หากขาของรุ่ยอ๋องหายดี เกรงว่าเขาคงะโพรวดลุกจากเก้าอี้ไปแล้ว!
แววตาของเขาพลันเป็ประกาย กล่าวอย่างตื่นเต้นว่า “ไม่ยากเลย อีกสองวันจะถึงงานเลี้ยงวันคล้ายวันเกิดของพี่หญิงใหญ่พอดี สามารถเชิญแม่ข้าไปที่จวนองค์หญิงได้ ถึงเวลานั้นท่านหมอเทวดาไป๋ก็ไปพร้อมกับข้าเถิด!”
ไป๋จื่อที่ยืนถือของอยู่ด้านข้างเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย หันไปมองเ้านายของตน เห็นว่ายังคงมีท่าทีสงบนิ่งเหมือนเดิม พลันเข้าใจในทันที
ส่วนไป๋ซิวจิ่นขมวดคิ้วเล็กน้อย มิได้ตอบรับในทันที ยังคงมีท่าทีเ็าเหมือนอยู่ห่างไกลผู้คนพันหลี่ ทำให้ผู้คนไม่กล้าพูดจาส่งเดช แม้แต่ท่านอ๋องผู้มีฐานะสูงศักดิ์ก็ตาม
รุ่ยอ๋องกล่าวอย่างเคร่งเครียด “ท่านหมอเทวดาไป๋ ข้ารู้ว่าท่านไม่ชอบร่วมงานเลี้ยงที่เอะอะเช่นนั้น แต่โรคปวดศีรษะของแม่ข้ากำเริบมานานแล้ว พวกหมอหลวงในสำนักหมอหลวงพวกนั้นล้วนไร้ความสามารถ ดูอะไรไม่ออกเลย! ข้ากังวลเื่ท่านแม่จริงๆ …”
หากเป็แค่ป่วยจริงๆ ก็ไม่น่ากลัว
สิ่งที่กลัวที่สุดก็คือเป็อย่างอื่น
ไป๋ซิวจิ่นสายตาสงบนิ่ง เงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวเสียงเบา “ข้าจะตรวจดูอาการของฉินกุ้ยเฟยว่าเป็โรคใด”
ความหมายแฝงก็คือ ดูได้ แต่ไม่แน่ว่าจะรักษา
เพราะคำพูดนี้ออกมาจากปากของไป๋ซิวจิ่น หากเป็หมอคนอื่นพูด รุ่ยอ๋องคงสั่งให้ลากออกไปแล้ว
แต่นี่คือคำพูดของหมอเทวดาไป๋ ที่สำคัญคือเขายอมตรวจให้!
และตอนนี้ในใจของรุ่ยอ๋องเหลือเพียงความยินดีอย่างบ้าคลั่ง และถึงกับซาบซึ้งจนน้ำตาเอ่อคลอ!
ขอเพียงหมอเทวดาไป๋ยอมตรวจ รู้ว่ามารดาเป็โรคอะไร นี่ก็นับว่าเป็ความยินดีที่เกินคาดแล้วไม่ใช่หรือ!
รุ่ยอ๋องพยักหน้าอย่างแรงทันที “เช่นนั้นต้องขอบคุณท่านหมอเทวดาไป๋แล้ว! ข้าจะส่งคนไปติดต่อท่านแม่เดี๋ยวนี้ เมื่อถึงวันงาน ข้าจะไปรับท่าน!”
“เช่นนั้นจะเป็ที่สะดุดตาเกินไป ท่านหาเทียบเชิญให้ข้าก็พอ”
“ได้ๆ ถึงเวลาข้าจะจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อย!”
ไป๋ซิวจิ่นค่อยๆ พาผู้ติดตามเดินจากไปท่ามกลางสายตาที่เปี่ยมด้วยความสำนึกบุญคุณของรุ่ยอ๋อง จนกระทั่งเขาจากไปนานแล้ว รุ่ยอ๋องก็ยังคงรู้สึกเหมือนอยู่ในความฝัน
พอหันกลับมา รุ่ยอ๋องก็พบว่าชายาอ๋องของตนเองยังคงมองไปทางที่ไป๋ซิวจิ่นจากไปอยู่ จึงกระแอมกระไอเบาๆ อย่างไม่พอใจแล้วกล่าวว่า “พระชายา ท่านหมอเทวดาไป๋หน้าตาดีกว่าข้าหรือ”
ชายารุ่ยอ๋องได้ยินแล้วมุมปากกระตุกเล็กน้อย ”ท่านอ๋อง ท่านคิดว่าอย่างไรเล่า”
เดิมทีรุ่ยอ๋องมั่นใจยิ่งนัก แต่พอได้ยินเช่นนั้นก็ชะงักไปทันที ครั้นนึกถึงใบหน้าหล่อเหลาราวเทพเซียนของไป๋ซิวจิ่นตอนพบกันครั้งแรก เขาเองยังเคยเหม่อลอยไปชั่วขณะ
โชคดีที่หมอเทวดาไป๋เป็บุรุษ หากเป็สตรี เขายังคิดจะ…
เขาพลันเหลือบมองไปทางชายารุ่ยอ๋อง พบว่านางกำลังมองเขาอย่างสงสัย
รุ่ยอ๋องรีบทำทีเคร่งขรึม “ถึงแม้ข้าจะไม่ใช่บุรุษที่หล่อเหลาที่สุด แต่เ้าก็ไม่ควรมองชายอื่นเช่นนี้!”
ชายารุ่ยอ๋องถอนหายใจกล่าว “ท่านอ๋อง ท่านจะมาหึงอะไรมั่วซั่ว เมื่อครู่ที่ข้ามองท่านหมอเทวดาไป๋ ข้ากำลังคิดเื่หนึ่งอยู่”
“เื่อะไร”
“ผู้คนล้วนกล่าวว่าท่านหมอเทวดาไป๋เชิญยาก แต่เขาไม่เพียงมารักษาขาท่าน ตอนนี้ยังรับปากจะไปตรวจอาการของท่านแม่อีก…”
สองสามีภรรยามองหน้ากัน
รุ่ยอ๋องลูบคาง คิดอย่างลึกซึ้งครู่หนึ่งก่อนกล่าวว่า “หรือว่า…ท่านหมอเทวดาไป๋สนใจข้า?”
ชายารุ่ยอ๋อง “…”
แน่นอนว่านี่เป็เื่ล้อเล่น
แต่ในใจของรุ่ยอ๋องและชายารุ่ยอ๋องกลับคาดเดาอย่างเลือนรางว่า หมอเทวดาไป๋อาจ้าสนับสนุนพวกเขาหรือไม่
เพียงแต่พวกเขายังไม่กล้าคิดไปไกล ทุกอย่างต้องรอให้ขาหายก่อนค่อยว่ากัน
ส่วนทางด้านไป๋ซิวจิ่นที่ถูกคู่สามีภรรยารุ่ยอ๋องพูดถึงอยู่ครู่ใหญ่ เมื่อกลับถึงจวน ก็หยิบเทียบเชิญใหม่ขึ้นมา แล้วกล่าวกับไป๋จื่อ
“ตอบกลับจิ้งอ๋อง”
“ขอรับ”
ไป๋ซิวจิ่นมองเทียบเชิญจำนวนมากบนโต๊ะเงียบๆ จากนั้นก็เดินไปที่พิณอย่างสบายอารมณ์ แล้วเริ่มบรรเลง
ผู้บรรเลงงดงามถึงเพียงนั้น แต่เสียงพิณกลับประเดี๋ยวเร่งร้อนประเดี๋ยวเชื่องช้า แปรปรวนอย่างยิ่ง…
นกพิราบบินกลับไปยังจวนแม่ทัพแล้ว แต่กลับไม่มีจดหมายตอบกลับ
เสิ่นม่านซูลูบมันเบาๆ สองครั้ง นกพิราบตัวน้อยจึงส่งเสียงอย่างไม่พอใจ มิหนำซ้ำยังยื่นจะงอยปากพยายามจะจิกเสิ่นม่านซู
ท่าทางเล็กๆ นั้นดุร้ายอย่างยิ่ง
เสิ่นม่านซูเห็นดังนั้นก็รีบหยิบถ้วยอาหารนกพิราบมาถือไว้
นกพิราบสีขาวชะงักไปครู่หนึ่ง ถอยหลังไปหลายก้าว ไม่จิกและเชื่องราวกับเป็นกปลอม
‘เื่ปากท้องสำคัญที่สุด’ จริงด้วย
เสิ่นม่านซูค่อยๆ วางถ้วยอาหารกลับเข้าไป จากนั้นก็หันหลังเดินจากไปช้าๆ
นกพิราบตัวน้อยมองอย่างหวาดระแวง เมื่อเห็นว่าเสิ่นม่านซูเดินไปไกลจริงๆ แล้วจึงรีบเข้าไปกินอาหารทันที
มันกลัวว่าสตรีนางนั้นจะเอาถ้วยอาหารไปอีก!
วันนี้เป็วันคล้ายวันเกิดขององค์หญิงจิ้งอัน อากาศแจ่มใสสดชื่น ท้องฟ้าปลอดโปร่งไร้เมฆนับหมื่นหลี่
สายลมพัดมาเป็ระยะ ทำให้ต้นหลิวริมทางไหวเอนเบาๆ ตามลม
รถม้าจวนแม่ทัพสองคันมุ่งหน้าไปยังจวนองค์หญิงพร้อมกัน
เสิ่นม่านซูนั่งอยู่ในรถม้าคันที่สอง ข้างกายนางยังมีคุณหนูรอง คุณหนูสี่ และซูฉินซึ่งเป็ญาติ
สุดท้ายคุณหนูรองก็ขัดมารดาไม่ได้…ที่สำคัญที่สุดคือถูกน้ำตาของตู้ซื่อทำเอาใอย่างยิ่ง แม้จะยอมมา แต่นางไม่ได้เต็มใจ ดังนั้นรอบกายนางจึงเต็มไปด้วยบรรยากาศกดดัน
เมื่อถึงที่หมาย เหล่าสตรีก็ทยอยลงจากรถม้าทีละคน เสิ่นม่านซูเร่งฝีเท้าเร็วขึ้นสองก้าวเพื่อไปยังข้างกายเสิ่นหลิงหลง แล้วกล่าวเสียงเบา
“พี่หญิงรอง ข้ามีเื่อยากจะคุยกับท่าน”
“เื่อะไร”
“ร่างกายข้าไม่ค่อยดี อยากจะฝึกวรยุทธ์ ข้ารู้ว่าตัวเองไม่มีพร์ แค่อยากเสริมสร้างร่างกาย ข้าได้ยินว่าท่านฝีมือสูงส่ง ถึงขั้นสามารถเอาชนะองครักษ์ในจวนแม่ทัพของพวกเราได้ ข้าจึงอยากเรียนกับท่าน”
เสิ่นหลิงหลงที่เดิมอารมณ์ย่ำแย่อย่างยิ่งชะงักไป นางหันกลับมามองน้องสาวคนนี้ที่ราวกับไม่รู้จักอีกต่อไป
ความจริงแล้ว ่นี้ในจวนมีคนจำนวนมากต่างพูดกันว่า หลังจากคุณหนูสามก่อเื่ฆ่าตัวตายครั้งนั้น ตอนนี้ราวกับกลายเป็คนละคน
ไม่เพียงตัดใจจากองค์ชายเจ็ด แต่ยังเปลี่ยนเป็คนที่มองโลกได้กระจ่างอย่างยิ่ง อ้อ อีกทั้งยังมุดเข้าออกห้องครัวตลอด ทำอาหารอร่อยๆ ทุกวัน
บ่าวรับใช้เ่าั้เดินผ่านลานเรือนของคุณหนูสามทีไร ต่างไม่อยากเดินไปไหนไกล…เพราะกลิ่นที่ลอยออกมานั้นหอมและน่าหลงใหลเกินไป!
เสิ่นหลิงหลงมองดวงตาที่สดใสสวยงามของน้องสาว พอนึกถึงคำพูดเมื่อครู่ที่อีกฝ่ายกล่าวอย่างจริงใจว่านางฝีมือสูงส่ง มุมปากของนางพลันยกขึ้น ก่อนจะกล่าวอย่างมั่นใจและหนักแน่น “ไม่มีปัญหา!”
หากน้องสาวไม่เป็เหมือนแต่ก่อนที่เอาแต่หมกมุ่นอยู่กับบุรุษ เสิ่นหลิงหลงก็ยินดีมอบความเป็มิตรให้มากขึ้น
เสิ่นหลิงหลงที่อยากแสดงฝีมือของตนเองรีบมองซ้ายแลขวา สุดท้ายก็กล่าวอย่างเสียดาย “แต่เกรงว่าจะเรียนวันนี้ไม่ได้ หลังเข้าร่วมงานเลี้ยง คงต้องนั่งคุยกันอีกพักใหญ่ กว่าจะกลับถึงจวนก็เกรงว่าดวงอาทิตย์คงตกดินแล้ว”
ดูแล้วก็เป็คนใจร้อนจริงๆ
เสิ่นม่านซูยิ้มบาง จับมือเสิ่นหลิงหลงไว้แล้วกล่าว “ไม่เป็ไรเ้าค่ะ หลังงานเลี้ยงจบพวกเราไปหาที่เงียบๆ คุยกันเถิด ท่านช่วยเล่าให้ข้าฟังหน่อยสิว่าการฝึกวรยุทธ์ต้องเตรียมอะไรบ้าง”
“ได้สิ!” เสิ่นหลิงหลงตอบอย่างร่าเริง จากนั้นมองน้องสาวคนนี้อย่างพินิจ แล้วกล่าวอย่างทอดถอนใจ “ม่านซู เ้าเปลี่ยนไปจริงๆ ตอนเด็กๆ ท่านลุงเคยถามพวกเราว่าใครอยากฝึกวรยุทธ์บ้าง มีเพียงข้าที่ก้าวออกมา ตอนนั้นเ้า พี่หญิงใหญ่ น้องสาวสี่ และญาติคนอื่นๆ ต่างก็ถอยหลัง มิหนำซ้ำยังบอกว่าสตรีที่ถือดาบถือหอกน่ากลัวเกินไป”
หลังจากนั้น ฝ่ายสตรีก็มีเพียงเสิ่นหลิงหลงที่ฝึกวรยุทธ์ ส่วนพี่หญิงใหญ่กับน้องๆ คนอื่นต่างเรียนศิลปะสี่แขนงและฝึกงานเย็บปักถักร้อย
เสิ่นม่านซูยิ้มบางกล่าว “เดิมทีข้าก็อยากเรียนศิลปะสี่แขนงแล้ววางตัวให้สง่างาม เป็คุณหนูผู้ดีแล้วแต่งงานกับบุรุษที่ดี แต่สตรีนั้นไม่ควรฝากชีวิตในอนาคตทั้งหมดไว้กับบุรุษคนหนึ่ง หากได้พบคนดีก็นับว่าไม่เลว แต่หากพบคนเลว เช่นนั้นทั้งชีวิตก็พังพินาศไม่ใช่หรือ”