ตอนที่ 4 อาหารเช้า (1)
“หาใช่ไม่ๆ ข้าจะทำแบบนั้นได้เยี่ยงไรข้าเตรียมเอาไว้แต่เนิ่นๆ แล้ว รอข้าหาก่อนครู่หนึ่งนะ…” เมิ่งฉิวล้วงหยิบด้านซ้ายทีด้านขวาทีราวกับกำลังหาของบางอย่าง
ภายใต้สายตาเยือกเย็น พร้อมสีหน้าท่าทางที่แสดงออกว่า ‘วันนี้ถ้าไม่มีของมาให้ ก็อย่าได้คิดไปไหนเชียว’ ของหลินเฉินนั่นแล้ว เมิ่งฉิวก็ใจนมือสั่น ขวดใบหนึ่งกลิ้งหลุนๆ ออกมา
เมิ่งฉิวตาเป็ประกาย ถือว่าเขามีของขวัญมอบให้แล้ว!
เขายื่นขวดใบนั้นให้หลินเฉิน อีกฝ่ายมองขวดสีเทาหม่นแล้วโยนคืนให้เมิ่งฉิวไปอย่างรังเกียจ“นี่อะไร”
เมิ่งฉิวเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าหวังดี“เ้าโยนทิ้งแม้กระทั่งของล้ำค่าเชียวรึนี่คือยาลูกกลอนปราณพิสุทธิ์ที่ข้าอุตส่าห์แย่งมาจากศิษย์น้องม่อเชียวนะคิดไม่ถึงเลยว่าเ้าจะไม่เห็นค่าของดี...”
หลินเฉินเปลี่ยนสีหน้าทันควันยังไม่ทันให้เมิ่งฉิวได้สติก็ฉกยาขวดนั้นเก็บเข้าแขนเสื้อไปอย่างมือเร็วตาไว“ในเมื่อเป็ของขวัญจากศิษย์พี่เ้าสำนักเช่นนั้นข้าก็ขอรับแทนลูกศิษย์เอาไว้แล้วกัน”
ฉือม่อเองก็ลุกขึ้นเอ่ยกับเมิ่งฉิว“ขอบคุณขอรับท่านอาจารย์อา”
เมิ่งฉิวได้แต่คิด…เขายังจะพูดอะไรได้อีกศิษย์อาจารย์คู่นี้เข้าขากันดีแบบนี้ เขายังจะทำอะไรได้อีก คงได้แต่ยอมรับชะตากรรมน่ะสิ!
เขากดนวดหว่างคิ้วพลางเหลือบมองลูกกลอนปราณพิสุทธิ์อย่างปวดใจทีหนึ่งใครจะไปรู้ว่าอีกฝ่ายจะเก็บขวดนั้นใส่แขนเสื้อตัวเองอย่างรวดเร็วเช่นนั้น ไม่เปิดโอกาสให้เขาได้มองยาขวดนั้นอีกสักหน่อยเลยแม้แต่น้อย
“เอาเถิดศิษย์น้อง ในเมื่อไม่มีธุระอันใดแล้วข้าขอตัวก่อนแล้วกัน” เมิ่งฉิวผู้เป็ถึงเ้าสำนักย่อมมีธุระมากอยู่แล้วที่เขาเดินทางมาหาอีกฝ่ายวันนี้ก็เพื่อมาพิสูจน์ให้เห็นกับตาว่าข่าวลือนั่นเป็จริงหรือไม่
เพียงแต่มันเกินจากที่เขาคิดเอาไว้พอสมควร...ทว่าพอเขามองคนทั้งสองยืนขนาบข้างกันแบบนี้แล้วกลับจิตใจสงบไม่แน่วันเวลาต่อจากนี้คงจะคึกคักและมีชีวิตชีวามากแน่ๆ เมิ่งฉิวยิ้มบางเตรียมจะสาปแช่งในใจ หลินเฉินที่อยู่ด้านหลังกลับเอ่ยขึ้นอีกครั้ง
“ศิษย์พี่”
เมิ่งฉิวหันไปถาม “ศิษย์น้องมีเื่อันใดรึ”
หลินเฉินไพล่มือข้างหนึ่งไว้ด้านหลังอาภรณ์ตัวยาวบนร่างขาวหมดจดดุจหิมะ ั์ตาสีอำพันสะท้อนโครงหน้าเมิ่งฉิวจากนั้นริมฝีปากเฉียบบางสีอ่อนก็เอ่ยขึ้นเบาๆ“อย่าลืมเื่ที่ท่านรับปากข้าไว้เชียวละ ลูกศิษย์ งานพิธี เข้าใจหรือไม่”
เมิ่งฉิวพยักหน้าอย่างยากลำบากศิษย์น้องหลินเฉินเห็นว่าเขายังมีธุระให้ทำไม่มากพอกระนั้นหรืออีกอย่างเื่นี้เดิมทีอาจารย์อย่างเขาควรเป็คนจัดการเองถึงจะดีไม่ใช่หรือเหตุใดผลสุดท้าย กลับโยนให้เขาเป็ผู้รับผิดชอบฝ่ายเดียวเล่า
“ข้าเข้าใจๆๆ เ้ามันเกียจคร้าน ไม่อยู่พูดมากแล้วข้าไปก่อนละ” เมิ่งฉิวชี้นิ้ว ไม่รู้ว่าปากบ่นอุบอิบอะไรไม่นานก็หายวับไปอย่างไร้ร่องรอย เหลือเพียงสายลมเย็นทิ้งไว้บางๆ
ฉือม่อเห็นภาพเหตุการณ์นี้ก็ถามขึ้นอย่างประหลาดใจ“อาจารย์ขอรับ ท่านอาจารย์อาหายไปได้เยี่ยงไร”
หลินเฉินกลั้นขำในใจ ตอนนี้ตัวเอกยังไม่รู้เื่การฝึกบำเพ็ญเพียรแต่หน้าตาโง่เขลาเยี่ยงนี้ ดูแล้วช่างน่ารักเสียจริง
เขายื่นมือไปเคาะศีรษะฉือม่อเบาๆ “เลิกมองได้แล้วเดี๋ยววันหลังเ้าก็ทำเป็ ว่าแต่มาหาข้าแต่เช้าตรู่เช่นนี้มีอะไรหรือ”เขาเดินเข้าไปหาอีกฝ่าย พลางรินน้ำชาใส่ถ้วยแล้วยกดื่ม
หลินเฉินเม้มริมฝีปากเบาๆ รสชาในปากแผ่กระจายอบอวลซ้ำยังแฝงไปด้วยกลิ่นอายแห่งความลุ่มหลงมัวเมา
ช่างเป็ชาชั้นยอดเหลือเกิน...เขาถอนหายใจแล้วรำพึงขึ้น
“อาจารย์ ข้ามาขอบคุณท่านน่ะขอรับขอบคุณที่ท่านช่วยชีวิตข้าจากเงื้อมมือนักเลงกลุ่มนั้น” เมื่อวานเขาคิดมาทั้งคืนว่าต้องเอ่ยขอบคุณอาจารย์ต่อหน้าดีๆสักครั้ง ด้วยเหตุนั้น วันนี้เขาจึงตื่นั้แ่เช้าตรู่แต่กลัวว่าอาจารย์จะยังไม่ตื่น เลยมาหาอีกฝ่ายในเวลานี้คิดไม่ถึงว่าจะพบเมิ่งฉิวเข้าพอดี
หลินเฉินยื่นถ้วยชาให้เขาแล้วเอ่ย“ระหว่างข้ากับเ้าไม่จำเป็ต้องขอบคุณหรอก หากวันนั้นเป็คนอื่นกำลังลำบากข้าก็ช่วยเขาอยู่ดี ฉะนั้นแล้วเ้าไม่ต้องกดดันมากจนเกินไป”
ฉือม่อรับน้ำชามาดื่มคำหนึ่งเขารู้ว่าอาจารย์พูดเพื่อไม่ให้ตนคิดมาก แต่เขาจะไม่คิดมากได้อย่างไร ในวันนั้นขณะที่เขาตกอยู่ในสถานการณ์ลำบากอ้อนวอนร้องขอชีวิตอยู่นั้น อาจารย์ก็เป็คนช่วยเขาออกมา เขาคิดว่าชีวิตนี้อาจารย์เป็คนที่สำคัญที่สุดในชีวิตเขา
ระหว่างที่ฉือม่อกำลังเหม่อลอยหลินเฉินก็เหลือบเห็นท้องฟ้าด้านนอก เขาเอ่ยขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย “เ้าตามข้ามา”
แม้จะไม่รู้ว่าอาจารย์เรียกเขาไปทำไมแต่ฉือม่อก็วางถ้วยชาลงแล้วเดินตามไปอย่างเชื่อฟัง
หลินเฉินพาฉือม่อมาที่ตีนเขาชี้ไปยังสถานที่แห่งหนึ่งแล้วพูด “นี่คือค่ายกลเคลื่อนย้าย”
ฉือม่อพยักหน้าอย่างมึนงง ไม่รู้ว่าอาจารย์หมายความว่าอย่างไร
“เ้าตามข้ามาก่อน”หลินเฉินยัดเม็ดยาอะไรเข้าปากก็ไม่ทราบได้เขาเอ่ยกับฉือม่อที่กำลังงุนงงอยู่ด้านข้าง
ฉือม่อยิ่งสงสัยเข้าไปใหญ่ แต่ก็ยังรีบเดินตามหลินเฉินไป
หลินเฉินชูมือแล้วขยับปลายนิ้วเล็กน้อยฉับพลันก็ปรากฏแสงสว่างขึ้น ภายใต้แสงสะท้อนขาวอันเจิดจ้า ในชั่วพริบตานั้นร่างทั้งสองคนก็ค่อยๆ เลือนราง ก่อนจะหายวับไป
ในขณะเดียวกันพวกเขาสองคนมาปรากฏตัวที่มุมหลืบแห่งหนึ่งบนยอดเขาฉางเจี้ยนอย่างไร้สุ้มเสียง
เด็กน้อยน่ารักจิ้มลิ้มกับคุณชายชุดขาวที่ยืนอยู่ข้างกายแม้คุณชายผู้นั้นจะหน้าตาธรรมดามาก แต่ด้วยพลังที่แผ่ซ่านจากตัวเขากลับทำให้คนไม่อาจมองข้ามไปได้ ดุจบัวหิมะแห่งูเาน้ำแข็งที่บานสะพรั่งเย็นเยือกได้แต่เชยชม ทว่าไม่อาจเอื้อมถึง
ทั้งสองก็คือหลินเฉินกับฉือม่อนั่นเอง
**ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่ https://www.readawrite.com/a/270f92ed871ddcac593159d4b48f26a8