จะไม่มีการชิงสุกก่อนห่ามเด็ดขาด ด้วยรู้ดีว่าขึ้นชื่อผู้ชาย ต่อให้รักมากมายสักแค่ไหน ถ้าลองได้ชิมแล้ว ก็มีสิทธิ์ชิ่งหนีได้ทั้งนั้น ไม่ว่าเขาจะได้เปิดบริสุทธิ์ก็ตามที ตายยังไงๆ ก็ต้องแพ้ของเป็ๆ ดิ้นได้วันยังค่ำ ดังนั้นคนอย่างอาทิตยาจะต้องไม่เป็ของตายให้ใครง่ายๆ อย่างแน่นอน
ร่างบางในชุดนอนเบาหวิวสั้นเหนือเข่าเล็กน้อยรีบมุดเข้าผ้าห่มด้วยความอ่อนแรงจากการลุยงานมาทั้งวัน กำลังจะหลับอยู่แล้วก็ต้องสะดุ้งตื่นเมื่อเสียงออดหน้าห้องดังขึ้น เพื่อนรักนั่นเองที่ยืนรอ
พร้อมใบหนี้เศร้าสร้อย ดวงตาเหงาหงอย ไม่นานน้ำตากับเสียงโฮก็ถูกเปล่งออกมา เมื่อเอมิกาโผลเข้าไปกอดเพื่อนไว้ กว่าอาทิตยาจะปลอบขวัญและกล่อมให้หลับได้ก็กินเวลาเป็ชั่วโมง
นาฬิกาเครื่องเดิมร้องเรียกให้ตื่นเวลาเดิมๆ มือบางรีบเอื้อมไปปิดเพื่อไม่ให้รบกวนคนที่นอนอยู่ข้างๆ ได้ กิจวัตรยามเช้าของเ้าของห้องจึงเป็ไปอย่างเงียบกริบ
กระโปรงสีกากีเสื้อกล้ามสีขาวตัวในกับสูททรงโอเวอร์โค้ตพอดีตัวสีโอลด์โรสถูกสวมทับไว้แล้วผูกสายตรงเอวเป็โบสวยงาม ดูเรียบร้อยกว่าทุกวัน เพราะต้องเอาเช็คไปให้คุณหญิงเพลินพิศ ร่างผอมบางค่อยๆ ย่องออกจากห้องอย่างรวดเร็ว
ผ่อนตระเตรียมมื้อเช้าตามเมนูไว้แล้วเมื่อเดินเข้าไปในครัว กลับออกมาพร้อมกาแฟแก้วโปรด แล้วก็ถูกยกขึ้นไหว้คุณผู้ชายกับคุณจิณไปพร้อมกับมือบางเมื่อออกมาเห็นทั้งสองเดินลงบันไดมาพอดี
เจ็ดโมงนิดๆ แค่นั้นเอง นับว่าตื่นเช้ามากสำหรับคนมีอันจะกินอย่างจิรเดช ที่ยังทำตัวเสมอต้นเสมอปลายมาโดยตลอดนับั้แ่อาทิตยาเข้ามาอยู่บ้านหลังนี้ก็ว่าได้
“มากินอะไรด้วยกันดีกว่าตะวัน อีกหน่อยเ้านายเราลงมาแล้วจะไม่มีเวลาได้กินแม้แต่น้ำนะ แหม่มจัดให้คุณตะวันด้วย”
คนถูกชวนประคองแก้วเดินตามร่างสูงใหญ่ทั้งสองไปอย่างไม่เกี่ยงงอน ด้วยรู้ดีว่าจิรเดชนั้นชวนด้วยใจจริง ไม่เหมือนคนเป็เมียที่มักจะมีเื่งานมาแอบแฝงในทุกครั้ง จิรฐาในชุดนักเรียนมัธยมปลายวิ่งลงมาด้วยสีหน้าเริงรื่น เปล่งปลั่งมีน้ำมีนวลสมกับวัยแรกแย้ม
“ตาเจยังไม่ลงมาเหรอแอ๊น” คนเป็พ่อเอ่ยถามไปอย่างนั้นไม่ได้้าคำตอบจริงจังนัก
“ไม่รู้ค่ะคุณพ่อ สงสัยเมื่อคืนทำรายงานกับเพื่อนดึกมั้งคะ ว่าแต่ทำไมวันนี้คุณพ่อแต่งตัวหล่อจังเลยคะ จะไปอ่อยสาวที่ไหนเอ่ย”
ส่วนลูกก็ตอบออกไปอย่างนั้นไม่แพ้กัน แถมยังเข้าไปกอดแขนพ่ออย่างประจบประแจงกว่าทุกวัน
“จะเอาเท่าไหร่ล่ะเรา ตัวแค่นี้ใช้เงินเปลืองจัง”
แน่นอนว่าคนพ่อรู้ทัน และแม้จะบ่นลูกยังไงสุดท้ายแบงก์สีเทาในกระเป๋าก็ถูกควักออกมาให้เป็หมื่นอยู่ดี จิณณวัตรยิ้มด้วยความขำ กับท่าทีดีอกดีใจของน้องเมื่อได้เงินใส่กระเป๋า
ส่วนอาทิตยาแอบผ่อนลมหายใจด้วยอาการเหนื่อยหน่ายกับคนร่ำรวยเลี้ยงลูกด้วยเงินมากกว่าความสนใจใคร่อยากรู้ความเป็ไปในแต่ละวันของลูก
แต่ก็ไม่เอ่ยอะไรออกมานอกจากลงมือกินเงียบๆ และจะตอบเมื่อจิรเดชเอ่ยถามเท่านั้น ซึ่งก็มีไม่กี่คำเลย ด้วยเวลาแค่ครึ่งชั่วโมงสำหรับนักธุรกิจอย่างเขาที่มีให้มื้อเช้านี้น้อยนิดเต็มที จิณณวัตรเองก็ไม่ใคร่จะได้หันไปมองเลขาแม่นัก เมื่อมีเื่งานแล่นเข้ามาในหัวั้แ่ตัวยังไม่ได้เข้าออฟฟิศด้วยซ้ำ
“ตะวันเบิกเงินสองหมื่นหน่อย คุณแม่ยังไม่ตื่นฉันไม่อยากจะไปกวน เร็วๆ ฉันรีบเดี๋ยวเข้าเรียนไม่ทัน”
จิรายุ วัชราเวโรจน์ เดินมาหาในห้องเกือบสิบโมงเช้า กับการแต่งกายเนี้ยบหล่อไม่แพ้ผู้พี่ด้วยเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีขาว ผูกเนกไทตราพระเกี้ยว เข็มขัดหนัง กางเกง รองเท้าและถุงเท้าทั้งหมดสีดำล้วนดูแล้วเรียบร้อยไม่หยอก
แต่สิ่งระคายหัวใจเลขาสาวนั่นก็คือการเรียก ‘ตะวัน’ เฉยๆ ไม่มีคำนำหน้าว่า ‘คุณ’ หรือ ‘พี่’ แต่อย่างใด ก็อีกนั่นล่ะลูกจ้างอย่างเธอเลือกได้ด้วยหรือ
“กลับมาแล้วคุณเจช่วยเอาใบเบิกไปให้คุณผู้หญิงเซ็นมาให้ตะวันด้วยนะคะ”
เมื่อหารายงานการเบิกเงินของจิรายุจากเลขาคนก่อนไม่ได้ อาทิตยาจึงยอมทำตามคำขออย่างไม่เกี่ยงงอนใดๆ แล้วให้สองแม่ลูกไปจัดการเคลียร์กันเอง ป่วยการจะไล่บี้ว่าเบิกเกินงบไปเท่าไหร่แล้ว
ไม่มีคำขอบคุณใดๆ หลุดออกมาจากปากนักศึกษาหนุ่ม นอกจากรีบวิ่งออกไปควบสปอร์ตหรูกับเสียงเบรกดังเอี๊ยดตรงประตูหน้าบ้านเท่านั้น
อดคิดถึงน้องชายวัยเดียวกันกับจิรายุไม่ได้ หนึ่งร้อยบาทขาดตัวต่อวัน น้องๆ จะได้เป็ค่าใช้จ่ายทุกอย่างแล้วแต่จะจัดสรรเอาเอง ถ้าอยากได้พิเศษหรือจำเป็ต้องใช้เงินไปทำรายงานหรือกิจกรรมอื่นๆ
ต้องทำงานในสวนกุหลาบช่วยพ่อแม่ได้ค่าจ้างวันละสามร้อยบาทเท่ากับคนงานอื่นๆ ผิดจากลูกคนรวยใช้เงินเป็กระดาษเปล่า ดวงหน้าสวยสลัดความคิดทางลบออกจากหัว
แล้วตั้งใจทำงานที่ค้างไว้หลายวันให้หมดสิ้น กว่าจะได้ถือเช็คออกไปให้คุณหญิงเพลินพิศก็ห้าโมงกว่าไปแล้ว โชคดีที่ใช้เส้นทางลัดจึงไปถึงในเวลาสี่สิบนาทีเท่านั้น
“แน่ใจนะว่าจะไม่ยกเลิกคิวสาวๆ แล้วมานั่งกินข้าวกับคนแก่อย่างป้าน่ะ”
คุณหญิงเพลินพิศลุกจากเก้าอี้ตรงสนามหญ้า เมื่อหลานชายยืนยันคำเดิม แว่นสายตาถูกถอดออกมองไปยังประตูรั้วสวยงาม ที่อัลติสสีขาวแล่นผ่านเข้ามา นนนทีจึงหันไปมองตามด้วยความสงสัย และเมื่อเห็นว่าใครลงจากรถมานั้นเขาหันกลับมายิ้มหวานให้ป้าก่อนเอ่ย
“อืมห์!!! คิดอีกทีกินอาหารไทยแปลกๆ สักมื้อก็น่าจะดีนะครับ”
“แน่ใจเหรอตาที แล้วอย่ามาบนเสียดายที่ไม่ได้ไปนั่งอี๋อ๋อกับสาวทีหลังไม่ได้นะ ป้าไม่รู้ด้วย”
“ถ้าไม่อยู่น่ะสิครับคุณหญิงป้า จะน่าเสียใจยิ่งกว่า ว่าแต่คุณตะวันมาทำไมครับ”
เ้าของดวงหน้าสวยผู้ไม่มีทางล่วงรู้บทสนทนาของสองป้าหลานรีบยกมือไหว้ทันทีที่ลงจากรถได้ และคุณหญิงก็ไม่มีเวลาทันได้ตอบหลานเลย
อาทิตยารีบเปิดกระเป๋าควานหาซองสีขาวออกมาสองซองแล้วยื่นให้ หลังจากถูกชวนให้นั่งลงกับโต๊ะไม้สักเนื้อดีในสนามที่สองป้าหลานเพิ่งจะลุกจากไปแล้ว
“คุณผู้หญิงให้เอาเช็คเงินบริจาคงานแฟชั่นโชว์มาให้คุณหญิงค่ะ”
คนรับไม่ใคร่จะยินดีมากมายนักกับจำนวนเงิน นอกจากส่งยิ้มบางๆ ให้คนถือมาเพียงเท่านั้น ก่อนจะลงมือต้อนให้จนมุมโดยไม่ให้รู้ตัว
“ขอบใจนะจ๊ะ ว่าแต่เลิกงานแล้วล่ะสิตะวัน หรือเ้านายใช้ไปทำธุระที่ไหนต่ออีก”
“ไม่แล้วค่ะ พอเอาเช็คมาให้คุณหญิงเสร็จ ตะวันก็จะตรงกลับคอนโดเลยค่ะ”
คนถูกถามยิ้มรับสั้นๆ ด้วยท่าทีนอบน้อม
“พักข้างนอกด้วยเหรอ ดีแล้วล่ะจะได้มีเวลาเป็ส่วนตัวบ้าง อยู่บ้านนั้นก็รังแต่จะถูกเรียกใช้ยี่สิบสี่ชั่วโมงเหมือนเมื่อก่อนเปล่าๆ แล้วั้แ่กลับมาคราวนี้ได้กลับบ้านแต่หัววันกับชาวบ้านเขาบ้างหรือยังล่ะ เห็นเ้านายหอบไปงานด้วยตลอดเลยนี่”
แม้อาทิตยาจะไม่เคยเอ่ยปากบอกเื่ราวในบ้านของเ้านายเลยสักนิด แต่คนผ่านร้อนผ่านหนาวมานานก็อ่านออกได้อย่างทะลุปรุโปร่ง บวกกับความดีครั้งยิ่งใหญ่ที่ชมจันทร์ทำไว้กับพ่อแม่อาทิตยาในอดีตถูกนำมาเล่าครั้งแล้วครั้งเล่า คนแล้วคนเล่า
ทำให้อ่านจนขาดว่าเพราะอะไรว่าที่ดอกเตอร์ถึงไม่ยอมไปทำงานที่อื่นสักที แม้จะลาออกไปแล้วก็ยังอุตส่าห์กลับมาเพื่อรับหน้าที่ทุกอย่างั้แ่สากกะเบือยันเรือรบ แทบจะหาเวลาส่วนตัวไม่ได้
“มีค่ะ ก็วันนี้ไงคะ”
ดวงหน้าสวยใสยิ้มพร้อมกับตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มหู ส่วนคนก็ยิ้มด้วยความปรีดา
“ตายจริง ว่าจะไหว้วานตะวันให้ช่วยทำอะไรสักหน่อย ไม่เอาดีกว่าจะได้ไม่รบกวน ฉันเองก็อยากให้ตะวันกลับบ้านไปพักผ่อนเร็วๆ เหมือนกัน”
ดวงหน้ายิ้มอยู่เมื่อครู่ของอาทิตยาหุบลงทันที ก่อนจะรีบเอ่ยด้วยน้ำเสียงสีหน้าและท่าทีเป็การเป็งานโดยไม่รู้เท่าทัน
“ไม่เป็ไรค่ะคุณหญิง ถ้ามีอะไรให้ตะวันรับใช้ก็ยินดีค่ะ จะกลับบ้านช้าอีกสักวันก็ไม่เป็ปัญหาค่ะ”
“แน่ใจนะ รับปากฉันแล้วอย่ามาบ่นเสียในทีหลังไม่ได้นะ” เ้าของบ้านยิ้มอย่างมีเลศนัย
“แน่ใจค่ะจะให้ตะวันทำอะไรก็บอกได้เลยค่ะ”
“งั้นวันนี้ก็กลับค่ำอีกสักวัน ด้วยการนั่งกินข้าวเป็เพื่อนฉันหน่อยนะจ๊ะ คุณสิงห์ไปงานเลี้ยงรุ่น ส่วนตาดลกับเมียไปงานวันเกิดเพื่อน ฉันไม่อยากนั่งเหงาคนเดียว แล้วเราล่ะตาที จะไปไหนต่อหรือเปล่า จะกินข้าวกับป้ามั้ย วันนี้ในครัวทำปูหลนผักสด ต้มขาปลาสลิด กับปลากะพงคั่วสมุนไพรหรืออะไรนี่ล่ะ”
“ถ้าคุณหญิงป้าไม่มีเพื่อนผมก็อยู่ด้วยได้ไม่มีปัญหาเหมือนกันครับ”
สองป้าหลานยิ้มน้อยๆ ให้กันอย่างมีเลศนัย
+++++
****** ขออนุญาตแจ้งอีกทีนะคะ ว่านิยายทุกเื่จะลงให้อ่านได้ราว 70% เท่านั้นค่ะ ต้องขอโทษด้วยนะคะถ้าทำให้ค้างคา แต่กันเกราเชื่อว่านักอ่านที่น่ารักทุกท่านจะเป็กำลังใจต่อให้ด้วยการตามหาหนังสือมาไว้ในอยู่แล้วค่ะ ******
ยิ้มมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมม
และหนึ่งคอมเม้นต์ของท่าน คือหนึ่งแรกผลักดันและกำลังใจของคนเขียนนะคะ แต่ก็ยินดีต้อนรับและขอบคุณนักอ่านเงาทุกท่านด้วยค่ะ
รู้งี้แล้วอย่าลืมเม้นท์ให้เค๊าหลังอ่านด้วยนะตะเอง
เข้าไปทักทาย พูดคุย หรือติชมผลงานได้
ตามเพจด้านล่างนี้เลยนะคะ
ยินดีต้อนรับทุกๆ ท่านค่ะ และยินดีรับฟังทุกความคิดเห็นค่ะ



















