STARCIN อุบัติมหาสงครามสตาร์คิน (อ่านฟรีจนจบ)(มี EBOOK)

    ภาคที่ 7 Colosseum ตอนที่ 12 กลลวง

    [เริ่มการท้าชิงรอบที่หกสิบหก]

    จากใบหน้าเรียบเนียนเต็มไปด้วยความสบายใจค่อย ๆ หายไปเหลือไว้แค่คราบเลือดและหยาดเหงื่อ ความโหดร้ายของการท้าชิงยิ่งโหดหินมากขึ้นเรื่อย ๆ จนยากที่จะผ่านไปโดยง่าย

    “เมื่อไรมันจะจบวะ !” กังกัดฟันตะโกนออกมาด้วยความโกรธเกรี้ยว

    “ใจเย็นไว้อย่าวู่วาม ยิ่งใช้เสียงดัง...ก็ยิ่งเสียพลังงานไปด้วย” แม้แต่มิโกะที่เคยแข็งแกร่งเป็นอันดับต้น ๆ ของอาณาจักรก็ยังต้องยืนหอบหายใจไม่คงที่

    เราจะรอดไปได้สักกี่น้ำกันแน่ แค่พวกมอนสเตอร์ที่ใช้เวทมนตร์ได้เราก็ลำบากพอแล้วแต่ครั้งนี้ดันมาเจอตัวแบบนี้ซะได้

    ซึฮากิสูดหายใจยาวพยายามใช้เวลาอันน้อยนิดเติมเต็มอากาศโดยที่บนหัวของพวกเขามีมังกรตัวสีแดงขนาดไม่ใหญ่นักกำลังบินวนไปรอบ ๆ มองหาจังหวะที่จะจัดการผู้ท้าชิง

    “ถึงจะเป็นลูกมังกรก็เถอะ...แต่มันบินบนฟ้าได้แบบนี้จะฆ่ามันอย่างไรเล่า” เจ้าสำนักดาบเทพถือดาบในท่าเตรียมและแหงนมองมังกรไม่ละสายตาแม้ร่างกายจะเต็มไปด้วยบาดแผลรวมกับความเหนื่อยล้าสะสมจนอยากจะยอมแพ้ให้ตายไปเลยเสียด้วยซ้ำ

    “สเตล่ายังใช้จุดอ่อนได้ใช่ไหม?”

    เธอพยักหน้าตอบรับและเมื่อเห็นจุดอ่อนจึงกล่าวตอบ

    “ไม่มีจุดอ่อนด้านความรู้สึกเลยสักอย่าง ส่วนจุดอ่อนทางกายภาพของมันก็ไม่มีนอกจากจะให้มันใช้มานาจนหมดไปเอง” ระหว่างที่กำลังอธิบายมันก็ยิงลูกไฟลงมาพอดีจึงต้องคอยหลบไปด้วย

    ยุ่งยากจริง ๆ ที่จุดอ่อนด้านความรู้สึกไม่มีเพราะมันเหมือนหุ่นยนต์ที่ทำตามเงื่อนไข ถ้าเป็นมอนสเตอร์ตัวอื่นก็คงล่อให้มันเสียหลักและจัดการได้แต่นี่มันบินเหนือหัวเป็นร้อยเมตรเลย

    “ทุกคนถอยออกไปค่ะ” ฟรานกัดฟันคิดไม่ตกจนต้องเอ่ยออกมาเช่นนั้น

    “เจ้าจะทำอะไร?” แม้มิโกะจะข้องใจแต่พวกเธอก็ไม่มีทางเลือกนอกจากจะทำตาม

    ฟรานชักดาบเทพทมิฬออกมาทำให้คนรอบข้างสัมผัสความหนักอึ้งของมันได้ทันทีราวกับถูกภูเขากดทับหน้าอก

    “เจ้าไปเอาดาบแบบนั้นมาจากไหน?” เจ้าสำนักดาบเทพจ้องตาไม่กะพริบตะลึงในแสนยานุภาพที่ไม่เคยเห็นมาก่อน

    “ไม่มีเวลามาอธิบายแล้วค่ะ” ขณะที่ฟรานกำลังจะเหวี่ยงดาบใส่มังกรที่อยู่ห่างออกไปหลายร้อยเมตรซึฮากิก็เข้ามาจับแขนห้ามไว้ก่อน

    “อย่าพึ่ง...เธอก็รู้นี่ว่ามันจะเป็นยังไงถ้าใช้มัน”

    “แต่ทั้งแรงแล้วก็มานาของพวกเราไม่เหลือแล้วนะ”

    “เชื่อใจฉันสิ” ซึฮากิหันมองผู้โชคร้ายทุกคนก่อนจะกล่าวต่อ

    “ต่อจากนี้ทุกคนต้องฟังสิ่งที่ผมพูด ผมจะบอกว่าต้องหลบไปทางไหนเอง”

    ซึฮากิไม่สนใจด้วยซ้ำว่าผู้สูงส่งเหล่านั้นจะยอมเชื่อฟังเขาหรือไม่แต่สิ่งที่ทำได้ก็มีแค่นั้นเอง

    “ขวา !” ประกายไฟเล็ก ๆ เหนือหัวที่กำลังพุ่งลงทางซ้ายของซึฮากิลากยาวตั้งแต่ด้านหน้าไปถึงด้านหลัง

    “นี่เจ้าคาดเดาทิศทางได้ไกลขนาดนั้นเลยหรือ?” ขนาดมิโกะยังต้องทึ่งในความสามารถของซึฮากิ เพราะแม้แต่เธอที่มีพลังตรวจจับและประสบการณ์หลายร้อยปีก็มิอาจทำได้

    แค่เห็นประกายไฟที่เล็กราวกับเล็บมือซึฮากิก็สามารถบอกทิศทางของมันได้และทำให้พวกเขาเดินหลบสบาย ๆ โดยไม่ต้องเปลืองแรงมากนัก

    ทันใดนั้นทุกสิ่งทุกอย่างก็มืดสนิทเหลือเพียงซึฮากิยืนอยู่ตรงนั้น

    “โห่...หนึ่งในความสามารถพิเศษสินะ” เสียงใสของหญิงสาวตัวน้อยกล่าวด้วยท่าทางสนุก

    “ไม่ได้เจอกันนานเหมือนกันนะ” ซึฮากิหยุดท่าเตรียมพร้อมและยืนเอ้อระเหยสบายใจ

    “พอดีว่าเห็นนายกำลังมีความสุขกับการบ้านในฝันอยู่...ฉันก็เลยไม่อยากยุ่งเท่าไร”

    “แล้วเรียกมาคราวนี้มีเรื่องอะไรอีก? หรือแค่อยากมาเห็นสภาพน่าสมเพชแค่นั้น?”

    หญิงสาวตัวน้อยเดินวนรอบ ๆ ตัวเพื่อมองเรือนร่างไม่สู้ดีของซึฮากิ

    “ดูเหมือนนายก็อยากจะถามไม่ใช่เหรอ? แต่เอาเถอะถึงไม่ต้องพูดฉันก็รู้อยู่แล้ว” เธอเดินมาอยู่ตรงหน้าและกล่าวต่อ

    “ดันเจี้ยนนั้นมีจุดจบแน่นอน...แต่สิ่งที่พวกนายทำมันขัดกับเงื่อนไขของมัน ฉันใบ้ให้แค่นี้แหละ”

    ทันใดนั้นพวกเขาก็ไปโผล่อยู่ที่อาคารหลังใหญ่ที่มีพนักงานเดินพลุกพล่าน

    “ที่นี่มัน...” ซึฮากิจำได้ทันทีเมื่อเห็นและเขาก็เดินตรงไปตามทางเรื่อย ๆ จนไปถึงห้องที่อยู่สุดทาง

    “ดูเหมือนความสามารถพิเศษในตัวนายจะเริ่มฟื้นคืนมาแล้วสินะ ฉันก็ไม่เข้าใจว่าทำไมนายต้องลดทอนแล้วปิดกั้นมันไว้ด้วย”

    ซึฮากิไม่สนใจคำพูดของเธอและเปิดประตูเข้าไปในห้องนั้น

    “เหอะ ๆ ช่วยสนใจฉันสักหน่อยก็ดีก่อนที่ฉันจะลบภาพพวกนี้ออก” หญิงสาวตัวน้อยเดินไปขวางทางที่ซึฮากิกำลังจะเดินไป

    “รู้ไปแล้วจะได้อะไร? ยังไงเธอก็ทำได้ทุกอย่างอยู่แล้วนี่” ซึฮากิขมวดคิ้วตอบกลับดูไม่สบอารมณ์นัก

    “แหม ๆ กิจังของเรานี่ปากคอเราะรายจริง ๆ”

    หญิงสาวหลบออกจากเส้นทางและเดินไปพร้อม ๆ กัน

    “ก่อนหน้านี้ก็ใช้ความสามารถพิเศษอยู่บ้างแต่ก็ใช้แค่นิดหน่อย แต่ตอนนี้นายเริ่มหวนคืนกลับมาแล้วนี่หรือเพราะแม่หนูฟรานนั่นล่ะ?”

    “ไม่รู้สิ” ซึฮากิตอบกลับด้วยใบหน้าเรียบนิ่ง

    พวกเขาเดินต่อไปที่สุดทางเดินกลับมีประตูลับเปิดเข้าไปอีกชั้น

    “เป็นตัวทดลองที่สุดยอดเลย เขามีคุณสมบัติทั้งหมดที่เราพยายามตามหาแถมยังมีอีกหนึ่งสิ่งที่หาในตัวทดลองคนอื่นไม่ได้ด้วย” เจ้าหน้าที่กำลังจดบันทึกการทดลองที่เกิดขึ้นในห้องแล็บด้วยสีหน้าท่าทางดีใจจนเนื้อเต้น

    “สายตา การได้ยิน การดมกลิ่น การรับรส ทุกองค์ประกอบอยู่ในจุดสุดยอดเท่าที่จะหาได้แล้ว แต่ที่น่าทึ่งกว่านั้นก็คือสมองของเขาต่างหาก” เจ้าหน้าที่วิ่งกันวุ่นกับอัจฉริยะที่กำเนิดขึ้นมา ตรงหน้าของพวกเขาเป็นห้องกระจกสำหรับการทดสอบสิ่งต่าง ๆ และคนที่อยู่ในนั้นก็คือซึฮากิในวัยเยาว์

    “รายงานให้นายท่านทราบว่าพวกเราอาจจะพบสิ่งที่ท่านต้องการแล้ว”

    “ครับหัวหน้า” เจ้าหน้าที่คนนั้นวิ่งทะลุร่างของพวกเขาสองคนไปเหมือนไม่มีตัวตน

    “หน้าตาก็น่ารักอยู่หรอกแต่แววตาไม่ต่างอะไรกับหุ่นยนต์เลยนะ” หญิงสาวกล่าวหยอกล้อวิ่งไปเอาหน้าแนบกระจกเพื่อดูซึฮากิด้านใน

    “อืม” ซึฮากิเหมือนไม่ได้สนใจที่เธอพูดเท่าไรแต่ก็เดินเข้าไปเฝ้ามองเช่นเดียวกัน

    ทันใดนั้นก็มีหญิงสาวคนหนึ่งเดินเข้ามาและถ้าดูจากชุดที่ไม่เหมือนคนอื่นจึงคิดได้ว่าเป็นคนจากแผนกอื่นหรือไม่ก็เป็นคนที่อยู่ลำดับชั้นสูงกว่า

    ซึฮากิยกมือขึ้นเล็กน้อยพยายามเรียกแต่ก็รู้ตัวว่าภาพที่เห็นเป็นเพียงภาพอดีตที่เจ้าเด็กนั่นฉายให้เห็น

    “อือ ๆ อีกหนึ่งสิ่งที่ดึงความเป็นคนของนายไว้ก็คือเธอคนนี้สินะ ช่างเป็นคนที่น่าสนใจจริง ๆ” เธอกระโดดไปรอบ ๆ โบกไม้โบกมือผ่านหน้าของหญิงสาวคนนั้น

    “เอามือออกไปเดี๋ยวนี้” น้ำเสียงอันแข็งกร้าวแตกต่างจากที่ผ่านมาทำให้เด็กสาวฉีกยิ้มอย่างมีเลศนัย

    “ฉันล่ะชอบจริง ๆ เวลาเห็นนายทำหน้าแบบนั้น เอาเป็นว่าครั้งนี้พอเท่านี้ก็แล้วกัน” ภาพห้องทดลองทั้งหมดหายไปเหลือเพียงความมืดมิดอีกครั้ง

    “แล้วอย่าลืมเรื่องที่ฉันบอกไปล่ะ เราคงได้เจอกันอีกในเร็ว ๆ นี้”

    เมื่อพูดจบซึฮากิก็กลับมายืนอยู่ที่เดิมที่กำลังมีบอลเพลิงพุ่งลงมา เขาตั้งสติได้ทันควันและคาดเดาตำแหน่งของมัน

    “ออกขวา !” ทุกคนทำตามและหลบได้ไม่ยากเย็น

    จุดประสงค์หลักของดันเจี้ยนแห่งนี้คืออะไรกันแน่ โคลอสเซียม ผู้ท้าชิง สักขีพยาน การคัดเลือก

    พวกเขาใช้เวลานานกว่าจะทำให้มานาของมังกรหมดแรงจนต้องบินต่ำลงมาและนั่นก็เป็นโอกาสที่จะจัดการมัน

    ชัยชนะอันเลอค่า การท้าทายที่แท้จริง ผู้ท้าชิงที่ก้าวเข้ามาในสนามรบ

    ระหว่างที่กำลังคิดวนอยู่ในหัวไม่หยุดพวกเขาก็ช่วยกันจัดการมังกรที่กำลังอ่อนแรงและซึฮากิก็พูดขึ้นมากลางคัน

    “ลากมันไปที่ประตู ! ผมมีเรื่องที่ต้องพิสูจน์” แม้จะสงสัยแต่ทุกคนก็ยอมทำตามแต่โดยดี หลังจากลากมังกรที่ใกล้ตายไปอยู่หน้าประตูพวกเขาจึงลงมือสังหารทันที

    “เราจะเข้าไปข้างในตอนที่มันเปิด” ซึฮากิดูลาดเลาจากนั้นก็ชี้นิ้วนำทางให้พวกเขาซึ่งวิ่งสวนทางกับมังกรตัวโตที่บินออกมาพอดี

    “เข้าไปเร็ว !” ฟรานเป็นคนสุดท้ายที่ผ่านประตูเข้าไปแต่แทนที่ซึฮากิจะตามไปด้วยกลับหันหลังเตรียมสู้

    การท้าชิงจะหาผู้ชนะได้ก็คือเหลือผู้รอดชีวิตเพียงคนเดียว ถึงจะไม่รู้ว่าเสาสีขาวหลังประตูจะพาไปที่ไหนแต่ก็น่าจะเป็นไปตามเงื่อนไขของมันได้

    “กิจัง !” เพียงเสี้ยววินาทีที่ประตูกำลังจะปิดฟรานก็ดึงตัวซึฮากิกลับเข้าไปแทนก่อนจะกล่าวต่อ

    “กลาดิเอเตอร์...ต้องมีคนอยู่ที่นี่และเอาชนะมันให้ได้สินะ” ฟรานส่งยิ้มอ่อนหลังจากสลับตัวกับซึฮากิได้สำเร็จและประตูก็ได้ปิดลงโดยที่เหลือแค่ฟรานและมังกรตัวโตเต็มวัยหนึ่งตัว

    “ทีนี้พวกเราต้องไปไหนต่อ?” กังเอ่ยถามท่ามกลางความสว่างจ้าจนลืมตาไม่ได้

    “นี่ข้าคิดถูกจริง ๆ ใช่ไหมที่ตามเจ้ามา” มิโกะพยายามใช้มานาตรวจจับหาคนอื่นแทนการมองเห็น

    “ทุกคนเกาะกลุ่มกันไว้นะครับ เราไม่รู้ว่ามันจะเคลื่อนย้ายเราไปไหนแต่ถ้าอยู่ด้วยกันน่าจะเป็นการดีกว่า”

    “ถ้าอย่างนั้นนายก็ส่งเสียงไว้ตลอดล่ะ” โยฮันเห็นด้วยกับความเห็นและพยายามตามเสียงของซึฮากิไป

    พวกเขาจับมือจับแขนยึดติดกันไว้พักหนึ่งจนกระทั่งแสงสีขาวได้หายไป

    “คราวนี้เป็นที่ไหนอีก?”

    สถานที่ที่พวกเขาโดนเคลื่อนย้ายมาเป็นเหมือนคุกเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง ในบริเวณนั้นมีซากศพของคนที่พึ่งเสียชีวิตไปจนถึงโครงกระดูกเกลื่อนกลาด ลักษณะห้องขังทั้งหมดวางเป็นแปดเหลี่ยมและไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็ไม่มีทางออก

    คุกสำหรับขังนักโทษและถ้าเป็นเหมือนโคลอสเซียมที่นี่ก็อาจจะเป็นคุกสำหรับนักโทษประหารก็ได้ ซึฮากิเดินดูรอบ ๆ เห็นคนโดนแขวนคอหลายศพแต่ก็ไม่สะทกสะท้านแต่อย่างใด

    “เอาเว้ย ! อย่างน้อยข้าก็มีพลังเหมือนเดิมแล้ว” กังฉีกยิ้มกว้างดัดนิ้วเสียงดังเป็นการยืดเส้นยืดสายหลังจากโดนผนึกพลังไว้

    “มีคุกทั้งหมดแปดห้องซึ่งเท่ากับจำนวนผู้ท้าชิง หรือที่นี่จะเปรียบเสมือนหลุมศพหากพวกเราตายในการท้าชิง” เจ้าสำนักดาบเทพกล่าว

    “นั่นก็มีความเป็นไปได้” มิโกะเดินเข้าไปสำรวจแต่ละห้องโดยใช้เสริมกำลังคลุมร่างกายไว้จึงไม่กลัวอันตรายใด ๆ

    พวกเขาช่วยกันค้นหาสิ่งที่น่าจะเป็นทางออกแต่ทุกอย่างก็เหมือนโดนล็อกอยู่กับที่ไม่ให้ขยับไปไหน

    แต่ละห้องจะมีรอยเลือดบนพื้นและอาวุธข้าง ๆ ซึ่งรอยเลือดพวกนั้นจะมีแค่ภายในห้องเท่านั้นส่วนด้านนอกที่มีศพคนตายมากมายกลับไร้รอยเลือด ซึฮากิยืนวิเคราะห์เช่นเดียวกับคนอื่น

    “ในห้องพวกนี้ไม่มีศพแต่ข้างนอกมีซึ่งอาจจะบอกใบ้ว่าให้หาศพมาวางทับรอยเลือดให้พอดีก็ได้” โยฮันกล่าวจบก็เดินตรงไปหาศพคนหนึ่งที่นอนอยู่ใกล้ ๆ

    “ท่านมิโกะจะทำตามเขาจริง ๆ หรือขอรับ?” เจ้าสำนักดาบเทพยังคงทิ้งระยะห่างหวาดระแวง

    “ยังไงพวกเราก็ไม่มีวิธีอื่นแล้ว เหตุผลเดียวที่ตอนนี้เจ้านั่นไม่แว้งกัดก็เพราะความเสี่ยงของการเอาตัวรอดจากดันเจี้ยน ยิ่งมีคนเก่ง ๆ เยอะเท่าไรก็ยิ่งช่วยกันได้มากขึ้นเท่านั้น”

    “ถ้าท่านคิดเช่นนั้นข้าก็จะทำตาม”

    พวกเขาช่วยกันค้นตัวศพว่ามีใครที่มีแผลและรอยเลือดตรงกับภายในห้องขังและขนย้ายไปวางทับเรื่อย ๆ จนกว่าจะครบ ส่วนพวกคานะก็สามารถควบคุมสถานการณ์ได้อยู่มัดแม้จะหาจ่าฝูงตัวสุดท้ายไม่เจอก็ตาม

    “เฮ้ ! กลับมาแล้วก็ช่วยบอกกันหน่อยสิ” เซนตะโกนลั่นไปที่กำแพงเมืองที่คานะยืนอยู่โดยที่เบื้องหน้าของเขาเต็มไปด้วยซากสัตว์อสูรและสนามรบที่เละเทะไปหมด

    คานะยกมือโบกเรียกเซนจึงวิ่งตรงมาอย่างไวเพื่อฟังคำสั่ง

    “ตรงนี้ให้พวกทหารจัดการไป ส่วนเราต้องกลับไปดูพวกเด็ก ๆ แล้ว”

    “เยสเซอร์ ! ไปกันเถอะ”

    พวกเขาเดาได้ทันทีว่าเด็ก ๆ จะไปอยู่ที่ไหนจึงมุ่งตรงไปที่ค่ายป้องกันทิศตะวันออกซึ่งใช้เวลาแค่สิบนาทีเท่านั้น

    “พวกคนจากสำนักกับทหารช่วยกันกำจัดสัตว์อสูรแถวนี้ไปแล้ว ตอนแรกฉันก็ว่าจะแวะดูก่อนแต่เผอิญไปเห็นร่างคิงคองของมังกี้ก็เลยคิดว่าไม่เป็นอะไรหรอก”

    “คิงคองเหรอ ! อยากเห็นอีกชะมัดเลย”

    “นี่นายจะอยากเห็นไปทำไมเนี่ย?”

    “เอ้า ! เธอจำตอนที่เราหนีออกมาจากค่ายได้ไหม ก่อนไปเจอพวกคิโนริก็เจอคิงคองเนี่ยแหละถึงตอนแรกจะกลัวแทบฉี่ราดก็เถอะ”

    พวกเขาเดินผ่านการตรวจตราของกลุ่มยามได้อย่างง่ายดายจนไปถึงเต็นท์พักชั่วคราว

    “พี่เซน !” รอนกล่าวทักก่อนใครและชกกำปั้นผสานกันและกัน

    “พี่รู้ว่าพวกนายต้องรอด แล้วมีเรื่องอยากเล่าให้ฟังบ้างไหม?” รอยยิ้มอันสดใสของเซนทำให้บรรยากาศค่อย ๆ ดีขึ้น

    “ผมชกเข้าไปแล้วก็ตู้ม ! พอหันไปเห็นคูเปอร์ทำระเบิดก็เลยอยากทำบ้างแต่ก็คุมมานาได้ไม่ดีพอ ผมก็เลยกลับมาตู้มในแบบของตัวเอง” รอนเล่ามุมมองการต่อสู้อันดุเดือดของตัวเองให้เซนฟังแต่คนอื่น ๆ กลับไม่ค่อยอยากเล่าเสียเท่าไร

    “ของหนูก็แค่คอยเสริมโล่มานา” เซนคะยั้นคะยอถามรูบี้แต่ก็ได้คำตอบสั้น ๆ กลับมา

    “แหม ๆ เพราะเธอช่วยพวกเขาถึงรอดมาได้สินะ เก่งเหมือนกันนี่รูบี้” เซนยกนิ้วโป้งพร้อมกับฉีกยิ้มกว้างให้กำลังใจ ขณะเดียวกันมังกี้ก็ปีนขึ้นคอเหมือนอย่างเคยโดยที่คานะไม่ได้ห้ามหรือพูดอะไร

    “ข้าชอบมุมมองแบบนี้จริง ๆ ถ้าให้แปลงเป็นคิงคองก็ดันตัวใหญ่เกินไปอีก...เจี๊ยก”

    “ก่อนอื่นพวกเธอเห็นสัตว์อสูรประเภทวานรบ้างไหม?” คานะถาม

    “ไม่เห็นนะคะ” คิโนริตอบ

    “ไม่เห็นนะ...เจี๊ยก”

    แสดงว่าไม่ได้มาทางนี้ แล้วมันหายไปไหนกันแน่หรือจะหนีไปแล้วจริง ๆ

    “ช่างมันก็ได้ยังไงมันก็ไม่ได้เก่งกาจจนต้องกังวลนี่” เซนวางมือลงบนแขนคานะเพื่อให้เธอผ่อนคลาย

    “อืม...มันคงจะหนีไปแล้วนั่นแหละ”

    แม้เมืองจะเสียหายหนักแต่ก็เทียบไม่ได้กับพลเรือนที่ต้องตายไปจำนวนมากและที่เต็นท์ถัดไปก็มีเจ้าเมืองและหัวหน้าทหารกำลังประชุมพูดถึงเรื่องเหล่านี้อยู่

    “มีพลเรือนเสียชีวิตมากกว่าหนึ่งหมื่นคนและมีพวกคนของสำนักปะปนอยู่ภายในนั้นด้วย”

    “บัดซบเอ๊ย ! ทำไมตัวเลขมันถึงเยอะขนาดนั้น” เจ้าเมืองทุบโต๊ะด้วยความโมโหแถมยังถลึงตามองทหารชั้นผู้น้อยทั้งหลายราวกับเป็นการโทษว่าเป็นความผิดของพวกเขา

    “ใจเย็นก่อนนะขอรับ เนื่องจากเป็นเหตุสุดวิสัยที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนทำให้ทางเราเตรียมการรับมือไม่ทัน และมันอาจจะเชื่อมโยงกับเรื่องดันเจี้ยนด้วยนะขอรับ” หัวหน้าทหารกล่าวด้วยความใจเย็นไม่สั่นกลัวเหมือนทหารคนอื่น ๆ

    “จริงด้วย สมกับเป็นเจ้าจริง ๆ ที่คิดอะไรแบบนี้ได้”

    “ขอบคุณที่ชมขอรับ”

    แต่เดิมภาพลักษณ์ที่ชาวเมืองมองเจ้าเมืองก็ไม่ค่อยดีอยู่แล้วแถมยังมาเกิดเรื่องพรรค์นี้อีกจึงยิ่งเป็นการสุมไฟหนักเข้าไปอีก

    “ทำไมท่านถึงเอาแต่หลบซ่อนขณะที่ทุกคนกำลังจะเป็นจะตายเล่า !” เสียงประท้วงดังลั่นจากหนึ่งในผู้รอดชีวิต

    “ท่านมีทหารเก่งกาจอยู่กับตัวแต่กลับปล่อยให้ผู้คนตายแบบนี้จะรับผิดชอบอย่างไร”

    จากภาพที่ต้องการคือการเข้ามาช่วยเหลือตอนกำลังลำบากเพื่อให้ทุกคนรู้สึกเป็นหนี้บุญคุณแต่ตอนนี้กลับเป็นความโกรธเกรี้ยวถาโถมเข้าใส่แทน

    “ทุกคนใจเย็น ๆ ไว้ ข้าชิคารุเจ้าเมืองโคโลจะคอยช่วยเหลือทุกอย่างเอง”

    “เหรอ ! ใครเขาก็รู้กันหมดนั่นแหละว่าแกมันเป็นคนยังไง...” พูดไม่ทันขาดคำพื้นดินก็มีแรงสั่นสะเทือนเหมือนแผ่นดินไหว

    หลังจากนั้นก็มีเสียงระฆังดังอีกครั้งพร้อมกับทหารยามตะโกนลั่นว่าให้อพยพด่วนที่สุด

    “อะไรอีกวะเนี่ย?” เจ้าเมืองเดินดุ่ม ๆ ขึ้นไปที่ป้อมปราการเพื่อมองหาที่มาของมันและก็ได้พบสัตว์อสูรขนาดยักษ์กำลังวิ่งตรงมา ร่างกายอันมหึมาของมันสร้างแรงสั่นสะเทือนทุกครั้งที่ก้าวขาวิ่งแถมยังมีสัตว์อสูรอีกหนึ่งตัวอยู่บนคอของมัน

    “ทุกคนตามทหารไป !” ทั้งทหารและคนจากสำนักช่วยกันอพยพคนให้ไวที่สุดแต่ก็เหมือนจะช้าเกินไปหากเทียบกับความเร็วของสัตว์อสูรตัวนั้น

    “ทำหน้าที่ของตัวเองต่อไป” หัวหน้าทหารวิ่งเข้าสู่สนามรบเพื่อต้านสัตว์อสูรตัวนั้นไว้ เขาถอดหมวกที่ปกปิดเขาสั้น ๆ ออก จากนั้นก็ร่ายเวทมนตร์เพลิงเป็นกระสุนยิงใส่ขาของสัตว์อสูร

    “เหอะ ๆ ถึงเวลาที่ฉันต้องโชว์ความเท่ให้เห็นซะแล้ว” เซนพุ่งออกไปก่อนใครตามไปสมทบกับหัวหน้าทหารคนนั้น

    คานะถอนหายใจเตรียมตัวออกไปช่วยอีกแรง “พวกเธอระวังตัวกันไว้ล่ะ...” ก่อนที่คานะจะออกไปคิโนริก็เอ่ยทักเสียก่อน

    “พวกเราขอไปดูได้ไหมคะ?”

    คานะตกใจกับคำถามของเธอจนเหม่อคิดอยู่พักหนึ่ง “ก็เอาสิ ถ้าพวกพี่เอาไม่อยู่จะส่งสัญญาณบอกอีกที”

    “ค่ะ !” คิโนริและเพื่อน ๆ วิ่งหน้าตั้งตามหลังคานะและไปหยุดอยู่ที่กำแพงเมืองเพื่อเว้นระยะปลอดภัย

    “พวกเจ้าคือคนจากสำนักศาสตร์นักสู้ที่เขาลือกันสินะ” หัวหน้าทหารไม่ได้ตกใจกับความบ้าบิ่นของหนุ่มสาวแปลกหน้าทั้งสองเลยแม้แต่น้อย

    “อา...ดูเหมือนกระสุนเพลิงของลุงจะใช้ไม่ได้ผลนะครับ” เซนโต้ตอบอย่างเป็นมิตรพลางมองสัตว์อสูรยักษ์ตรงหน้า

    “ฉันจะหยุดมันไว้ให้ ดังนั้นรีบหาทางจัดการมันซะ” คานะสูดหายใจตั้งสมาธิเพื่อรวบรวมมานาจำนวนมากจนทหารยามที่กำแพงเมืองยังตกใจ

    “เชื่อใจฉันได้เลย” เซนรูดแขนเสื้อขึ้นเพื่อจับดาบยักษ์อย่างมั่นคงไม่เหมือนตอนที่สู้กับสัตว์อสูรตัวน้อย ๆ ก่อนหน้านี้ ขณะที่คานะและหัวหน้าทหารกำลังเตรียมตัวเขาก็กระโดดขึ้นไปบนฟ้าด้วยแรงระเบิด

    “ข้าจะจัดการเจ้าตัวที่อยู่บนคอของมันเอง ที่เหลือก็ฝากด้วยแล้วกัน” มือทั้งสองผสานกันพร้อม ๆ กับมานาที่ก่อรวมเป็นหนึ่งเดียว จากนั้นมันก็หมุนวนเรื่อย ๆ ราวกับเกลียวสว่านแล้วก็ใช้นิ้วชี้เป็นตัวควบคุมทิศทาง

    “เอาแล้วนะ” คานะยิงศรเวทมนตร์ออกไปก่อนหนึ่งดอกปรากฏร่างของมังกรวารีกัดขย้ำสัตว์อสูรยักษ์ จากนั้นเธอก็ยิงศรเวทมนตร์ดอกที่สองตามไปซึ่งเป็นกลุ่มก้อนกระแสไฟฟ้าแรงสูง

    วินาทีที่มันโดนไฟฟ้าช็อตจนหยุดนิ่งก็เป็นโอกาสให้หัวหน้าทหารยิงกระสุนเพลิงหมุนเกลียวทะลวงคอของมันไปพร้อม ๆ กับสัตว์อสูรวานรตัวนั้นด้วย

    “จงรับไปซะ ความพิโรธจากทรวงสวรรค์ !” เซนพุ่งลงมาจากความสูงหนึ่งร้อยเมตร

    ดาบสีชาดพุ่งลงมาพร้อม ๆ กับร่างของเซนราวกับเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เพียงแค่พริบตาเดียวสัตว์อสูรยักษ์ก็โดนผ่าเป็นสองซีกและถูกความร้อนเผาซากศพจนเหลือเป็นตอตะโก

    “เสียมานาไปเยอะเหมือนกันนะเนี่ย แต่ก็ดีกว่ามันฝ่าแนวป้องกันเข้าไปได้” เซนเดินสำรวจบนพื้นร้อน ๆ อย่างกับเดินที่สวนสาธารณะแต่เมื่อไม่พบอะไรแปลก ๆ อีกจึงกลับไปรวมกลุ่มกับคานะ

    “ท่าสวยใช่ไหมล่ะ? ตอนลงฉันลงแบบซุปเปอร์ฮีโร่แลนดิ้งด้วย”

    “เหอะ ๆ เอาให้มองเห็นก่อนเถอะ นอกจากเปลวเพลิงก็ยังมีไอน้ำระเหยอีก” พวกเขาทั้งสามเดินกลับเข้าไปในเมืองโดยมีสายตาของทหารและคนจากสำนักเฝ้ามองยิ่งกว่าดาราดัง

    “ยิ้มเข้าไว้สิคานะ” เซนโบกไม้โบกมือบางครั้งก็ส่งจุ๊บให้ผู้คนที่มองมา

    “ไม่เอาด้วยหรอก...มันน่าอายจะตายไป” พอเซนได้ยินคานะกล่าวเช่นนั้นจึงเข้ามาอุ้มตัวเธอจากด้านหลังและหมุนไปรอบ ๆ อย่างกับพ่อเล่นกับลูก

    “เอาฉันลงเลยนะเซน”

    เซนหัวเราะเยาะชอบใจที่ได้เห็นใบหน้าเขินอายของคานะ “สูงอีก ๆ”

    พูดไม่ทันขาดคำคานะก็เขกหัวเซนแรงจนหน้าทิ่มพื้น

    “บอกแล้วให้เอาลง”

    “อืม แต่...พอเห็นหน้าเธอตอนยิ้มมันน่ารักมากเลยนะ” แม้จะหน้าทิ่มพื้นแต่คำพูดของเซนก็ทำให้คานะเขินจนหน้าแดงจึงเดินหนีไปหาพวกคิโนริทันที

    “สุดยอดเลยค่ะพี่คานะพี่เซน” คิโนริมองตาเป็นประกายกับภาพการใช้เวทมนตร์ของทั้งสองที่ทั้งอลังการและทรงพลัง

    “อีกหน่อยพวกเธอก็จะทำได้แบบพี่เหมือนกัน” คานะส่งยิ้มให้กำลังใจโดยมีเซนเดินตามหลังมาอีกที

    “อาจจะเหนือกว่าก็ได้ใครจะรู้” เซนส่งยิ้มอย่างมีเลศนัยและยักคิ้วเป็นเสมือนการส่งแรงใจในแบบของเขา

    ดูเหมือนนอกดันเจี้ยนจะจัดการได้ไม่มีปัญหาช่างแตกต่างกับพวกซึฮากิเสียเหลือเกิน ความยากความทรหดที่มีแววตาของผู้คนทุกอาณาจักรกำลังจับจ้องอยู่เป็นได้ทั้งสักขีพยานและแรงกดดัน พอนาน ๆ เข้าพวกเขาเหล่านั้นก็เริ่มปรับตัวและสนุกไปกับการท้าชิงของพวกซึฮากิ

    "ให้ตายสิไม่น่าทำตัวอวดดีเลย"

    จนแล้วจนเล่าก็เหลือเพียงฟรานคนเดียวที่ยังอยู่ในลานท้าชิงเพื่อต่อสู้กับมังกรโตเต็มวัย

    คล้ายกับเรื่องSTARCIN อุบัติมหาสงครามสตาร์คิน (อ่านฟรีจนจบ)(มี EBOOK) ที่คุณอ่าน