“นี่คือบาทหลวงเฟินเจ๋อ ข้าลากเขาวิ่งมาตลอดทาง”
ช่วงเวลาแห่งการรอคอยที่แสนทรมาน ในที่สุดโม่จ้านกับเก๋อจือก็รอจนเจียนั่วกับบาทหลวงมาถึงเสียที บาทหลวงที่อยู่ตรงหน้าสวมชุดคลุมตัวยาวสีขาว พาดผ้าแถบความยาวถึงน่องขาบนไหล่ แถบคอเสื้อทรงกลมตั้งตรง แขนเสื้อกว้างที่ปล่อยลงของชุดคลุมตัวใหญ่สั้นกว่าผ้าพาดไหล่เพียงเล็กน้อย
บาทหลวงเผยมือสั่นเทาเล็กน้อย ภายในปากกำลังหอบหายใจเบาๆ เช่นกัน มองเข้าไปในห้องอย่างค่อนข้างเร่งรีบ
“คนเจ็บอยู่ด้านในหรือไม่? โปรดให้ข้าน้อยได้กระทำการรักษาโดยด่วน”
“ถ้าเช่นนั้นต้องฝากลาถีเท่อไว้กับท่านแล้ว”
เจียนั่วพยักหน้าไปทางบาทหลวง เตรียมจะบอกใบ้ให้เก๋อจือกับโม่เจ๋อเอ่อร์ออกไปรอด้านนอก ทว่าเมื่อเจียนั่วกวาดมองโดยรอบจึงพบว่าโม่เจ๋อเอ่อร์หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยเสียแล้ว เก๋อจือเดินตามเจียนั่วออกมาด้านนอกพลางมองหน้าประตูอย่างค่อนข้างสงสัย พบว่าโม่เจ๋อเอ่อร์กำลังเอนพิงต้นไม้หน้าประตูพลางมองท้องฟ้าด้วยสีหน้าปราศจากความรู้สึกใด
หากมีบุหรี่สักมวนก็คงจะดี...
โม่จ้านยกยิ้มขมขื่นพลางบีบนิ้วมือตนเอง ทันทีที่เห็นชุดพิธีการของสันตะสำนักอันคุ้นตาพลันหนีออกมาโดยไม่รู้ตัวเสียแล้ว ถึงแม้ธาตุแสงเหล่านั้นจะทำให้ลาถีเท่อกลับมาแข็งแรง ทว่าสำหรับตนแล้วถือเป็นยาพิษที่น่ากลัวเสียยิ่งกว่ากรดกัดทองคำเสียอีก
ในยามที่ธุรกิจล้มเหลวจนต้องกลับประเทศมือเปล่า ตนก็เคยหลบๆ ซ่อนๆ เช่นนี้ ไม่ยินดีจะพบหน้าผู้ใด ตนที่ไม่ดื่มสุราไม่แตะบุหรี่เคยลุ่มหลงในนิโคตินอยู่พักหนึ่ง เข้าใจแล้วว่าเหตุใดเหล่าคนวัยกลางคนจำนวนมากจึงยังคงนิยมของเหล่านี้แม้จะรู้ว่าบุหรี่ไม่ดีต่อร่างกาย
ครั้นถึงจุดที่ภาระบนบ่ากดทับเสียจนเข้าขั้นวิกฤต กระนั้นด้วยความคาดหวังของคนใกล้ชิด ตนกลับมิอาจล้มลง ทำได้เพียงแบกรับเอาไว้อย่างเงียบๆ มีเพียงยามจดจ่อกับบุหรี่หนึ่งมวนเท่านั้นจึงจะสามารถดึงความสนใจออกจากเรื่องตรงหน้า ยามพ่นควันบุหรี่อ้อยอิ่งออกจากจมูกด้วยท่าทางแข็งทื่อจึงจะได้สัมผัสกับความผ่อนคลายชั่วขณะหนึ่ง
เพียงแต่ตนมาอยู่ที่โลกแห่งนี้นานแล้ว คุ้นเคยกับชีวิตที่คาดไม่ถึงมาก่อนแล้วเช่นกัน หากให้ตนในยามนี้กลับไปอีกครั้ง คาดว่าคงจะไม่คุ้นชินแล้วกระมัง?
มนุษย์ เป็นสัตว์ที่ต้อยต่ำเช่นนี้...
ขณะเห็นหัวคิ้วของโม่จ้านสื่อถึงความกลัดกลุ้ม เก๋อจือบุ้ยปากพลางเดินเกาหัวออกมายืนมองท้องฟ้าข้างกายโม่จ้านอย่างว่าง่าย ในยามที่ตนอัดอั้นใจแต่มิอาจเอ่ยออกมา ลาถีเท่อก็มักจะอยู่เป็นเพื่อนตนเช่นนี้เช่นเดียวกัน
เมื่อรับรู้ถึงความเคลื่อนไหวข้างกาย โม่จ้านนิ่งงันก่อนจะลูบหัวเก๋อจือ เจียนั่วที่อยู่ด้านในเห็นภาพเช่นนี้พลันลุกขึ้นก่อนเดินออกมาอย่างค่อนข้างลังเล จากนั้นอ้อมไปอยู่ใกล้ๆ โม่จ้านราวกับมิตั้งใจ ก่อนจะหยุดยืนอยู่อีกฝั่งหนึ่งของเขา
“...”
มุมปากของโม่จ้านกระตุกพลางมองเจียนั่วอย่างหมดคำพูด เจียนั่วเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าด้วยสีหน้าเรียบเฉย ท่าทางคล้ายกำลังจะสื่อว่าการกระทำของตนเป็น ‘เรื่องบังเอิญ’
...ขอมาก็จัดให้ ในเมื่อเขาตั้งใจมาหาโดยเฉพาะ ตนจะไม่รับรองสักหน่อยได้อย่างไร?
โม่จ้านลอบอมยิ้ม ยื่นมือข้างขวาของตนออกไปราวกับสายฟ้าแลบพลางขยี้ลงบนกลุ่มผมหยักศกสีน้ำตาลเข้มของอีกฝ่ายอย่างแรงสองครั้ง ฉวยโอกาสขณะเจียนั่วกำลังนิ่งอึ้งตอบสนองมิทัน นิ้วมือคล่องแคล่วว่องไวของโม่จ้านไล้ลงตามหลังใบหูก่อนจะเขี่ยติ่งหูอีกฝ่ายแผ่วเบา
เจียนั่วนิ่งงันโดยสมบูรณ์แบบเสียแล้ว ใบหน้าขาวเกลี้ยงเกลาเปลี่ยนเป็นแดงระเรื่อโดยพลัน ตนเพียงเห็นว่าเก๋อจือออกมายืนเป็นเพื่อนอีกฝ่ายอยู่อีกด้าน สีหน้าของอีกฝ่ายพลันดูดีขึ้นมาเล็กน้อย ด้วยเหตุนี้ตนจึงวาดกระบวยตามรูปน้ำเต้า หวังว่าโม่เจ๋อเอ๋อร์จะผ่อนคลายขึ้นกว่าเดิม ทว่ากลับนึกมิถึงว่าอีกฝ่ายมิเพียงแต่ยีหัวซ้ำ กลับยังแถมการลูบติ่งหูอีกชุดหนึ่ง
ครั้นเห็นสีหน้าทั้งโกรธทั้งอายหากแต่ไม่รู้จะทำอย่างไรของเจียนั่ว โม่จ้านนึกสนุกยิ่งกว่าเดิม นิ้วชี้ไล้ผ่านข้างแก้มก่อนจะเชิดปลายคางอีกฝ่าย
หนึ่งเสียง ‘เพียะ’ ดังขึ้น เจียนั่วผู้ ‘ใบหน้าแดงปลั่ง’ ปัดมือปลาหมึกของโม่จ้านออก สะบัดหน้าหนีเดินอ้อมหลังต้นไม้ก่อนจะสาวเท้าไปยังนอกตัวอาคารเสียแล้ว
เก๋อจือได้ยินเสียงจึงหันมองโม่จ้านด้วยความสงสัย ครั้นพบว่าอีกฝ่ายกำลังกลั้นยิ้มตนถึงกับขนลุกไปทั้งตัวทันที
“…เจ้าทำอันใดเจียนั่ว เหตุใดจึงยิ้มชั่วร้ายเช่นนั้น”
“มิมีอันใด เพียงทำเช่นที่ทำกับเจ้า?” โม่จ้านผ่อนลมหายใจออกมา เงยหน้าขึ้นรับแสงตะวันอบอุ่นโดยที่มุมปากหยักยก
“อุ๊บ…” เก๋อจือถึงกับพ่นลม แสดงสีหน้าหมดคำจะเอ่ยมองผู้ที่เผยสีหน้าพอใจอย่างโม่จ้านแล้วพลันรู้สึกคล้ายกับกำลังมองดูเด็กเกเรที่กำลังลำพองใจกับการทำเรื่องมิดี
“พวกเจ้าแต่ละคนล้วนแต่มีเรื่องหนักอึ้งในใจ ทำราวกับข้าเป็นผู้เดียวที่ไม่มีสิ่งใดให้ต้องกังวล”
เก๋อจือเบนสายตากลับมา บุ้ยปากก่อนจะถอนหายใจ
“อ้อ? เจ้ามีความกังวลอันใด มิสู้ลองเอ่ยออกมาให้ข้าได้สบายใจสักหน่อย?”
น้ำเสียงยียวนของโม่จ้านดังขึ้น เก๋อจือระงับความบุ่มบ่ามที่อยากจะเข้าไปทุบอีกฝ่ายแรงๆ ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันเล่าสิ่งที่ตนกังวล
“…ทั้งๆ ที่ธาตุหลักที่ข้าเรียนคือธาตุไฟ ทว่าเมื่ออยู่ในสนามรบจริงล้วนแต่ใช้ธาตุลมที่รู้งูๆ ปลาๆ”
“ง่ายนัก ภารกิจครั้งต่อไปเจ้าเป็นผู้เลือก ใช้โอกาสฝึกธาตุไฟไปด้วย”
โม่จ้านค่อนข้างงงงวย เดาความหมายของเก๋อจือมิค่อยจะออก เก๋อจือส่ายหน้าพลางล้วงเอาคทาสั้นประจำกายออกมาเช็ด
“…เจ้าก็ได้เห็นแล้ว พลังธาตุลมของข้าพัฒนาได้ไวมาก นอกจากนั้นยังรู้สึกว่าจะได้ใช้ประโยชน์มากกว่าธาตุไฟ…”
เก๋อจือนำคทาสั้นโบกไปมาก่อนเผยรอยยิ้มแปลกประหลาด
“เมื่อไม่กี่วันก่อนข้าฝันว่ายามไปทดสอบจอมเวทระดับสูงธาตุไฟ พบว่าคุณสมบัติยังเทียบจอมเวทระดับกลางมิได้เสียด้วยซ้ำ”
“…อุ๊บ หากมิฝึกทักษะเป็นเวลานานก็อาจจะเป็นไปได้จริงๆ…”
ครั้นเห็นสายตาสื่อว่ายังจะเอ่ยต่อของเก๋อจือ โม่จ้านหัวเราะแห้งออกมาหนึ่งเสียง น้ำเสียงที่เอ่ยออกมาเบาลงเรื่อยๆ
“เพียงแต่หลังจากข้ากลับไปทดสอบจอมเวทระดับกลางธาตุลม หลังจากนั้นกลับไปเข้ารับการทดสอบจอมเวทระดับสูงธาตุลมอีกครั้ง ข้ากลับได้สวมหมวกเขียว[1]เสียแล้ว”
“แค่กๆๆ!! แค่กๆ!!”
“…เจ้าเป็นอันใดไป?”
โม่จ้านสำลักพลางไอออกมาอย่างหนักทันที เก๋อจือหันมามองด้วยสายตาประหลาด โม่จ้านบีบจมูกโบกมือบอกว่าตนมิเป็นอันใด
“ที่บ้านเก่าของข้า หมวกสีเขียวเป็นสัญลักษณ์ของสิ่งมิดี ดังนั้นท่าทีตอบสนองจึงรุนแรงไปสักหน่อย…”
“อ้อ เช่นนี้เอง…” เก๋อจือแบมือยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจ ใบหน้าฉายแววค่อนข้างหดหู่
“ข้ากำลังคิดว่า หากภายหน้าพัฒนาพลังเวทธาตุลมจะรวดเร็วกว่าหรือไม่”
“ทว่าหากข้ากลายเป็นจอมเวทระดับสูงธาตุไฟก็จะสามารถปล่อยการโจมตีระยะไกลที่รุนแรง หากพบเจอเรื่องเช่นในวันนี้อีก อาจจะไม่ทำให้ลาถีเท่อต้องปะทะกับกวางอูฐหุ้มเกราะน้ำแข็ง และมิต้องได้รับบาดเจ็บ…”
โม่จ้านนิ่งเงียบครู่หนึ่งก่อนตบบ่าเด็กหนุ่มผมแดง
“เก๋อจือ หากลาถีเท่อได้ยินเจ้าเอ่ยเช่นนี้ เขาจะคิดอย่างไร?”
“หากเป็นเขาจะต้องบอกให้ข้ามิต้องเป็นห่วง ค่อยๆ ฝึกฝนกับคนในกลุ่มไปเรื่อยๆ จึงจะรู้ว่าตนเหมาะกับทางใดบลาๆๆ..”
เก๋อจือบุ้ยปากมองไปทางโม่จ้าน โม่จ้านพยักหน้าอย่างเคร่งขรึม กระนั้นกลับยังคงส่ายหน้าออกมา
“เขาพูดถูกอย่างยิ่ง ด้วยสถานการณ์ในยามนี้ของเจ้า เลือกหนทางที่เหมาะสมกับตนเองที่สุดคือเรื่องสำคัญ เพียงแต่การที่เจ้าเลือกธาตุไฟหรือธาตุลมมิใช่เรื่องของเจ้าเพียงผู้เดียว ทว่ายังเกี่ยวโยงไปถึงทิศทางภารกิจในภายหน้าของกลุ่มทหารรับจ้างด้วย”
เก๋อจืองงงัน คิดว่าตนฟังผิดไป ทว่าสีหน้าของโม่จ้านจริงจังอย่างยิ่ง มือทั้งสองข้างวางลงบนไหล่ของเด็กหนุ่มอย่างมั่นคง
“ข้า เจียนั่วและลาถีเท่อกำหนดทิศทางแล้ว ทว่าเจ้ายังอยู่ในระหว่างคลำทาง ดังนั้นยามเลือก เจ้าจะต้องรอบคอบให้มาก อย่าให้ความ ‘จำเป็น’ เพียงชั่วคราวของพวกเราหรือความบุ่มบ่ามเพียงชั่วครู่ของเจ้ามาครอบงำ”
“ไม่ว่าเจ้าจะเลือกทางใด พวกเราจะพยายามฝึกฝนเจ้าด้วยภารกิจให้มากที่สุด ทำให้เจ้ากลายเป็นหนึ่งในเสาหลักของกลุ่มทหารรับจ้าง”
ขณะมองแววตาเคร่งขรึมทว่าเปี่ยมด้วยความให้กำลังใจของโม่จ้าน เก๋อจือออกแรงพยักหน้า รู้สึกว่าขอบตาเปียกชื้นเล็กน้อย
ครั้งก่อนยามได้สัมผัสกับสายตาได้รับความสำคัญจากผู้อื่นเช่นนี้ ยังเป็นยามที่ติดตามศาสตราจารย์ไหลมั่น…
การตัดสินใจของตนจะส่งผลต่อการรับภารกิจของกลุ่มทหารรับจ้าง ทำเอาตนมิอาจไม่รอบคอบกว่าเดิม เกรงว่านี่คงเป็นหนึ่งในแผนคุมความประพฤติผู้ที่เอ้อระเหยเช่นตนกระมัง
เก๋อจือเก็บคทาสั้นพลางอมยิ้มเดินกลับเข้าไปในห้อง
วางใจเถิด ต่อให้ข้าตัดสินใจเลือกทางใดทางหนึ่งก็มิได้หมายความว่าข้าจะละทิ้งอีกทางหนึ่ง การเป็นจอมเวทธาตุลมและธาตุไฟมิได้มีอยู่เพียงในความคิดเพ้อเจ้อของตน
เชิงอรรถ
[1] สวมหมวกเขียว 带路帽子 แปลว่าคนรักมีชู้