“ แอ็กเซลจ๊ะ แม่ไปตลาดก่อนนะ น่าจะกลับมา่เที่ยง ถ้าลูกหิวให้หาอะไรในตู้กินได้เลย ”
“ ครับแม่ ”
เมลด้ายังคงเห็นลูกชายหมกตัวอยู่ภายในห้องไม่ยอมออกมา เธอจึงสวมรองเท้าแล้วเดินทางไปยังซุปเปอร์มาเก็ตใกล้ๆเพื่อซื้อของมาเตรียมไว้สำหรับทำข้าวเที่ยงและข้าวเย็น
แอ็กเซลบิดี้เีเล็กน้อยหลังจากค้นหาข้อมูลหลายอย่างเพื่อไม่ให้ตนเองสับสนระหว่างชีวิตจากโลกทั้ง 2 ใบที่มีรูปแบบต่างกัน
การท่องเข้าไปในอินเทอร์เน็ตเขาสามารถยืนยันความทรงจำภายในหัวของร่างที่เข้าสิงได้ว่า ระดับแชมเปี้ยนเริ่มต้นที่ 1 ดาว ขีดจำกัดของการเลื่อนระดับยังไม่มีการพูดถึงเนื่องจากว่าแชมเปี้ยนสามารถพัฒนาไปได้เรื่อยๆ เพียงแต่ว่าระดับสูงสุดในตอนนี้อยู่ที่ 11 ดาว
สำหรับทักษะหนึ่งในสิ่งที่ช่วยเพิ่มความสามารถให้กับแชมเปี้ยนนั้น ถูกแบ่งออกเป็ 11 ดาว โดยมีการแยกหมวดออกเป็ 4 หมวดย่อย
ทักษะโจมตี ทักษะป้องกัน ทักษะเคลื่อนที่ และสุดท้ายทักษะพิเศษจะเกี่ยวข้องกับการฝึกการหายใจและการควบคุมเื เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับร่างกาย หากแชมเปี้ยนได้รับการฝึกทักษะพิเศษจะทำให้แข็งแกร่งกว่าแชมเปี้ยนทั่วไป อย่างไรมันกลับเป็ทักษะที่แพงมากและมีเพียงแค่คนที่ใช้อำนาจถึงจะสามารถใช้งานมันได้
“ ไม่ต่างจากหนังสือเวทมนตร์เลยสินะ ถ้าไม่มีอำนาจก็ไม่สามารถทำความเข้าใจหนังสือระดับสูงได้ ส่วนคอร์ไดฟ์น่าสนใจดีนี่ ”
รอยยิ้มเผยบนใบหน้าของแอ็กเซล คอร์ไดฟ์เปรียบเสมือนแก่นพลังเวท เพียงแต่ว่าสิ่งๆนี้สามารถสร้างขึ้นได้ ต่างจากแก่นพลังเวทที่มีติดตัวมาั้แ่กำเนิด ไม่สามารถสร้างขึ้นได้
จากการหาข้อมูลแอ็กเซลพบว่าคอร์ไดฟ์มีลูกเล่นหลากหลาย แชมเปี้ยนสามารถเพิ่มพลังแฝงให้กับคอร์ไดฟ์ได้ใน่ที่เลื่อนระดับ ทุกระดับที่เพิ่มขึ้นสามารถเพิ่มความสามารถหนึ่งอย่างให้กับคอร์ไดฟ์ ยกตัวอย่างเช่น เพิ่มความจุ เพิ่มความเข้มข้น หรือเพิ่มธาตุให้แก่มัน ซึ่งการเลื่อนระดับของแชมเปี้ยนสามารถทำได้ง่ายดายผ่านการล่ามอนสเตอร์ในอวกาศ
เพียงแต่ว่าการเสริมพลังแฝงให้กับคอร์ไดฟ์กลับมีค่าใช้จ่ายมหาศาลจึงมีเพียงแค่ขุมอำนาจภายในดวงดาวต่างๆเลือกใช้งาน แม้จะต้องแลกมากับการใช้งานทรัพยากรมากมายมหาศาล การเพิ่มความพิเศษให้กับคอร์ไดฟ์กลับให้ผลที่ดีกว่าหากมองในระยะยาว
เมื่อไม่มีสิ่งใดให้ทำอีกแอ็กเซลจึงตัดสินใจล้มตัวลงนอน เขารู้สึกเหนื่อยมาก แผลบนร่างกายในตอนนี้ตกสะเก็ดทั้งหมดแล้ว ใน่ที่ตนเองตื่นแอ็กเซลคิดว่าาแทั้งหมดคงจะหายดี
---------------------------------------------------------------
“ หัวหน้าครับ เราพบเส้นทางที่อาชญากรหมายเลข 9 เดินทางไปแล้วครับ ”
“ คาดว่ามันเดินทางไป หรือว่า มันเดินทางไปที่นั่นจริงๆ ”
“ ครั้งนี้ไม่ใช่การคาดการณ์ครับ เราเจอตัวของมันที่กำลังหลบหนี ตอนนี้มันกำลังเดินทางไปยังดาวโนวาจากการขโมยยานช่วยเหลือที่มีระบบเคลื่อนย้ายทางไกลครับ ”
“ ประสานงานกับดาวโนวา อย่าให้มันเข้าสู่ดวงดาวได้ ”
“ ทราบแล้วครับ ”
หน่วยอควาที่พยายามไล่ล่าอาชญากรหมายเลข 9 รีบมุ่งหน้าไปยังดาวโนวา ในระหว่างเดินทางพวกเขาไม่ลืมติดต่อดวงดาวต่างๆให้ช่วยส่งคนออกมาสร้างแนวป้องกันบนดวงดาวของตนเอง
การเคลื่อนไหวของอาชญากรหมายเลข 9 อาจจะกระตุ้นให้อาชญากรคนอื่นๆเคลื่อนไหว หายนะอาจจะเกิดขึ้นถ้าพวกมันขยับตัวพร้อมๆกัน ในขณะฝูงยานรบกำลังใช้เครื่องเคลื่อนย้ายทางไกลสร้างรูหนอนผ่านอวกาศเพื่อไล่ตามอาชญากรหมายเลข 9 ไป ทางดาวโนวาก็ได้ติดต่อกลับมาด้วยความเร่งรีบ บอกให้รู้ถึงสถานการณ์ทางฝั่งนั้น
“ หัวหน้าครับ ทางดาวโนวารายงานมาว่ามียานอวกาศลำหนึ่งบินทะลวงผ่านชั้นวงโคจรเข้าไป คาดว่าจะเป็ยานลำที่อาชญากรหมายเลข 9 ขโมยครับ ”
“ เราช้าไปอย่างนั้นเหรอ บอกพวกเขาให้รับมือก่อน ไม่งั้นได้เกิดหายนะใหญ่กับดาวโนวาแน่ ”
“ ทราบแล้วครับ ”
---------------------------------------------------------------
ท้องฟ้าในยามค่ำคืนเต็มไปด้วยแสงจากหมู่ดาวส่องแสงระยิบระยับ ลดระดับความสูงลงมาจากนั้นคือก้อนเมฆสีขาวกำลังเคลื่อนตัวเข้ามารวมกันราวกับก้นหอยขนาดใหญ่ ใจกลางตาพายุที่กำลังถือกำเนิดปรากฎเส้นพลังงานสีแดงพาดผ่านท้องฟ้าราวกับว่ามีนิ้วมือทรงพลังของทวยเทพกรีดผ่านไป ต่ำลงมามากกว่านั้นมีูเาหัวตัดสูงใหญ่เต็มไปด้วยสายลมเย็นพัดผ่าน
บนยอดเขาหัวตัดมีคมดาบมากมายหลายล้านหักปักอยู่บนพื้นสะท้อนแสงจันทร์ในยามค่ำคืนราวกับหมู่ดาวร่วงตกบนพื้นดิน
เหล่าทหารที่ยังคงมีชีวิตล้วนแล้วยืนสั่นท่ามกลางลมเย็นะเืพัดผ่านร่างกาย ต่อหน้าพวกเขาคือจอมเวทผู้ยิ่งใหญ่ ศัตรูเพียงคนเดียวที่ต้องสังหารให้จงได้
“แฮก แฮก..”
ลมหายใจหนักอึ้งส่งออกมาจากผู้เป็จอมเวท ไม่นานก็มีเืสีดำอึกใหญ่บ้วนออกมาจากปาก มันได้สร้างความกดดันต่อทหารจำนวนมากที่เข้าปิดล้อมตัวของเขาเอาไว้ ยาพิษสลายพลังเวทที่อยู่ในร่างกาย กลับยังไม่สามารถสลายพลังเวทของจอมเวทผู้ยิ่งใหญ่ไปได้หมด เขาไม่ควรมีชีวิตอยู่หลังจากดื่มยาพิษเข้าไปแล้วต้องมาเผชิญหน้ากับกองทัพจากเมืองทั้ง 10 แห่ง นับเป็เวลา 16 ชั่วโมงแล้วที่ทหารพยายามเดินแถวเรียงหน้ากระดานเข้าสังหารจอมเวทเพียงผู้เดียวที่ยืนอยู่บนยอดเขา
“ เซารอน! ท่านมันตัวหายนะ แทนที่ท่านจะตายไปเพียงผู้เดียว ท่านกลับสังหารทหารไปหลายล้าน ข้าไม่คิดเลยว่ายานั่นจะไม่สามารถฆ่าท่านเงียบๆได้ ”
ทหารสวมเกราะอัศวินสีทองพูดด้วยใบหน้าโกรธแค้นชิงชัง ด้านหน้าของเขาคือผู้เปรียบเสมือนอาจารย์หนึ่งเดียวที่สอนความรู้ให้มากมาย เพียงแต่ว่าชายชราผู้นี้กลับคอยขัดขวางหลายอย่างจนทำสิ่งใดไม่ได้ มันจึงรู้สึกโกรธให้กับผู้เป็อาจารย์ ครั้งนี้ก็เช่นเดียวกัน ทั้งๆที่ใกล้จะตายแล้วยังคอยขัดขวางแผนการณ์ของมัน จำนวนทหารที่ต้องสูญเสียไปในคืนนี้นับว่ามากมายมหาศาลทำให้สิ่งที่มันวางแผนทำต้องยืดเยื้อออกไปอีกหลายสิบปี
ชายชราไม่ได้พูดสิ่งใดอีก เขาทำเพียงก้มมองาแตามร่างกาย ใต้ผ้าคลุมนักเวทสีขาวขาดวิ่นเต็มไปด้วยาแมากมาย มีแม้กระทั่งดาบและธนูแทงลึกเข้าไปในร่างไม่สามารถดึงออกได้ เขารู้ดีว่าาแเหล่านี้ไม่สามารถรักษาให้หาย เมื่อรู้ว่าพลังชีวิตของตนเองเหลือน้อยเต็มทนไม่ต่างจากมานาที่เคยมีมากมายมหาศาล ชายชราจึงชี้นิ้วไปยังดวงจันทร์ ดึงดูดสายตาของทหารทั้งหมดให้หันมองตามขึ้นไปก่อนที่ทั้งหมดจะแสดงความตื่นใ หลังจากรู้ว่าจอมเวทผู้ยิ่งใหญ่กำลังจะใช้เวทบทสุดท้าย
“ อัศวินของข้า รีบสังหารเขาเสีย! ”
ทหารสวมเกราะสีทองออกคำสั่งให้ทหารทั้งหมดปลดปล่อยพลังฆ่าผู้เป็อาจารย์ ทหารที่ได้รับคำสั่งต่างปลดปล่อยพลังเวทออกมาคลุมดาบ เพียงแต่ว่าพลังเวทมากมายมหาศาลภายในร่างของพวกเขากลับลอยขึ้นไปบนฟ้าสูงผนวกเข้ากับเส้นแสงสีแดงที่ปรากฎมาเป็เวลานานโดยไม่มีใครรับรู้ว่ามันเป็สิ่งใด
ขณะที่มานาบนยอดเขาพุ่งสูงขึ้นไปบนอากาศ เส้นพลังงานสีแดงจึงเริ่มแตกตัวกลายเป็วงเวทขนาดใหญ่มหึมามีพลังงานสีฟ้าไหลเวียนอยู่ภายใน ยิ่งปล่อยให้เวลาผ่านล่วงเลยไปวงเวทยิ่งขยายตัวใหญ่จนสามารถครอบทับได้ทั้งูเาสร้างความกลัวให้เหล่าทหารจนทุกคนยืนย่ำอยู่กับที่ไม่มีใครกล้าเคลื่อนไหว
“ จงเปิดตาแล้วมองดู! ”
จอมเวทผู้ยิ่งใหญ่ะโก้องด้วยน้ำเสียงเคียดแค้น เขามอบทั้งชีวิตให้กับทวีปแห่งนี้ เพื่อผู้คน เพื่อาา ทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาได้ร่ำเรียนมาและได้ศึกษาวิจัยล้วนส่งต่อให้กับผู้คนภายในทวีป สิ่งที่เกิดขึ้นกลับเป็ตัวเขาเองที่ถูกมองว่าอันตรายเกินไป สุดท้ายเมื่อาระหว่างทวีปจบลงไป ผู้เป็จอมเวทเช่นเขาจึงต้องถูกสังหาร หากอีกฝ่ายไม่ใช่ลูกศิษย์เขาคงไม่เผลอกินยาสลายพลังเวทเข้าไป ถึงอย่างไรเสียเขากลับไม่ได้รู้สึกโกรธแค้นความสะเพร่าของตนเอง เขากลับโกรธให้ทวีปแห่งนี้ที่ทอดทิ้งเขาหลังจากเสียสละทุกหยาดเหงื่อเพื่อสร้างมันขึ้นมา
“ ข้าเซารอน ข้าขอมอบเวทบทสุดท้ายให้แก่พวกเ้าทุกคนที่อยู่ที่นี่และทวีปแห่งนี้ ใครที่เกลียดชังในตัวของข้าผู้นี้ขอให้มันหายไปพร้อมกับข้า ใครที่อิจฉาริษยาขอให้มันผู้นั้นตกตาย ใครที่มันคิดจะทำลายสิ่งที่ข้าสร้างขึ้นขอให้มอดไหม้ไปกับเวทบทนี้ของข้า เวทบทสุดท้ายของเซารอน!”
แสงสีแดงเปล่งประกายจ้าบนท้องฟ้าเหนือยอดเขาหัวตัด แสงเ่าั้มาจากวงเวทขนาดใหญ่ั์บนยอดเขาที่รวบรวมมานามากมายมหาศาลจากสนามรบแห่งนี้เข้าไป เหล่าทหารเมื่อรู้ว่าเวทกำลังทำงานต่างพากันทิ้งอาวุธวิ่งหนีไป ไม่มีใครคิดจะเผชิญหน้ากับจอมเวทผู้ยิ่งใหญ่
ท่ามกลางทหารจำนวนมากวิ่งลงจากเขาบางคนทิ้งตัวกลิ้งไม่เกรงกลัวว่าตนเองจะกระดูกหัก วงเวทบนฟ้าสูงที่เปล่งแสงสีแดงย้อมท้องฟ้าราวกับวันสูญสิ้นได้มาถึงนั้นก็เริ่มสลายกลายเป็ละอองแสงย้อมท้องฟ้าของทวีปให้สว่างเจิดจ้า พริบตานั้นเองเม็ดแสงหลากสีที่ปรากฎออกมาจากวงเวทก็เริ่มควบรวมตัวเองเป็เข็มเล็กๆบนอากาศ ก่อนที่พวกมันจะพุ่งออกไปทุกทิศทางไล่ล่าสังหารมนุษย์ที่เขาได้เอ่ยถึง
ใครผู้ใดที่อิจฉาริษยาจะต้องตายจากเวทบทสุดท้ายของเซารอน ใครเกลียดชังจะต้องตายจากบทเวทของจอมเวทผู้ยิ่งใหญ่ ใครคิดร้ายกับทวีปจะถูกสังหารให้ตายเพื่อขัดขวางไม่ให้เกิดอันตรายใดๆกับทวีปแห่งนี้
ภายใต้การทำงานของเวทบทสุดท้ายของเซารอนนี้เอง มันได้ดึงดูดความสนใจของผู้คนทั่วทวีปให้หันมองดูท้องฟ้าในยามค่ำคืนที่กำลังถูกแสงสีแดงเืย้อมให้ดูน่ากลัว
อ้าก!
หนึ่งในทหารผู้ที่กำลังวิ่งลงจากูเาหัวตัดกรีดร้อง เมื่อเข็มสีแดงจากเวทมนตร์พุ่งแทงกลางแผ่นหลังของเขาไม่สนใจว่าจะสวมใส่ชุดเกราะทหารหนา ทันทีที่กรีดร้องออกมาร่างของทหารก็สลายกลายเป็เถ้าถ่านในทันที เหล่าทหารที่เห็นพลังทำลายของเวทบทนี้ล้วนแล้วแสดงท่าทางหวาดกลัวจนร้องไห้ เพียงแต่ว่าเวทบทสุดท้ายของเซารอนกลับไม่ปราณี มันได้พุ่งเข้าไปฆ่าผู้ที่เกี่ยวข้องกับบทเวทนี้จนถูกเผาร่างตายไปมากมาย
“ ท่านอาจารย์ ข้าผิดไปแล้ว อภัยให้ข้าเถอะ ข้าผิดไปแล้ว ”
อัศวินสวมชุดเกราะสีทองวิ่งไปตามทางด้วยใบหน้าเปื้อนน้ำตา มันรู้สึกหวาดกลัวกับเวทบทนี้ของผู้เป็อาจารย์ที่กำลังสังหารทหารทั้งหมดที่มันเคลื่อนพลมา ผู้เป็อาจารย์กลับไม่มีท่าทีเหลียวแลมันแม้แต่น้อย ร่างของมันถูกสลายไม่ต่างจากทหารคนอื่นๆราวกับเป็คนไร้ค่าไม่สมควรจะพูดถึง
หลังจากที่จอมเวทมองดูเวทบทสุดท้ายที่กำลังทำงานราวกับดาวตกสีเืกระจายไปทั่วทวีป เขากลับส่งยิ้มออกมาด้วยความรู้สึกยินดี เมื่อรู้ว่าเวทบทนี้สร้างเสร็จใน่วาระสุดท้ายของชีวิต เขาไม่นึกเช่นกันว่าตนเองจะสร้างมันได้ด้วยมานาน้อยนิด นับว่าโชคยังเข้าข้างตัวของเขาที่ได้วางวงเวทเอาไว้ทั่วูเาที่กลายเป็ดั่งขุมนรกนี้ใน่แรกจึงทำให้เขาเก็บเกี่ยวมานาได้มากพอเปิดใช้งาน
เมื่อรู้ว่าไม่มีสิ่งใดจะต้องกังวลอีกต่อไปแล้วนั้น ชายชราที่รู้สึกเหน็ดเหนื่อยกับการใช้พลังจึงค่อยๆนั่งพิงโขดหินแล้วหยิบยาขวดหนึ่งออกมาจากร่างกาย ต่อให้เขาจะตกตายไปแล้วก็ตามร่างๆนี้กลับมีประโยชน์มหาศาลต่อผู้ที่เก็บได้ เขาจึงกระดกยาขวดสุดท้ายเข้าสู่ร่างกาย ต่อให้จะมีความเ็ปก็ตาม เขากลับสามารถยิ้มออกมาได้เมื่อตนได้ทำสิ่งที่สมควรทำไปทั้งหมด
ทันทีที่แขนทั้งสองข้างร่วงตกลงไปข้างลำตัว เส้นพลังงานสีแดงก็ได้กระจายออกจากบริเวณกลางหน้าอกแผ่กิ่งก้านไปบนิัราวกับเส้นเืก่อนที่ร่างของเขาจะสลายกลายเป็หมอกควันไม่เหลือแม้กระทั่งเถ้าถ่านให้ผู้ใดเก็บไปใช้งานได้อีก
เฮือก
แอ็กเซลสะดุ้งตื่น ดูเหมือนว่าเขาจะฝันถึง่สุดท้ายของชีวิต หากเขาหลับอีกครั้งคงจะฝันถึงเหตุการณ์เดิมอีกจึงเดินลงไปชั้นล่างเพื่อหาอะไรกิน แต่กลับพบว่าแม่ยังไม่กลับมาทั้งที่ซุปเปอร์มาร์เก็ตอยู่ไม่ไกลออกไปจากที่นี่.