เมื่อสิ้นคำพูดของเยว่ชิงเซียน มันก็ทำให้หลายๆ คน มีใบหน้าบูดบึ้งไม่น่ามอง โดยเฉพาะกลุ่มคนที่ชมชอบเยว่ชิงเซียน ครุ่นคิดไปไกลว่า ทั้งสองมีความสัมพันธ์กันเช่นใดกันแน่
ระหว่างที่หมู่ชน ครุ่นคิด วกไปวนมาซ้ำๆ ถึงเรื่องความสัมพันธ์ของทั้งสองอยู่นั้น จู่ๆ ท้องฟ้าก็เปล่งประกายสีทองพร่างพราว ประหนึ่งว่า พระพุทธองค์ทรงย่างกายลงมายังพื้นโลก
ครั้นหมู่ชน เห็นพระพุทธรูปสีทองใหญ่ ตกลงมาใส่ใจกลางที่อี้เฉินยืนอยู่ ส่งเสียงปัง!!! ดังออกมากึกก้อง มาพร้อมปราณพลังสีทองของพระพุทธรูปใหญ่ ที่แตกกระจัดกระจายทั่วทิศ พร้อมเศษหินเศษฝุ่นลอยคละคลุ้ง ส่งผลให้กลุ่มคนรอบๆ ตัวอี้เฉินนับพัน ถอยฝีเท้าก้าวถอยหลังไปอย่างไม่รู้ตัว ฝ่ามือเองก็ ยกขึ้นมา ปัดป้องปราณพลังสีทอง ที่แตกกระจัดกระจาย ทั่วทิศ ก่อนทุกอย่างจะสงบลงในเสี้ยววินาที เผยให้เห็นบุรุษหนุ่มร่างเล็กผอม เปิดตัวออกมาได้อย่าง อึกทึกครึกโครม
อี้เฉินเขาถึงกับเบิกตาออกกว้าง เมื่อเห็น มารพุทธ ทงอี้ คนที่ขายข่าวสารของเขาออกไปให้หมู่ชน อี้เฉินเขาไม่รอช้า เอื้อมฝ่ามือของเขา ไปบีบจับหัวเกลี้ยงเกลา ของหลวงจีนน้อยไว้แน่นในทันที
"เจ้า! เจ้า!"
คนอื่นๆ ต่างพากันตกอกตกใจ เมื่อเห็น อนุชนจำศีลมารพุทธ ทงอี้ เข้ามาแทรกกลางความวุ่นวายเฉกเช่นนี้ ..แต่เมื่อหมู่ชน เห็นการกระทำของอี้เฉิน มันก็ยิ่งทำให้พวกเขา ยิ่งไม่อยากเชื่อสายตา ว่าอี้เฉินจะใจกล้าห่อฟ้า ลูบคมอนุชนจำศีล
เมื่อเห็น ฝ่ามืออี้เฉินบีบหัวหลวงจีนน้อยไว้แน่น กล่าวสบถด่าออกมาอย่างไม่เกรงใจ "ไอ้เวรหลวงจีนน้อย เจ้ากล้าขายที่อยู่ของข้า ให้หมู่ชนรับรู้ เลยอย่างนั้นหรือ?"
"อามิตตาพุทธ เจ้าก็ยังอยู่รอดปลอดภัยดี ไม่ใช่หรือ อี้เฉิน เจ้าจะมัวมาสนใจเรื่องเล็กน้อย หยุมหยิมนี้ทำไมเล่า …ใช่หรือไม่ พวกเจ้า เหล่าอนุชนจำศีลคนอื่นๆ ที่ไม่เผยตัวออกมา"
ครั้นคำพูดนั้นของ มารพุทธ ทงอี้เอ่ยถ้อยคำขึ้นมา ประหนึ่งว่าเป็นการเชื้อเชิญ ผู้ที่แอบซ่อนในเงามืด ให้เผยตัวออกมาสู่สายตาผู้คน
หมู่ชนในยามนี้ พวกเขาเบิกตาออกกว้างอ้าปากค้างกันแล้วในยามนี้ เมื่อเห็น ราชันน้อย เหรินเจี๋ย ปรากฏกายมายืน ประจันหน้ากับอี้เฉิน ด้วยความห้าวหาญ กายาปลดปล่อย แรงกดดัน แผ่ซ่านออกไปทั่วทิศ คนอื่นๆ เองก็เผยตัวออกมาเช่นกัน ตามคำพูดของมารพุทธ ทำให้บรรยากาศพลันหนักอึ้ง
ไม่ว่าจะเป็น ราชันสิบทิศ จ้าวเฟิง ผู้ที่คาดการณ์ว่าจะเป็นอันดับหนึ่งของอนุชน เสียงสังหาร เฉินอิน เมื่อนางมายืนประจันหน้าปรายตามองอี้เฉินได้ นางก็ส่งรอยยิ้มชั่วร้ายมาให้อี้เฉินในทันที
หลายๆ คนล้วนเป็นคนที่อี้เฉินเคยพบเจอ เขาเพียงแค่ยกยิ้มบางออกไป กลบเกลื่อนความตื่นตระหนกในใจของเขาเท่านั้น ต้องยอมรับว่า อนุชนจำศีล ยังห่างชั้นกับเขาอยู่ก้าวหนึ่ง หากไม่ต่อสู้ สุดกำลัง เกรงว่ายากที่เขาจะจัดการได้ ในยามนี้
ก่อนราชันสิบทิศ จ้าวเฟิง จะกล่าวพูดขึ้นเมื่อเขา กระตุ้นไฟเทพ ระดับตำนานภายในกายขึ้นมา ไฟเทพระดับตำนานดวงอื่นๆ ก็ค่อยๆ เผยตัวตนขึ้นมา ให้เขาปรายตามอง ช้าๆ ว่าผู้ใดสมควรเป็นคู่ต่อสู้ของเขา
"หืม!! ไฟเทพระดับตำนาน แถมยังมีอยู่หลายคนเสียด้วย"
กลุ่มคนที่โดนกระตุ้นไฟเทพภายในร่าง ต่างก็ไม่อาจปิดบังไฟเทพที่ตนมีได้ แม้แต่ตัวของอี้เฉินก็เช่นกัน ทว่าดวงไฟสีแดงที่ริบหรี่ภายในร่างของอี้เฉิน เมื่อหมู่ชนที่เห็นมัน ใบหน้าที่เย้ยหยันจึงผุดพรายขึ้นในทันที ผู้คนมองว่าไฟเทพที่อี้เฉินดูดซับกลืนกิน อ่อนแอ เกินไป เพียงลมเป่าก็ราวกับว่า มันพร้อมจะดับมอด มันจึงทำให้หลายคนยกยิ้มกรุ้มกริ่มที่มุมปากขึ้นมา อย่างเลี่ยงไม่ได้
แม้แต่เยว่ชิงเซียนยังขมวดคิ้ว พร้อมกับความสงสัยใคร่รู้ของนางที่ไม่อาจเก็บซ่อนได้ 'แล้วเหตุใดอี้เฉิน ไม่กลืนไฟเทพระดับตำนานเข้าไป เพิ่มฤทธิรณ การสู้รบของตน'
ทว่าเมื่อหมู่ชนที่ไม่ชอบขี้หน้าอี้เฉิน เห็นไฟเทพที่แสนริบหรี่ ราวกับแสงไฟของหิ่งห้อย กลุ่มคนที่เตรียมจะเอ่ยถ้อยคำถากถาง แม้แต่เสียงหัวเราะที่ดังขึ้นมายังต้อง รีบเก็บกลับไปโดยพลัน
เมื่อเห็น ไฟเทพสีแดงฉานภายในกายอี้เฉิน จู่ๆ ก็ราวกับถูกกระตุ้นอย่างรุนแรง ราวกับมันมีชีวิตความนึกคิด ลุกโชติช่วงชัชวาล ส่งเปลวเพลิงสีแดงฉาน ราวกับไฟในตำนานออกมาก็มิปาน มันจึงทำให้หลายๆ คนแปลกใจ ในไฟเทพของอี้เฉิน อยู่ไม่น้อย ประหนึ่งว่าเป็นไฟเทพที่แปลกแยกออกไป
"หืม!!!! ช่างแปลกประหลาดเสียจริงๆ ไฟเทพของเจ้านี่" ราชันสิบทิศ จ้าวเฟิง กล่าวพูด พร้อมกับจ้องมองมันด้วยความประหลาดใจ แต่เมื่อรับรู้ถึงความเกลียดชังที่มันปล่อยเล็ดลอดออกมา มันก็ทำให้เขาส่ายหัว
แม้แต่เหล่าองค์ชายใหญ่ทั้งสองราชวงศ์ ยังมีสีหน้าไม่สบอารมณ์ ก่อนหนึ่งในองค์ชายจะกล่าวคำพูดออกมา "แล้วอย่างไรอี้เฉิน แม้ว่าไฟวิเศษของเจ้าจะแปลกแยก แต่มันก็ไม่ใช่ไฟเทพ ระดับตำนานอยู่ดี ยามนี้ข้าจะปล่อยเจ้าไปก่อนอย่างไรแดนลับ มรดกเซียน ย่อมต้องสำคัญกว่าการแก้แค้นของพวกเรา ...แล้วเราจะตัดสินกันในศึกชี้ชะตา หวังว่าเจ้าจะมาเข้าร่วม ไม่หวาดกลัวเสียก่อนล่ะ"
มารพุทธ ทงอี้ เขาเองก็กล่าวพูดขึ้นมาเช่นกัน "หวังว่าเจ้าจะอยู่รอดปลอดภัย จนถึงยามนั้นนะอี้เฉิน ข้าเองก็อยากจะประมือกับเจ้าอีกครา ในการต่อสู้เป็นตาย"
อี้เฉินได้ยินเขาเพียงส่ายหัวออกมาน้อยๆ แม้ว่าการต่อสู้จะช่วยขัดเกลา จนเขามาอยู่ในจุดนี้ ผ่านพ้นความตายมาได้หลายครั้งหลายครา แต่หากเป็นไปได้เขาก็อยากฝึกฝนอย่างสงบ เฉกเช่นคนอื่นๆ
ครั้นสิ้นคำพูด ขององค์ชาย บรรยากาศที่หนักอึ้งก็ค่อยๆ ผ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด อย่างไรองค์ชายทั้งสอง ของสองราชวงศ์ใหญ่ ก็ยังเป็นที่ยำเกรงของหมู่ชนคนดินแดนเทพ แต่กลับเป็นเยว่ชิงเซียนที่ถอนลมหายใจออกมายาวแทนอี้เฉินเสียอย่างนั้น ใบหน้าของนาง ผ่อนคลายขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด จนริมฝีปากแดงน้อย คลายลง ยกยิ้มขึ้นมาได้บ้าง
แต่เยว่ชิงเซียน นางกลับหารู้ไม่ ในยามนี้ ราชันน้อย เหรินเจี๋ย จ้องมองสายตามาที่นางอย่างไม่วางตา ราวกับต้องมนต์สะกด ในความงดงามของนางในยามนี้ จิตจึงเกิดกิเลส อยากครอบครอง สตรีงามเพริศพริ้งผู้นี้ขึ้นมา
ผู้ที่มีอำนาจอยู่เหนือผู้คนนับแสน ส่วนใหญ่ก็มักจะกระหายในอำนาจ อยากครอบครองความยิ่งใหญ่ อยู่เหนือกฎเกณฑ์ฟ้าดิน เป็นผู้ยืนหนึ่งไม่มีสอง ครอบครองหัวใจ สตรีงามเพริศพริ้ง ไว้เพียงผู้เดียว
…เมื่อบรรยากาศ ที่แสนหนักอึ้งผ่อนคลาย เพียงเวลาไม่ถึงหนึ่งก้านธูปใหญ่ หน้าผาหมื่นยอด ที่เต็มไปด้วยอนุชน เหล่ายอดยุทธ์ อยู่รวมกันนับหมื่นชีวิต ก็รับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงของฟ้าดิน ท้องฟ้ามืดครึ้ม ในฉับพลัน มองเห็นกลุ่มมวลเมฆ ก่อตัวบนท้องฟ้าอย่างบ้าคลั่ง เต็มไปด้วยปราณพลังสายฟ้าแลบแปลบปลาบ ประหนึ่งว่าพายุลูกย่อมๆ กำลังจะก่อตัวขึ้นเหนือ หน้าผาหมื่นยอด ส่งเศษปราณพลังกระจัดกระจายไปทั่วทิศ
ด้วยลมที่โหมซัดรุนแรง อย่างบ้าคลั่ง ราวกับเป็นพายุทอร์นาโดลูกใหญ่ มองเห็นประตูมิติแหวกหมู่มวลเมฆ พร้อมกับรอบๆ วงแหวนมิติที่เต็มไปด้วยปราณพลังสายฟ้าลงทัณฑ์แลบแปลบปลาบ หากใครคิดจะฝ่าฝืนกฎเกณฑ์ เกรงว่าต้องคิดใหม่ ในยามนี้
กลุ่มคนที่รับรู้พวกเขาปล่อยตัวไปตามสายลม ให้พายุที่โหมซัด นำพาร่างพวกเขาขึ้นไปด้านบนชั้นฟ้า แต่ก็มีอีกหลายๆ คน ที่พยายามจะขัดขืน
อี้เฉินเองก็เป็นหนึ่งในกลุ่มคนพวกนั้น เช่นกัน เมื่อรับรู้ถึงอันตราย จากบนท้องฟ้าสูง จนต้องให้เยว่ชิงเซียนที่อยู่ใกล้ตัวเขาป้องปราม เอื้อมฝ่ามือเรียวเล็ก ไปดึงแขนอี้เฉินไว้ ก่อนบอกกล่าวคำพูดออกไป "เจ้าสงบสติอารมณ์ของเจ้าหน่อย อี้เฉิน อันตรายที่เจ้ารับรู้ มันไม่ได้มีไว้ทำลายพวกเรา"
ทว่าเมื่ออี้เฉินเห็นสายตาของ หลายๆ คนจ้องมองเขา ราวกับ เองไปอยู่ไหนมา ถึงไม่รู้เรื่องราวอะไรเลย มันจึงทำให้อี้เฉินมองค้อน ไปที่เยว่ชิงเซียน "เจ้า! เจ้า!แล้วเหตุใดเจ้าไม่บอกข้าเรื่องนี้ ปล่อยให้ข้าขายหน้าหมู่ชนเช่นนี้ ได้เยี่ยงไรเล่า หากข้ารู้ก่อนข้าจะได้ทำใจได้"
เยว่ชิงเซียน นางป้องปากขำน้อยๆ "เจ้าไม่กลัวต่อความตาย แต่เจ้ากลับไวต่อความรู้สึกของอันตรายสินะอี้เฉิน ..มาๆ ข้าจะพาเจ้าพัดไหวไปกับสายลมที่บ้าคลั่งนี้เอง"
"โอ๊ยๆ!! เจ้า. บ้าไปแล้วเยว่ชิงเซียน!! หรือว่าคนสถานที่แห่งนี้ มันบ้ากันไปหมดแล้ว" หากพวกเขาหลุดวงโคจร ออกไปจากสายลม ร่างของพวกเขาได้ถูกพายุที่บ้าคลั่ง ฉีกกระชาก ร่างเนื้อ เป็นชิ้นๆ แน่'