จินหวังเฟย

    ตอนที่ 4 วสันต์ร้อน คิมหันต์หนาว

    สายลมโชยมาวูบหนึ่ง ตรงหน้าของจินเยี่ยหยางในศาลาปรากฏร่างของบุรุษผู้หนึ่ง คนผู้นี้มีวรยุทธที่ไม่ธรรมดาเช่นกัน พลันองครักษ์หนิงก็ทำความเคารพผู้เป็นนาย สองมือประสานเป็นหมัดแล้วค้อมศีรษะลง“คารวะท่านอ๋อง”“ไปสืบมา เป็นคุณหนูใหญ่บ้านใด”“พ่ะย่ะค่ะ”องครักษ์ป้ายข้างกายจินเยี่ยหยางเผยสีหน้าแปลกใจแวบเดียว เพราะท่านอ๋องของเขาไม่เคยสนใจสตรีใด อีกทั้งสตรีนางนั้นก็ใช่ว่าจะงดงามล่มบ้านล่มเมืองเหมือนบรรดาอนุภรรยาทั้งห้าที่อยู่ในตำหนักพยัคฆ์หมอก“เจ้าเห็นบ่าวผู้นั้นของนางหรือไม่” จินเยี่ยหยางถามพลางเผยสีหน้าครุ่นคิดที่หาได้ยากยิ่ง บุรุษร่างใหญ่ผู้นั้นมีวรยุทธที่ไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน แต่รับใช้สตรี นางเป็นใคร“เห็นพ่ะย่ะค่ะ”“ขนาดข้ายังไม่รู้สึกตัวแม้แต่น้อยว่ามายืนอยู่ตรงนั้นตั้งแต่เมื่อไร แล้วเจ้าเล่า”เขาปรายตามองผู้ที่ยืนอยู่ตรงหน้า แววตาคมกริบดุจใบมีด แต่องครักษ์หนิงไม่สะดุ้งสะเทือนสักกระผีกริ้น อีกทั้งยังยอมรับผิดออกมาหน้าตาเฉย“กระหม่อมก็ไม่รู้สึกตัวเช่นกันพ่ะย่ะค่ะ”“ฮึ! ตัวใหญ่ขนาดนั้น แต่ฝีเท้าเบายิ่งนัก วรยุทธต้องไม่ธรรมดาเป็นแน่” แม่ทัพไร้พ่ายที่รอบกายมีแต่ผู้มีวรยุทธสูงเอาไว้ใช้งาน ยามนี้เขารู้สึกสนอกสนใจนางขึ้นมาอย่างจริงๆ จังๆ เสียแล้ว“กระหม่อมจะรีบสืบให้ท่านอ๋องเดี๋ยวนี้!”“ไปเถอะ”“พ่ะย่ะค่ะ”คล้อยหลังองครักษ์หนิงที่จากไป จินเยี่ยหยางยังนั่งอยู่ที่เดิม นิ้วเรียวหมุนจอกสุราหยก ดวงตาทอดมองอยู่ที่พิณตงถงเป็นนานเสียงพิณของนางเป็นหนึ่งในใต้หล้า ยามเบาก็เบา ยามหนักก็หนัก ท่วงท่าการดีดพิณของนางงดงามเหนือคำบรรยาย เปลือกตาที่หลับพริ้ม มุมปากแต้มยิ้มน้อยๆ แม้แต่ช่วงที่นางกดหัวคิ้วลึกมากกว่าเดิม ภาพเหล่านั้นช่างตรึงตาเขานัก นางมีฝีมือการดีดพิณเหนือล้ำกว่าหรงเสวี่ยที่อยู่ในตำหนักพยัคฆ์หมอกของเขาเสียอีกในแคว้นจ้าวมียอดพิณสองคน ถ้านางไม่ใช่จูเก่อเซียง แล้วนางเป็นใครจู่ๆ จินเยี่ยหยางก็หรี่ตาลง ดวงตาสาดประกายคมกริบมากกว่าเดิมสามส่วน มุมปากแย้มยิ้มแลดูดุร้าย ช่างน่าเจ็บใจนัก อ๋องอย่างเขาถูกนางลบหลู่พิณตงถงหมื่นตำลึงทอง แต่นางกลับไม่ต้องการ หรือว่าที่บ้านของนางมีพิณที่เทียบเท่ากับตงถงอยู่ในมือ ในเมืองหลวงแห่งนี้มีตระกูลใดบ้างที่ร่ำรวยถึงเพียงนั้นจินเยี่ยหยางคิดแล้ววางจอกสุราลง จากนั้นก็คว้ากาสุราขึ้นมาถือแทน แขนหนึ่งโอบพิณเลื่องชื่อ พาตัวเองเดินเอื่อยเฉื่อยเข้าไปในสุสานป่าไผ่ กลิ่นธูปจางๆ โชยมาตามสายลม ดวงตาคมดุจกระบี่มองไปที่จุดนั้น ครู่หนึ่งก็หยุดยืนอยู่ที่หน้าหลุมฝังศพแห่งหนึ่ง ดูเหมือนผู้ที่อยู่ตรงนี้จะมีความสัมพันธ์กับนาง เพราะในตะกร้าที่สาวใช้ถือนั้นคือของเซ่นไหว้ ว่าแต่นางมาเคารพผู้ใด“เทียนจื้อ ปีที่สอง เดือนสิบเอ็ด สุสานของท่านแม่เหมยลี เว่ย จาง ผู้ล่วงลับ”จินเยี่ยหยางอ่านชื่อที่อยู่บนป้ายหิน ความอยากรู้พุ่งเข้ามาในหัว ทว่าอีกไม่นานเขาจะได้รู้ว่านางเป็นใคร ก่อนจากสุสานป่าไผ่ไป จินอ๋องย่อตัวรินสุราเคารพผู้ที่นอนอยู่ในหลุมฝังศพ
    ตงตี้บังคับรถม้า ด้วยความเป็นคนที่หูไวตาไว แถมยังมีประสาทสัมผัสที่ไวเป็นเลิศ พอสัมผัสได้ว่ามีคนตามมา แม้จะเป็นผู้ที่มีวรยุทธสูง แต่ก็ไม่รอดพ้นสายตาของเขาไปได้ จึงเอ่ยกับผู้ที่อยู่ในรถ“คุณหนูใหญ่! มีคนตามเรามา!”ตันตันตกใจ แต่จางหานเฟิ่งยังนิ่งสงบเยือกเย็น นางเดาได้ทันทีว่าน่าจะเป็นคนของผู้นั้น ความอยากรู้ฆ่าคนได้ นางไม่ได้บอกชื่อแซ่ออกไป ในเมื่อเขาคิดว่านางเป็นยอดพิณ ถามนางว่าคือจูเก่อเซียงหรือไม่ แล้วทำไมจะไม่คิดว่านางอาจจะเป็นหรงเสวี่ยก็ได้ข้อนี้จางหานเฟิ่งไม่รู้ว่าหรงเสวี่ยอยู่ในตำหนักพยัคฆ์หมอกของอีกฝ่าย แล้วนางก็เอ่ยกับตงตี้ สมองทำงานอย่างเร็วจี๋ จะสลัดคนผู้นั้นออกไปได้อย่างไร“อย่าเพิ่งกลับบ้าน”“ขอรับ แล้วเราจะไปที่ไหนกันดี”“หอสุรากุ้ยฮวา!”“ขอรับคุณหนูใหญ่”หนึ่งชั่วยามผ่านพ้น รถม้าแล่นเข้าสู่เมืองหลวง เสียงจ้อกแจ้กคึกคักดังขึ้น ตันตันแง้มผ้าม่านออกไปมองข้างนอกอย่างสนอกสนใจ เพราะวันๆ ได้แต่รับใช้คุณหนูใหญ่อยู่ในห้องหับ จึงไม่ค่อยได้ออกมาข้างนอกนัก เดือนหนึ่งจะออกจากบ้านก็แค่หนึ่งหรือสองครั้งในรถม้า จางหานเฟิ่งกำลังอ่านหนังสือเล่มหนึ่งที่มารดาทิ้งเอาไว้ให้ หน้าปกเขียนเอาไว้ว่าบันทึกการเดินทางที่ยี่สิบสาม นางอ่านอย่างตั้งอกตั้งใจ แม้จะอ่านซ้ำไปซ้ำมาอยู่เป็นสิบปีแล้ว แต่ไม่รู้สึกเบื่อแม้แต่น้อย เพราะนางวิเคราะห์เนื้อหาที่อยู่ข้างในตามไปด้วยทุกครั้งที่อ่าน“คุณหนูใหญ่เจ้าคะ ร้านหนังสือเจ้าค่ะ” ตันตันหันมาบอกพร้อมรอยยิ้มสดใส เพราะอาศัยอยู่กับจางหานเฟิ่งมาสิบเอ็ดปี ตันตันรู้ดีว่าคุณหนูของตัวเองชอบอะไร“ร้านหนังสือ...” จางหานเฟิ่งเงยหน้า ดวงหน้าของนางจิ้มลิ้มพริ้มเพรา แก้มตอนนี้แดงขึ้นเรื่อยๆ เพราะอากาศยามเว่ย1 ร้อนขึ้นอีกนิด“ใช่แล้วเจ้าค่ะ ร้านหนังสือ...นานแล้วที่คุณหนูไม่ได้ซื้อหนังสือเพิ่ม แวะไหมเจ้าคะ” ตันตันมีสีหน้าสนุกสนาน เพราะข้างๆ ร้านหนังสือเป็นร้านขายเครื่องประดับและเครื่องประทินโฉม“อืม...ตงตี้ ข้าอยากจะแวะร้านหนังสือหน่อย”“ได้ขอรับคุณหนูใหญ่”รถม้าหยุดนิ่ง ตันตันก็คว้าหมวกกันแดดกันลมที่เตรียมเอาไว้ก่อนจะเดินทางออกจากบ้านขึ้นมาส่งให้คุณหนูของตัวเอง จางหานเฟิ่งรับหมวกมาสวม ดวงตาหงส์มองตันตันลงจากรถก่อนจะยื่นมือมาหา นางจึงวางมือลงไปบนมือหยาบกร้านของตันตัน ระหว่างนั้นก็พูดกับตงตี้เสียงเบา“ตามมากี่คน”“คนเดียวขอรับ” บ่าวร่างยักษ์ตอบกลับมาเสียงต่ำไร้อารมณ์ใด ตงตี้กลัวหรือไม่ เขาไม่มีความกลัวในคนผู้นั้นที่ตามมาเลย“น่าจะสลัดได้ไม่ยาก” จางหานเฟิ่งมั่นใจว่านางมีวิธีที่จะสลัดคนผู้นั้นออกไปได้ แต่กำลังครุ่นคิดอยู่“ขอรับ”“ไปกันเถอะตันตัน”“เจ้าค่ะ”ร้านหนังสือตั้งอยู่ติดกับร้านขายเครื่องประดับและเครื่องประทินโฉม เถ้าแก่ร้านหนังสือต้อนรับลูกค้าด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม การแต่งกายของสตรีตัวน้อยสะดุดตาเป็นอย่างมาก เพราะนางสวมชุดคลุมสีแดงมงคลออกมา กิริยาท่าทางของนางราวกับคุณหนูสกุลใหญ่ เถ้าแก่ร้านหนังสือผายมือเชื้อเชิญเข้าไปด้านในร้าน“คุณหนูอยากได้หนังสืออะไรหรือขอรับ”จางหานเฟิ่งอ่านมาหมดแล้วทุกอย่าง ในห้องของนางเต็มไปด้วยหนังสือ ทั้งปรัชญาการครองเรือน ตำราพิชัยสงคราม คำสอนของขงจื้อ บันทึกการเดินทางของผู้อื่นที่ไม่ใช่มารดาเป็นผู้เขียน แม้แต่เรื่องเล่าประโลมโลกระหว่างชายหญิงนางก็อ่าน“ข้าอยากได้วสันต์ร้อน คิมหันต์หนาว”“เอ่อ...คุณหนู...จะดีหรือขอรับ” ใบหน้าของเถ้าแก่ร้านหนังสือเปลี่ยนสี แม้จะไม่เห็นดวงหน้าของโฉมสะคราญ ทว่าท่าทาง กิริยา และน้ำเสียงแลดูอ่อนวัยนัก น่าจะไม่ใช่ผู้ที่ออกเรือนแล้ว“เถ้าแก่ไม่อยากขายให้ข้าหรือไร” นางเลิกคิ้วอยู่ใต้หมวกที่มีผ้าบางๆ คลุมปิดบังใบหน้า“เปล่าขอรับ แต่ว่าหนังสือเล่มนี้...ไม่เหมาะกับคุณหนูเป็นอย่างยิ่ง เล่มอื่นดีกว่าไหมขอรับ” เถ้าแก่ร้านหนังสือหันไปหยิบหนังสือประโลมโลกชายหญิงเล่มหนึ่งจากชั้นหนังสือออกมาส่งให้ “นี่เป็นเรื่องระหว่างปีศาจงูขาวกับบัณฑิตผู้หนึ่ง กำลังเป็นที่นิยมอยู่ในตอนนี้เลยขอรับ”“ข้าอ่านแล้ว”“คุณหนูอ่านแล้วหรือ ถ้าอย่างนั้น...”เถ้าแก่ร้านหนังสือหมุนตัวไปหาเล่มอื่น ทว่ายังไม่ทันจะหยิบออกมา ตันตันก็พูดกับเถ้าแก่ด้วยท่าทางไม่พอใจ“คุณหนูใหญ่ของข้าบอกว่าอยากได้วสันต์ร้อน คิมหันต์หนาว เถ้าแก่ก็หยิบเล่มนั้นออกมาขายสิ!”“แม่นาง...แต่ว่า...” เถ้าแก่ร้านหนังสือมีสีหน้าลำบากใจขึ้นมาจริงๆ เพราะเป็นหนังสือต้องห้าม หลังจากมองไปรอบตัวครู่หนึ่ง จึงพูดเสียงเบายิ่ง “คุณหนู...หนังสือเล่มนี้ ท่านรู้ใช่ไหมว่า...”“ข้ารู้” จางหานเฟิ่งพยักหน้า“ดูท่า...คุณหนูยังไม่ได้ออกเรือนใช่หรือไม่ คุณหนูยังจะซื้ออีกอย่างนั้นหรือ” เถ้าแก่ร้านหนังสือยังแสดงท่าทางลำบากใจออกมาอยู่เนืองๆ“ข้าจะซื้อ”“แต่ว่าคุณหนู...หนังสือเล่มนั้น...เป็นหนังสือภาพ”“นั่นแหละ เล่มนั้นที่ข้าอยากจะได้”“คุณหนู...”พลันตันตันก็ตาโตขึ้นมา เมื่อเริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไมเถ้าแก่ร้านหนังสือถึงไม่อยากขายหนังสือเล่มนั้นให้กับคุณหนูของตัวเอง“คุณหนูใหญ่เจ้าคะ! หนังสือเล่มนั้น...เป็นหนังสือลามกหรือเจ้าคะ” ตันตันเสียงดังขึ้นมาเสียแล้ว บ่าวรับใช้ยั้งปากตัวเองเอาไว้ไม่อยู่“เบาเสียงของเจ้าหน่อย” จางหานเฟิ่งหันมาเอ็ด“คุณหนูใหญ่...” ตันตันหน้าถอดสีขึ้นมา นึกเสียใจที่พูดกับเถ้าแก่ร้านหนังสือให้ขายหนังสือเล่มนั้น“ข้าจะซื้อ!” สตรีตัวน้อยหันกลับไปยืนยันกับเถ้าแก่ ใบหน้าภายใต้ผ้าคลุมของนางพราวไปด้วยรอยยิ้ม ถ้านางอยากจะอ่าน นางต้องได้อ่าน นางไม่สนใจว่ากุลสตรีที่ดีต้องอยู่ในกรอบขนบธรรมเนียมประเพณี เพราะนางถูกมารดาปลูกฝังด้วยตัวอักษรเหล่านั้นให้มีความคิดนอกกรอบมาตลอด“คุณหนูใหญ่เจ้าคะ อย่าซื้อเลยเจ้าค่ะ” ตันตันส่ายหน้าไปมา และส่งสายตาอ้อนวอนมาให้อีกด้วย“ข้าอยากอ่าน ข้าอยากเห็นภาพเหล่านั้น”“แต่ว่า...”“ไม่มีใครเห็นหรอก”“แต่บ่าวเห็นนะเจ้าคะ!”“ข้าเป็นนาย เจ้าเป็นบ่าวใช่หรือไม่”“ก็ใช่เจ้าค่ะ”“ถ้าไม่อยากให้ข้าส่งเจ้าออกจากเรือน เจ้าอยู่เฉยๆ จะดีกว่า” นางขู่สาวใช้ของตัวเองอีกแล้ว“คุณหนูใหญ่...” ตันตันน้ำตาคลอเบ้าด้วยความน้อยใจ1 ช่วงเวลา 13.00 - 14.59 น.