส่งน้ำให้ดื่ม
“ไม่เหนื่อยหรอก ที่พี่ไม่กลับบ้านตอนเที่ยงเพราะต้องเร่งเก็บผลิต เลยให้ห่าวหรวนเอาข้าวไปให้ที่แปลงนา” ห่าวอู๋ตอบน้องสาวพร้อมกับรับแก้วน้ำมาดื่ม
“งั้นฉันไปทำอาหารก่อน พี่ดื่มน้ำเสร็จก็ไปอาบน้ำจะได้มากินข้าวกัน” เธอบอกกับพี่ชาย พร้อมกับเดินไปทำกับข้าว
ห่าวอู๋ มองตามหลังน้องสาวไป คิดในใจว่าน้องสาวของเขายิ้มเก่งขึ้น พูดเยอะขึ้น และดูสดใสขึ้น หลังจากที่หายป่วย แต่ก็ดีแล้ว เขาชอบที่เย่วซินที่เป็นแบบนี้ น้องสาวเขาสวยและน่ารัก ควรที่จะสดใสแบบนี้แหละ เมื่อร่างของเย่วซินเดินจนลับตาไป ห่าวอู๋ ก็ได้เอ่ยเรียก ห่าวหรวน ชวนกันไปอาบน้ำ
หลังจากกินข้าวเสร็จ เย่วซิน ได้เก็บถ้วยจานไปล้างพร้อมกับเก็บห้องครัว จากนั้นสามพี่น้องได้แยกย้ายกันไปห้องของตัวเอง เย่วซินได้เข้ามาในห้องนอน เธอกำลังจะล้มตัวลงนอน เธอก็นึกขึ้นได้ เพราะคำพูดของคุณตาคนนั้นก่อนจะไปได้บอกว่ามีของบางอย่างให้เธอเพิ่มเติม ซึ่งมันอยู่ในมิติของเธอ เธอจึงหลับตานึกถึงมิติ เธอก็ได้เห็นสิ่งของที่อยู่ข้างใน ที่เธอไม่คิดว่าจะมีโอกาสได้เห็นมันอีก นั่นก็คือ ร้านอาหาร พร้อมทั้งโรงงานเครื่องสำอาง และโกดังของเธอนั่นเอง
เธอแทบจะกรี้ดเสียงดังทันที และที่สำคัญคือของที่อยู่ในร้านอาหาร เธอลองหยิบออกมา และเธอก็ยังเห็นมีสิ่งของที่เธอหยิบออกมายังคงอยู่เหมือนเดิม
ซึ่งมันเป็นจริงเหมือนดั่งที่คุณตาคนนั้นบอกเธอทุกอย่าง “ขอบคุณมากนะคะคุณตา ที่มองสิ่งเหล่านี้ให้หนู ขอบคุณมากจริงๆ ค่ะ” เธอได้เอ่ยขอบคุณ คุณตาคนนั้น ด้วยอาการดีใจเป็นที่สุด หลังจากเธอสำรวจทุกอย่างในนั้นแล้วเธอจึงล้มตัวนอน แล้วหลับไปในที่สุด