[เริ่มการท้าชิงรอบที่หกสิบหก]
จากใบหน้าเรียบเนียนเต็มไปด้วยความสบายใจค่อย ๆ หายไปเหลือไว้แค่คราบเลือดและหยาดเหงื่อ ความโหดร้ายของการท้าชิงยิ่งโหดหินมากขึ้นเรื่อย ๆ จนยากที่จะผ่านไปโดยง่าย
“เมื่อไรมันจะจบวะ !” กังกัดฟันตะโกนออกมาด้วยความโกรธเกรี้ยว
“ใจเย็นไว้อย่าวู่วาม ยิ่งใช้เสียงดัง...ก็ยิ่งเสียพลังงานไปด้วย” แม้แต่มิโกะที่เคยแข็งแกร่งเป็นอันดับต้น ๆ ของอาณาจักรก็ยังต้องยืนหอบหายใจไม่คงที่
เราจะรอดไปได้สักกี่น้ำกันแน่ แค่พวกมอนสเตอร์ที่ใช้เวทมนตร์ได้เราก็ลำบากพอแล้วแต่ครั้งนี้ดันมาเจอตัวแบบนี้ซะได้
ซึฮากิสูดหายใจยาวพยายามใช้เวลาอันน้อยนิดเติมเต็มอากาศโดยที่บนหัวของพวกเขามีมังกรตัวสีแดงขนาดไม่ใหญ่นักกำลังบินวนไปรอบ ๆ มองหาจังหวะที่จะจัดการผู้ท้าชิง
“ถึงจะเป็นลูกมังกรก็เถอะ...แต่มันบินบนฟ้าได้แบบนี้จะฆ่ามันอย่างไรเล่า” เจ้าสำนักดาบเทพถือดาบในท่าเตรียมและแหงนมองมังกรไม่ละสายตาแม้ร่างกายจะเต็มไปด้วยบาดแผลรวมกับความเหนื่อยล้าสะสมจนอยากจะยอมแพ้ให้ตายไปเลยเสียด้วยซ้ำ
“สเตล่ายังใช้จุดอ่อนได้ใช่ไหม?”
เธอพยักหน้าตอบรับและเมื่อเห็นจุดอ่อนจึงกล่าวตอบ
“ไม่มีจุดอ่อนด้านความรู้สึกเลยสักอย่าง ส่วนจุดอ่อนทางกายภาพของมันก็ไม่มีนอกจากจะให้มันใช้มานาจนหมดไปเอง” ระหว่างที่กำลังอธิบายมันก็ยิงลูกไฟลงมาพอดีจึงต้องคอยหลบไปด้วย
ยุ่งยากจริง ๆ ที่จุดอ่อนด้านความรู้สึกไม่มีเพราะมันเหมือนหุ่นยนต์ที่ทำตามเงื่อนไข ถ้าเป็นมอนสเตอร์ตัวอื่นก็คงล่อให้มันเสียหลักและจัดการได้แต่นี่มันบินเหนือหัวเป็นร้อยเมตรเลย
“ทุกคนถอยออกไปค่ะ” ฟรานกัดฟันคิดไม่ตกจนต้องเอ่ยออกมาเช่นนั้น
“เจ้าจะทำอะไร?” แม้มิโกะจะข้องใจแต่พวกเธอก็ไม่มีทางเลือกนอกจากจะทำตาม
ฟรานชักดาบเทพทมิฬออกมาทำให้คนรอบข้างสัมผัสความหนักอึ้งของมันได้ทันทีราวกับถูกภูเขากดทับหน้าอก
“เจ้าไปเอาดาบแบบนั้นมาจากไหน?” เจ้าสำนักดาบเทพจ้องตาไม่กะพริบตะลึงในแสนยานุภาพที่ไม่เคยเห็นมาก่อน
“ไม่มีเวลามาอธิบายแล้วค่ะ” ขณะที่ฟรานกำลังจะเหวี่ยงดาบใส่มังกรที่อยู่ห่างออกไปหลายร้อยเมตรซึฮากิก็เข้ามาจับแขนห้ามไว้ก่อน
“อย่าพึ่ง...เธอก็รู้นี่ว่ามันจะเป็นยังไงถ้าใช้มัน”
“แต่ทั้งแรงแล้วก็มานาของพวกเราไม่เหลือแล้วนะ”
“เชื่อใจฉันสิ” ซึฮากิหันมองผู้โชคร้ายทุกคนก่อนจะกล่าวต่อ
“ต่อจากนี้ทุกคนต้องฟังสิ่งที่ผมพูด ผมจะบอกว่าต้องหลบไปทางไหนเอง”
ซึฮากิไม่สนใจด้วยซ้ำว่าผู้สูงส่งเหล่านั้นจะยอมเชื่อฟังเขาหรือไม่แต่สิ่งที่ทำได้ก็มีแค่นั้นเอง
“ขวา !” ประกายไฟเล็ก ๆ เหนือหัวที่กำลังพุ่งลงทางซ้ายของซึฮากิลากยาวตั้งแต่ด้านหน้าไปถึงด้านหลัง
“นี่เจ้าคาดเดาทิศทางได้ไกลขนาดนั้นเลยหรือ?” ขนาดมิโกะยังต้องทึ่งในความสามารถของซึฮากิ เพราะแม้แต่เธอที่มีพลังตรวจจับและประสบการณ์หลายร้อยปีก็มิอาจทำได้
แค่เห็นประกายไฟที่เล็กราวกับเล็บมือซึฮากิก็สามารถบอกทิศทางของมันได้และทำให้พวกเขาเดินหลบสบาย ๆ โดยไม่ต้องเปลืองแรงมากนัก
ทันใดนั้นทุกสิ่งทุกอย่างก็มืดสนิทเหลือเพียงซึฮากิยืนอยู่ตรงนั้น
“โห่...หนึ่งในความสามารถพิเศษสินะ” เสียงใสของหญิงสาวตัวน้อยกล่าวด้วยท่าทางสนุก
“ไม่ได้เจอกันนานเหมือนกันนะ” ซึฮากิหยุดท่าเตรียมพร้อมและยืนเอ้อระเหยสบายใจ
“พอดีว่าเห็นนายกำลังมีความสุขกับการบ้านในฝันอยู่...ฉันก็เลยไม่อยากยุ่งเท่าไร”
“แล้วเรียกมาคราวนี้มีเรื่องอะไรอีก? หรือแค่อยากมาเห็นสภาพน่าสมเพชแค่นั้น?”
หญิงสาวตัวน้อยเดินวนรอบ ๆ ตัวเพื่อมองเรือนร่างไม่สู้ดีของซึฮากิ
“ดูเหมือนนายก็อยากจะถามไม่ใช่เหรอ? แต่เอาเถอะถึงไม่ต้องพูดฉันก็รู้อยู่แล้ว” เธอเดินมาอยู่ตรงหน้าและกล่าวต่อ
“ดันเจี้ยนนั้นมีจุดจบแน่นอน...แต่สิ่งที่พวกนายทำมันขัดกับเงื่อนไขของมัน ฉันใบ้ให้แค่นี้แหละ”
ทันใดนั้นพวกเขาก็ไปโผล่อยู่ที่อาคารหลังใหญ่ที่มีพนักงานเดินพลุกพล่าน
“ที่นี่มัน...” ซึฮากิจำได้ทันทีเมื่อเห็นและเขาก็เดินตรงไปตามทางเรื่อย ๆ จนไปถึงห้องที่อยู่สุดทาง
“ดูเหมือนความสามารถพิเศษในตัวนายจะเริ่มฟื้นคืนมาแล้วสินะ ฉันก็ไม่เข้าใจว่าทำไมนายต้องลดทอนแล้วปิดกั้นมันไว้ด้วย”
ซึฮากิไม่สนใจคำพูดของเธอและเปิดประตูเข้าไปในห้องนั้น
“เหอะ ๆ ช่วยสนใจฉันสักหน่อยก็ดีก่อนที่ฉันจะลบภาพพวกนี้ออก” หญิงสาวตัวน้อยเดินไปขวางทางที่ซึฮากิกำลังจะเดินไป
“รู้ไปแล้วจะได้อะไร? ยังไงเธอก็ทำได้ทุกอย่างอยู่แล้วนี่” ซึฮากิขมวดคิ้วตอบกลับดูไม่สบอารมณ์นัก
“แหม ๆ กิจังของเรานี่ปากคอเราะรายจริง ๆ”
หญิงสาวหลบออกจากเส้นทางและเดินไปพร้อม ๆ กัน
“ก่อนหน้านี้ก็ใช้ความสามารถพิเศษอยู่บ้างแต่ก็ใช้แค่นิดหน่อย แต่ตอนนี้นายเริ่มหวนคืนกลับมาแล้วนี่หรือเพราะแม่หนูฟรานนั่นล่ะ?”
“ไม่รู้สิ” ซึฮากิตอบกลับด้วยใบหน้าเรียบนิ่ง
พวกเขาเดินต่อไปที่สุดทางเดินกลับมีประตูลับเปิดเข้าไปอีกชั้น
“เป็นตัวทดลองที่สุดยอดเลย เขามีคุณสมบัติทั้งหมดที่เราพยายามตามหาแถมยังมีอีกหนึ่งสิ่งที่หาในตัวทดลองคนอื่นไม่ได้ด้วย” เจ้าหน้าที่กำลังจดบันทึกการทดลองที่เกิดขึ้นในห้องแล็บด้วยสีหน้าท่าทางดีใจจนเนื้อเต้น
“สายตา การได้ยิน การดมกลิ่น การรับรส ทุกองค์ประกอบอยู่ในจุดสุดยอดเท่าที่จะหาได้แล้ว แต่ที่น่าทึ่งกว่านั้นก็คือสมองของเขาต่างหาก” เจ้าหน้าที่วิ่งกันวุ่นกับอัจฉริยะที่กำเนิดขึ้นมา ตรงหน้าของพวกเขาเป็นห้องกระจกสำหรับการทดสอบสิ่งต่าง ๆ และคนที่อยู่ในนั้นก็คือซึฮากิในวัยเยาว์
“รายงานให้นายท่านทราบว่าพวกเราอาจจะพบสิ่งที่ท่านต้องการแล้ว”
“ครับหัวหน้า” เจ้าหน้าที่คนนั้นวิ่งทะลุร่างของพวกเขาสองคนไปเหมือนไม่มีตัวตน
“หน้าตาก็น่ารักอยู่หรอกแต่แววตาไม่ต่างอะไรกับหุ่นยนต์เลยนะ” หญิงสาวกล่าวหยอกล้อวิ่งไปเอาหน้าแนบกระจกเพื่อดูซึฮากิด้านใน
“อืม” ซึฮากิเหมือนไม่ได้สนใจที่เธอพูดเท่าไรแต่ก็เดินเข้าไปเฝ้ามองเช่นเดียวกัน
ทันใดนั้นก็มีหญิงสาวคนหนึ่งเดินเข้ามาและถ้าดูจากชุดที่ไม่เหมือนคนอื่นจึงคิดได้ว่าเป็นคนจากแผนกอื่นหรือไม่ก็เป็นคนที่อยู่ลำดับชั้นสูงกว่า
ซึฮากิยกมือขึ้นเล็กน้อยพยายามเรียกแต่ก็รู้ตัวว่าภาพที่เห็นเป็นเพียงภาพอดีตที่เจ้าเด็กนั่นฉายให้เห็น
“อือ ๆ อีกหนึ่งสิ่งที่ดึงความเป็นคนของนายไว้ก็คือเธอคนนี้สินะ ช่างเป็นคนที่น่าสนใจจริง ๆ” เธอกระโดดไปรอบ ๆ โบกไม้โบกมือผ่านหน้าของหญิงสาวคนนั้น
“เอามือออกไปเดี๋ยวนี้” น้ำเสียงอันแข็งกร้าวแตกต่างจากที่ผ่านมาทำให้เด็กสาวฉีกยิ้มอย่างมีเลศนัย
“ฉันล่ะชอบจริง ๆ เวลาเห็นนายทำหน้าแบบนั้น เอาเป็นว่าครั้งนี้พอเท่านี้ก็แล้วกัน” ภาพห้องทดลองทั้งหมดหายไปเหลือเพียงความมืดมิดอีกครั้ง
“แล้วอย่าลืมเรื่องที่ฉันบอกไปล่ะ เราคงได้เจอกันอีกในเร็ว ๆ นี้”
เมื่อพูดจบซึฮากิก็กลับมายืนอยู่ที่เดิมที่กำลังมีบอลเพลิงพุ่งลงมา เขาตั้งสติได้ทันควันและคาดเดาตำแหน่งของมัน
“ออกขวา !” ทุกคนทำตามและหลบได้ไม่ยากเย็น
จุดประสงค์หลักของดันเจี้ยนแห่งนี้คืออะไรกันแน่ โคลอสเซียม ผู้ท้าชิง สักขีพยาน การคัดเลือก
พวกเขาใช้เวลานานกว่าจะทำให้มานาของมังกรหมดแรงจนต้องบินต่ำลงมาและนั่นก็เป็นโอกาสที่จะจัดการมัน
ชัยชนะอันเลอค่า การท้าทายที่แท้จริง ผู้ท้าชิงที่ก้าวเข้ามาในสนามรบ
ระหว่างที่กำลังคิดวนอยู่ในหัวไม่หยุดพวกเขาก็ช่วยกันจัดการมังกรที่กำลังอ่อนแรงและซึฮากิก็พูดขึ้นมากลางคัน
“ลากมันไปที่ประตู ! ผมมีเรื่องที่ต้องพิสูจน์” แม้จะสงสัยแต่ทุกคนก็ยอมทำตามแต่โดยดี หลังจากลากมังกรที่ใกล้ตายไปอยู่หน้าประตูพวกเขาจึงลงมือสังหารทันที
“เราจะเข้าไปข้างในตอนที่มันเปิด” ซึฮากิดูลาดเลาจากนั้นก็ชี้นิ้วนำทางให้พวกเขาซึ่งวิ่งสวนทางกับมังกรตัวโตที่บินออกมาพอดี
“เข้าไปเร็ว !” ฟรานเป็นคนสุดท้ายที่ผ่านประตูเข้าไปแต่แทนที่ซึฮากิจะตามไปด้วยกลับหันหลังเตรียมสู้
การท้าชิงจะหาผู้ชนะได้ก็คือเหลือผู้รอดชีวิตเพียงคนเดียว ถึงจะไม่รู้ว่าเสาสีขาวหลังประตูจะพาไปที่ไหนแต่ก็น่าจะเป็นไปตามเงื่อนไขของมันได้
“กิจัง !” เพียงเสี้ยววินาทีที่ประตูกำลังจะปิดฟรานก็ดึงตัวซึฮากิกลับเข้าไปแทนก่อนจะกล่าวต่อ
“กลาดิเอเตอร์...ต้องมีคนอยู่ที่นี่และเอาชนะมันให้ได้สินะ” ฟรานส่งยิ้มอ่อนหลังจากสลับตัวกับซึฮากิได้สำเร็จและประตูก็ได้ปิดลงโดยที่เหลือแค่ฟรานและมังกรตัวโตเต็มวัยหนึ่งตัว
“ทีนี้พวกเราต้องไปไหนต่อ?” กังเอ่ยถามท่ามกลางความสว่างจ้าจนลืมตาไม่ได้
“นี่ข้าคิดถูกจริง ๆ ใช่ไหมที่ตามเจ้ามา” มิโกะพยายามใช้มานาตรวจจับหาคนอื่นแทนการมองเห็น
“ทุกคนเกาะกลุ่มกันไว้นะครับ เราไม่รู้ว่ามันจะเคลื่อนย้ายเราไปไหนแต่ถ้าอยู่ด้วยกันน่าจะเป็นการดีกว่า”
“ถ้าอย่างนั้นนายก็ส่งเสียงไว้ตลอดล่ะ” โยฮันเห็นด้วยกับความเห็นและพยายามตามเสียงของซึฮากิไป
พวกเขาจับมือจับแขนยึดติดกันไว้พักหนึ่งจนกระทั่งแสงสีขาวได้หายไป
“คราวนี้เป็นที่ไหนอีก?”
สถานที่ที่พวกเขาโดนเคลื่อนย้ายมาเป็นเหมือนคุกเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง ในบริเวณนั้นมีซากศพของคนที่พึ่งเสียชีวิตไปจนถึงโครงกระดูกเกลื่อนกลาด ลักษณะห้องขังทั้งหมดวางเป็นแปดเหลี่ยมและไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็ไม่มีทางออก
คุกสำหรับขังนักโทษและถ้าเป็นเหมือนโคลอสเซียมที่นี่ก็อาจจะเป็นคุกสำหรับนักโทษประหารก็ได้ ซึฮากิเดินดูรอบ ๆ เห็นคนโดนแขวนคอหลายศพแต่ก็ไม่สะทกสะท้านแต่อย่างใด
“เอาเว้ย ! อย่างน้อยข้าก็มีพลังเหมือนเดิมแล้ว” กังฉีกยิ้มกว้างดัดนิ้วเสียงดังเป็นการยืดเส้นยืดสายหลังจากโดนผนึกพลังไว้
“มีคุกทั้งหมดแปดห้องซึ่งเท่ากับจำนวนผู้ท้าชิง หรือที่นี่จะเปรียบเสมือนหลุมศพหากพวกเราตายในการท้าชิง” เจ้าสำนักดาบเทพกล่าว
“นั่นก็มีความเป็นไปได้” มิโกะเดินเข้าไปสำรวจแต่ละห้องโดยใช้เสริมกำลังคลุมร่างกายไว้จึงไม่กลัวอันตรายใด ๆ
พวกเขาช่วยกันค้นหาสิ่งที่น่าจะเป็นทางออกแต่ทุกอย่างก็เหมือนโดนล็อกอยู่กับที่ไม่ให้ขยับไปไหน
แต่ละห้องจะมีรอยเลือดบนพื้นและอาวุธข้าง ๆ ซึ่งรอยเลือดพวกนั้นจะมีแค่ภายในห้องเท่านั้นส่วนด้านนอกที่มีศพคนตายมากมายกลับไร้รอยเลือด ซึฮากิยืนวิเคราะห์เช่นเดียวกับคนอื่น
“ในห้องพวกนี้ไม่มีศพแต่ข้างนอกมีซึ่งอาจจะบอกใบ้ว่าให้หาศพมาวางทับรอยเลือดให้พอดีก็ได้” โยฮันกล่าวจบก็เดินตรงไปหาศพคนหนึ่งที่นอนอยู่ใกล้ ๆ
“ท่านมิโกะจะทำตามเขาจริง ๆ หรือขอรับ?” เจ้าสำนักดาบเทพยังคงทิ้งระยะห่างหวาดระแวง
“ยังไงพวกเราก็ไม่มีวิธีอื่นแล้ว เหตุผลเดียวที่ตอนนี้เจ้านั่นไม่แว้งกัดก็เพราะความเสี่ยงของการเอาตัวรอดจากดันเจี้ยน ยิ่งมีคนเก่ง ๆ เยอะเท่าไรก็ยิ่งช่วยกันได้มากขึ้นเท่านั้น”
“ถ้าท่านคิดเช่นนั้นข้าก็จะทำตาม”
พวกเขาช่วยกันค้นตัวศพว่ามีใครที่มีแผลและรอยเลือดตรงกับภายในห้องขังและขนย้ายไปวางทับเรื่อย ๆ จนกว่าจะครบ ส่วนพวกคานะก็สามารถควบคุมสถานการณ์ได้อยู่มัดแม้จะหาจ่าฝูงตัวสุดท้ายไม่เจอก็ตาม
“เฮ้ ! กลับมาแล้วก็ช่วยบอกกันหน่อยสิ” เซนตะโกนลั่นไปที่กำแพงเมืองที่คานะยืนอยู่โดยที่เบื้องหน้าของเขาเต็มไปด้วยซากสัตว์อสูรและสนามรบที่เละเทะไปหมด
คานะยกมือโบกเรียกเซนจึงวิ่งตรงมาอย่างไวเพื่อฟังคำสั่ง
“ตรงนี้ให้พวกทหารจัดการไป ส่วนเราต้องกลับไปดูพวกเด็ก ๆ แล้ว”
“เยสเซอร์ ! ไปกันเถอะ”
พวกเขาเดาได้ทันทีว่าเด็ก ๆ จะไปอยู่ที่ไหนจึงมุ่งตรงไปที่ค่ายป้องกันทิศตะวันออกซึ่งใช้เวลาแค่สิบนาทีเท่านั้น
“พวกคนจากสำนักกับทหารช่วยกันกำจัดสัตว์อสูรแถวนี้ไปแล้ว ตอนแรกฉันก็ว่าจะแวะดูก่อนแต่เผอิญไปเห็นร่างคิงคองของมังกี้ก็เลยคิดว่าไม่เป็นอะไรหรอก”
“คิงคองเหรอ ! อยากเห็นอีกชะมัดเลย”
“นี่นายจะอยากเห็นไปทำไมเนี่ย?”
“เอ้า ! เธอจำตอนที่เราหนีออกมาจากค่ายได้ไหม ก่อนไปเจอพวกคิโนริก็เจอคิงคองเนี่ยแหละถึงตอนแรกจะกลัวแทบฉี่ราดก็เถอะ”
พวกเขาเดินผ่านการตรวจตราของกลุ่มยามได้อย่างง่ายดายจนไปถึงเต็นท์พักชั่วคราว
“พี่เซน !” รอนกล่าวทักก่อนใครและชกกำปั้นผสานกันและกัน
“พี่รู้ว่าพวกนายต้องรอด แล้วมีเรื่องอยากเล่าให้ฟังบ้างไหม?” รอยยิ้มอันสดใสของเซนทำให้บรรยากาศค่อย ๆ ดีขึ้น
“ผมชกเข้าไปแล้วก็ตู้ม ! พอหันไปเห็นคูเปอร์ทำระเบิดก็เลยอยากทำบ้างแต่ก็คุมมานาได้ไม่ดีพอ ผมก็เลยกลับมาตู้มในแบบของตัวเอง” รอนเล่ามุมมองการต่อสู้อันดุเดือดของตัวเองให้เซนฟังแต่คนอื่น ๆ กลับไม่ค่อยอยากเล่าเสียเท่าไร
“ของหนูก็แค่คอยเสริมโล่มานา” เซนคะยั้นคะยอถามรูบี้แต่ก็ได้คำตอบสั้น ๆ กลับมา
“แหม ๆ เพราะเธอช่วยพวกเขาถึงรอดมาได้สินะ เก่งเหมือนกันนี่รูบี้” เซนยกนิ้วโป้งพร้อมกับฉีกยิ้มกว้างให้กำลังใจ ขณะเดียวกันมังกี้ก็ปีนขึ้นคอเหมือนอย่างเคยโดยที่คานะไม่ได้ห้ามหรือพูดอะไร
“ข้าชอบมุมมองแบบนี้จริง ๆ ถ้าให้แปลงเป็นคิงคองก็ดันตัวใหญ่เกินไปอีก...เจี๊ยก”
“ก่อนอื่นพวกเธอเห็นสัตว์อสูรประเภทวานรบ้างไหม?” คานะถาม
“ไม่เห็นนะคะ” คิโนริตอบ
“ไม่เห็นนะ...เจี๊ยก”
แสดงว่าไม่ได้มาทางนี้ แล้วมันหายไปไหนกันแน่หรือจะหนีไปแล้วจริง ๆ
“ช่างมันก็ได้ยังไงมันก็ไม่ได้เก่งกาจจนต้องกังวลนี่” เซนวางมือลงบนแขนคานะเพื่อให้เธอผ่อนคลาย
“อืม...มันคงจะหนีไปแล้วนั่นแหละ”
แม้เมืองจะเสียหายหนักแต่ก็เทียบไม่ได้กับพลเรือนที่ต้องตายไปจำนวนมากและที่เต็นท์ถัดไปก็มีเจ้าเมืองและหัวหน้าทหารกำลังประชุมพูดถึงเรื่องเหล่านี้อยู่
“มีพลเรือนเสียชีวิตมากกว่าหนึ่งหมื่นคนและมีพวกคนของสำนักปะปนอยู่ภายในนั้นด้วย”
“บัดซบเอ๊ย ! ทำไมตัวเลขมันถึงเยอะขนาดนั้น” เจ้าเมืองทุบโต๊ะด้วยความโมโหแถมยังถลึงตามองทหารชั้นผู้น้อยทั้งหลายราวกับเป็นการโทษว่าเป็นความผิดของพวกเขา
“ใจเย็นก่อนนะขอรับ เนื่องจากเป็นเหตุสุดวิสัยที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนทำให้ทางเราเตรียมการรับมือไม่ทัน และมันอาจจะเชื่อมโยงกับเรื่องดันเจี้ยนด้วยนะขอรับ” หัวหน้าทหารกล่าวด้วยความใจเย็นไม่สั่นกลัวเหมือนทหารคนอื่น ๆ
“จริงด้วย สมกับเป็นเจ้าจริง ๆ ที่คิดอะไรแบบนี้ได้”
“ขอบคุณที่ชมขอรับ”
แต่เดิมภาพลักษณ์ที่ชาวเมืองมองเจ้าเมืองก็ไม่ค่อยดีอยู่แล้วแถมยังมาเกิดเรื่องพรรค์นี้อีกจึงยิ่งเป็นการสุมไฟหนักเข้าไปอีก
“ทำไมท่านถึงเอาแต่หลบซ่อนขณะที่ทุกคนกำลังจะเป็นจะตายเล่า !” เสียงประท้วงดังลั่นจากหนึ่งในผู้รอดชีวิต
“ท่านมีทหารเก่งกาจอยู่กับตัวแต่กลับปล่อยให้ผู้คนตายแบบนี้จะรับผิดชอบอย่างไร”
จากภาพที่ต้องการคือการเข้ามาช่วยเหลือตอนกำลังลำบากเพื่อให้ทุกคนรู้สึกเป็นหนี้บุญคุณแต่ตอนนี้กลับเป็นความโกรธเกรี้ยวถาโถมเข้าใส่แทน
“ทุกคนใจเย็น ๆ ไว้ ข้าชิคารุเจ้าเมืองโคโลจะคอยช่วยเหลือทุกอย่างเอง”
“เหรอ ! ใครเขาก็รู้กันหมดนั่นแหละว่าแกมันเป็นคนยังไง...” พูดไม่ทันขาดคำพื้นดินก็มีแรงสั่นสะเทือนเหมือนแผ่นดินไหว
หลังจากนั้นก็มีเสียงระฆังดังอีกครั้งพร้อมกับทหารยามตะโกนลั่นว่าให้อพยพด่วนที่สุด
“อะไรอีกวะเนี่ย?” เจ้าเมืองเดินดุ่ม ๆ ขึ้นไปที่ป้อมปราการเพื่อมองหาที่มาของมันและก็ได้พบสัตว์อสูรขนาดยักษ์กำลังวิ่งตรงมา ร่างกายอันมหึมาของมันสร้างแรงสั่นสะเทือนทุกครั้งที่ก้าวขาวิ่งแถมยังมีสัตว์อสูรอีกหนึ่งตัวอยู่บนคอของมัน
“ทุกคนตามทหารไป !” ทั้งทหารและคนจากสำนักช่วยกันอพยพคนให้ไวที่สุดแต่ก็เหมือนจะช้าเกินไปหากเทียบกับความเร็วของสัตว์อสูรตัวนั้น
“ทำหน้าที่ของตัวเองต่อไป” หัวหน้าทหารวิ่งเข้าสู่สนามรบเพื่อต้านสัตว์อสูรตัวนั้นไว้ เขาถอดหมวกที่ปกปิดเขาสั้น ๆ ออก จากนั้นก็ร่ายเวทมนตร์เพลิงเป็นกระสุนยิงใส่ขาของสัตว์อสูร
“เหอะ ๆ ถึงเวลาที่ฉันต้องโชว์ความเท่ให้เห็นซะแล้ว” เซนพุ่งออกไปก่อนใครตามไปสมทบกับหัวหน้าทหารคนนั้น
คานะถอนหายใจเตรียมตัวออกไปช่วยอีกแรง “พวกเธอระวังตัวกันไว้ล่ะ...” ก่อนที่คานะจะออกไปคิโนริก็เอ่ยทักเสียก่อน
“พวกเราขอไปดูได้ไหมคะ?”
คานะตกใจกับคำถามของเธอจนเหม่อคิดอยู่พักหนึ่ง “ก็เอาสิ ถ้าพวกพี่เอาไม่อยู่จะส่งสัญญาณบอกอีกที”
“ค่ะ !” คิโนริและเพื่อน ๆ วิ่งหน้าตั้งตามหลังคานะและไปหยุดอยู่ที่กำแพงเมืองเพื่อเว้นระยะปลอดภัย
“พวกเจ้าคือคนจากสำนักศาสตร์นักสู้ที่เขาลือกันสินะ” หัวหน้าทหารไม่ได้ตกใจกับความบ้าบิ่นของหนุ่มสาวแปลกหน้าทั้งสองเลยแม้แต่น้อย
“อา...ดูเหมือนกระสุนเพลิงของลุงจะใช้ไม่ได้ผลนะครับ” เซนโต้ตอบอย่างเป็นมิตรพลางมองสัตว์อสูรยักษ์ตรงหน้า
“ฉันจะหยุดมันไว้ให้ ดังนั้นรีบหาทางจัดการมันซะ” คานะสูดหายใจตั้งสมาธิเพื่อรวบรวมมานาจำนวนมากจนทหารยามที่กำแพงเมืองยังตกใจ
“เชื่อใจฉันได้เลย” เซนรูดแขนเสื้อขึ้นเพื่อจับดาบยักษ์อย่างมั่นคงไม่เหมือนตอนที่สู้กับสัตว์อสูรตัวน้อย ๆ ก่อนหน้านี้ ขณะที่คานะและหัวหน้าทหารกำลังเตรียมตัวเขาก็กระโดดขึ้นไปบนฟ้าด้วยแรงระเบิด
“ข้าจะจัดการเจ้าตัวที่อยู่บนคอของมันเอง ที่เหลือก็ฝากด้วยแล้วกัน” มือทั้งสองผสานกันพร้อม ๆ กับมานาที่ก่อรวมเป็นหนึ่งเดียว จากนั้นมันก็หมุนวนเรื่อย ๆ ราวกับเกลียวสว่านแล้วก็ใช้นิ้วชี้เป็นตัวควบคุมทิศทาง
“เอาแล้วนะ” คานะยิงศรเวทมนตร์ออกไปก่อนหนึ่งดอกปรากฏร่างของมังกรวารีกัดขย้ำสัตว์อสูรยักษ์ จากนั้นเธอก็ยิงศรเวทมนตร์ดอกที่สองตามไปซึ่งเป็นกลุ่มก้อนกระแสไฟฟ้าแรงสูง
วินาทีที่มันโดนไฟฟ้าช็อตจนหยุดนิ่งก็เป็นโอกาสให้หัวหน้าทหารยิงกระสุนเพลิงหมุนเกลียวทะลวงคอของมันไปพร้อม ๆ กับสัตว์อสูรวานรตัวนั้นด้วย
“จงรับไปซะ ความพิโรธจากทรวงสวรรค์ !” เซนพุ่งลงมาจากความสูงหนึ่งร้อยเมตร
ดาบสีชาดพุ่งลงมาพร้อม ๆ กับร่างของเซนราวกับเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เพียงแค่พริบตาเดียวสัตว์อสูรยักษ์ก็โดนผ่าเป็นสองซีกและถูกความร้อนเผาซากศพจนเหลือเป็นตอตะโก
“เสียมานาไปเยอะเหมือนกันนะเนี่ย แต่ก็ดีกว่ามันฝ่าแนวป้องกันเข้าไปได้” เซนเดินสำรวจบนพื้นร้อน ๆ อย่างกับเดินที่สวนสาธารณะแต่เมื่อไม่พบอะไรแปลก ๆ อีกจึงกลับไปรวมกลุ่มกับคานะ
“ท่าสวยใช่ไหมล่ะ? ตอนลงฉันลงแบบซุปเปอร์ฮีโร่แลนดิ้งด้วย”
“เหอะ ๆ เอาให้มองเห็นก่อนเถอะ นอกจากเปลวเพลิงก็ยังมีไอน้ำระเหยอีก” พวกเขาทั้งสามเดินกลับเข้าไปในเมืองโดยมีสายตาของทหารและคนจากสำนักเฝ้ามองยิ่งกว่าดาราดัง
“ยิ้มเข้าไว้สิคานะ” เซนโบกไม้โบกมือบางครั้งก็ส่งจุ๊บให้ผู้คนที่มองมา
“ไม่เอาด้วยหรอก...มันน่าอายจะตายไป” พอเซนได้ยินคานะกล่าวเช่นนั้นจึงเข้ามาอุ้มตัวเธอจากด้านหลังและหมุนไปรอบ ๆ อย่างกับพ่อเล่นกับลูก
“เอาฉันลงเลยนะเซน”
เซนหัวเราะเยาะชอบใจที่ได้เห็นใบหน้าเขินอายของคานะ “สูงอีก ๆ”
พูดไม่ทันขาดคำคานะก็เขกหัวเซนแรงจนหน้าทิ่มพื้น
“บอกแล้วให้เอาลง”
“อืม แต่...พอเห็นหน้าเธอตอนยิ้มมันน่ารักมากเลยนะ” แม้จะหน้าทิ่มพื้นแต่คำพูดของเซนก็ทำให้คานะเขินจนหน้าแดงจึงเดินหนีไปหาพวกคิโนริทันที
“สุดยอดเลยค่ะพี่คานะพี่เซน” คิโนริมองตาเป็นประกายกับภาพการใช้เวทมนตร์ของทั้งสองที่ทั้งอลังการและทรงพลัง
“อีกหน่อยพวกเธอก็จะทำได้แบบพี่เหมือนกัน” คานะส่งยิ้มให้กำลังใจโดยมีเซนเดินตามหลังมาอีกที
“อาจจะเหนือกว่าก็ได้ใครจะรู้” เซนส่งยิ้มอย่างมีเลศนัยและยักคิ้วเป็นเสมือนการส่งแรงใจในแบบของเขา
ดูเหมือนนอกดันเจี้ยนจะจัดการได้ไม่มีปัญหาช่างแตกต่างกับพวกซึฮากิเสียเหลือเกิน ความยากความทรหดที่มีแววตาของผู้คนทุกอาณาจักรกำลังจับจ้องอยู่เป็นได้ทั้งสักขีพยานและแรงกดดัน พอนาน ๆ เข้าพวกเขาเหล่านั้นก็เริ่มปรับตัวและสนุกไปกับการท้าชิงของพวกซึฮากิ
"ให้ตายสิไม่น่าทำตัวอวดดีเลย"
จนแล้วจนเล่าก็เหลือเพียงฟรานคนเดียวที่ยังอยู่ในลานท้าชิงเพื่อต่อสู้กับมังกรโตเต็มวัย