ในระหว่างที่ทั้งสองนั่งทานข้าวกันอยู่นั้น เสียงโทรศัพท์ของเธอก็ดังขึ้น หญิงสาวหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูเมื่อรู้ว่าเป็สายของแม่ ขณะเดียวกันนั้นจู่ๆ หัวใจของเธอก็เต้นแรงราวกับมีลางสังหรณ์บางอย่าง เธอรีบวางช้อนอย่างไวก่อนจะกดรับสาย
พิ้งค์: ค่ะแม่
แม่: พิ้งค์...ฮึก...พ่อ
พิ้งค์: แม่ใจเย็น พ่อทำไมคะ พ่อเป็อะไร
แม่: พ่อเสียแล้วลูก ฮึก...ฮือ...ก่อนหน้านี้หยุดหายใจไปแต่คุณหมอพยายามช่วยอย่างเต็มที่แล้ว สุดท้ายเขาก็เลือกที่จะไปจากเราแล้วจริงๆ ลูก
พิ้งค์: ว่ายังไงนะคะ...
แม่: ฮึก...ฮือ...ฮื้อ...พิ้งค์แม่ไม่ไหวเลย ลูกมาหาแม่ตอนนี้ได้มั้ย
พิ้งค์: ได้ค่ะ พิ้งค์จะไปตอนนี้เลยแม่รอก่อนนะ
หลังจากที่กดวางสายเธอก็รีบลุกขึ้นทันที ส่วนเขาก็ลุกขึ้นและคว้าแขนเธอเอาไว้ แม้ว่าเขาจะพอรู้เื่บ้างแล้วว่าเกิดอะไรขึ้นแต่การที่จะออกจากโรงแรมตอนนี้ก็ไม่ควรเท่าไหร่
“เธอจะไปไหน”
“พิ้งค์จะกลับไปหาแม่ ตอนนี้พ่อพิ้งค์เสียแล้วค่ะ ท่านเสียแล้วจริงๆ ฮึก...ฮือๆๆ” เธอตอบเขาพร้อมกับร้องไห้อย่างขาดสติไปด้วย ไม่คิดว่าวันเกิดของเธอจะเป็วันตายของพ่อเธอซึ่งทำให้เธอรู้สึกเ็ปยิ่งกว่าอะไร
“เธอกลับตอนนี้ไม่ได้ ไม่ดูนาฬิกาหรือไง”
“แล้วพิ้งค์ต้องรอถึงเช้าก่อนเหรอคะ พ่อพิ้งค์ตายทั้งคนนะ คุณปล่อยพิ้งค์เถอะค่ะ ให้พิ้งค์กลับเถอะนะคะ ไม่รู้ว่าป่านนี้แม่จะเป็ยังไงบ้าง ท่านคงแตกสลายไม่เหลือชิ้นดีแล้ว” เขามองหน้าเธอนิ่งก่อนจะเอ่ยน้ำเสียงทุ้มแ่เบาพูดเชิงออกคำสั่ง
“พิชญ์สินี แต่เราตกลงกันแล้วนะ”
“คุณมันไม่เข้าใจอะไรเลยจริงๆ เห็นแก่ตัว ทำไมถึงตอนนี้แล้วยังเลือกที่จะเห็นแก่ตัวอยู่ได้ พ่อพิ้งค์ตายแล้วคุณเข้าใจมั้ย พิ้งค์มีความจำเป็ต้องกลับตอนนี้เลยค่ะ อ๋อ ใช่สิ คุณอยากให้พ่อพิ้งค์ตายไปตั้งนานแล้วนี่ถึงได้ไม่รู้สึกรู้สาอะไรเลย”
“มันจะมากเกินไปแล้วนะพิชญ์สินี!”
“น้อยไปด้วยซ้ำ ยังไงพิ้งค์ก็จะกลับตอนนี้คุณไม่มีสิทธิ์ห้ามพิ้งค์ และนี่ เอาของคุณคืนไปให้หมด!” เธอพูดพร้อมกับดึงสร้อยออกจากคอ จนกระทั่งสร้อยเส้นบางขาดออกจากกัน หลังจากนั้นก็ยัดใส่มือเขา
“ฉันบอกให้เธอหยุด หยุดทำอะไรแบบนี้มีสติบ้างสิ”
“คุณต่างหากที่ต้องบอกตัวเอง พิ้งค์ไม่มีอะไรจะพูดกับคนไม่มีความรู้สึกอย่างคุณแล้ว เอาช่อดอกไม้จอมปลอมของคุณคืนไปด้วย พิ้งค์ไม่อยากได้!” เธอมาเพียงก่นด่าแต่ยังคว้าช่อดอกไม้ขึ้นมาฟาดไปที่เขาอีกด้วย จากนั้นก็รีบเดินหนีเขาไปทันที
“พิชญ์สินี! ฉันบอกให้หยุด พิชญ์สินี!”
“ไอ้ผัวเฮงซวย!” เธอหันมาะโด่าเขาอย่างเหลืออด ก่อนจะรีบเดินออกจากโรงแรมโดยไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น
วันต่อมา
หลังจากที่ผู้เป็พ่อของเธอได้สิ้นลมหายใจไปแล้ว งานศพของท่านถูกจัดขึ้นอย่างสมเกียรติแม้ว่าครอบครัวจะเจอปัญหาหนักที่ทำให้ความน่าเชื่อถือถดถอยไปบ้าง แต่ชื่อเสียงของท่านก็ยังคงอยู่ เหล่าบรรดาญาติและคนรู้จักมากหน้าหลายตามาร่วมพิธีในครั้งนี้เป็จำนวนมาก แต่ทว่าคนที่เธอคิดไว้อยู่แล้วว่าเขาไม่มีทางมา เขาก็ไม่โผล่หน้ามาจริงๆ
“เสียใจด้วยนะพิ้งค์” หมอภาคินทร์เดินเข้ามาตบไหล่เธอเบาๆ พร้อมกับให้กำลังใจ
“ขอบคุณนะ”
“อย่าเครียดไปเลยนะ เดี๋ยวท่านจะเป็ห่วง เราเชื่อว่าท่านอยากเห็นแม่และพิ้งค์มีความสุข ตอนนี้ท่านไปสบายแล้ว สู้ๆ เราเป็กำลังใจให้เสมอ”
“ฮึก...ขอบคุณนะ ฮึก...ฮือๆๆ” เธอเข้าไปโผกอดหมอภาคินทร์ด้วยความอัดอั้น ก่อนจะปล่อยโหออกมาราวกับว่าเขาคือเซฟโซนของเธอในเวลานี้ หากแต่ในระหว่างที่ทั้งสองยืนกอดกันอยู่นั้น มีสายตาอีกคู่จ้องมองเธออยู่ซึ่งจะเป็ใครไปไม่ได้นอกจาก ศรัณย์ ใช่...เขามางานศพพ่อของเธอ แต่พยายามไม่ให้เธอเห็น
“พิ้งค์ แม่ขอคุยด้วยหน่อย” ในระหว่างที่ทั้งสองปลอบกันอยู่นั้น ผู้เป็แม่ก็เดินเข้ามาพร้อมกับสีหน้ากังวลใจเล็กน้อย
“เดี๋ยวเรามานะ” หมอภาคินทร์พยักหน้า ก่อนที่เธอจะรีบปาดน้ำตาแล้วเดินตามผู้เป็แม่ไป
“แม่มีเื่อะไรจะคุยกับพิ้งค์เหรอคะ”
“แม่มีเื่สำคัญจะพูดกับลูก ก่อนที่พ่อจะอาการทรุดลงหนักพ่อแกเคยบอกแม่ไว้ว่าให้ไปดูตู้เซฟที่อยู่ในห้องทำงาน และรหัสพ่อบอกว่ามีลูกคนเดียวเท่านั้นที่รู้ แม่คิดว่าต้องมีอะไรสำคัญกับเรามากแน่ๆ ถ้าเสร็จงานแล้วแม่วานลูกไปดูให้หน่อยนะ”
“รหัส...มีแค่พิ้งค์เหรอคะที่รู้”
“ใช่ พ่อแกบอกแม่อย่างนั้นซึ่งแม่ก็ยังไม่ได้บอกลูก เพราะพ่อแกบอกว่าถ้าเขาไม่ได้มีชีวิตอยู่แล้วค่อยบอกทีหลัง”
“งั้นเหรอคะ ได้ค่ะงั้นเสร็จงานพ่อแล้วพิ้งค์จะไปดูให้ ว่าแต่...ตอนนี้แม่เป็ยังไงบ้าง โอเคหรือเปล่า”
“แม่ทำใจมาสักพักแล้วแหละ แต่ท้ายที่สุดต่อให้เตรียมใจก็ทำใจไม่ได้จริงๆ อยู่ดี ฮึก...”
“ไม่เป็ไรนะ แม่ยังมีพิ้งค์และแม่ไม่ต้องกังวลเื่หนี้สินทั้งหมดพิ้งค์จะจัดการเอง”
“ฮึก...ฮื้อ...ฮึก...” ทั้งสองกอดกันพร้อมกับร้องไห้สะอึกสะอื้น บรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยน้ำตาและความเศร้าโศก
หลายวันต่อมา
หลังจากที่เสร็จสิ้นงานศพของผู้เป็พ่อแล้ว เธอก็ได้ทำตามคำสั่งของแม่ที่บอกเอาไว้คือการหาตู้เซฟในห้องทำงานของพ่อ แน่นอนว่าหาได้ไม่ยากแต่ที่ยากก็คือรหัสเพราะสิ่งที่พ่อเคยบอกกับเธอ เธอไม่ได้ใส่ใจมากพอจึงทำให้หลงลืมไป เธอพยายามใส่รหัสไปมั่วๆ อยู่หลายรอบแต่ก็ยังไม่สำเร็จก่อนที่จะถอดใจไปเสียก่อนจึงใส่รหัสเป็วันเดือนปีเกิดของตนเองดู ปรากฏว่าตู้เซฟส่งเสียงออกมาพร้อมกับสามารถเปิดออกได้อย่างง่ายดาย
“แม่คะ แม่! พิ้งค์เปิดตู้เซฟได้แล้ว แม่!”
“ว่ายังไงนะ ได้แล้วเหรอ” ผู้เป็แม่รีบเดินเข้ามาในห้องตามเสียงที่เธอะโเรียก
“ได้แล้วค่ะ” หญิงสาวยิ้มด้วยความดีใจ ก่อนจะเปิดตู้เซฟออกและสิ่งแรกที่เธอเห็นคือซองเอกสารอะไรบางอย่างและโน๊ตเล็กๆ ที่เขียนติดเอาไว้ข้างหน้าซอง ทั้งสองหันไปมองหน้ากันอย่างไม่เข้าใจ ก่อนเธอจะเป็คนหยิบโน๊ตขึ้นมาอ่าน
‘ในซองคือเอกสารที่พ่อได้ทำประกันชีวิตเอาไว้ หากพ่อเป็อะไรไปลูกจงนำเงินประกันนี้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ที่สุด ถึงแม้ว่าอาจจะเป็เงินจำนวนไม่ได้มากมายนักแต่พ่อเชื่อว่า เงินก้อนนี้หลังจากที่พ่อตายไป มันจะช่วยให้ชีวิตของลูกและแม่ ดีขึ้นอย่างแน่นอน พ่อรักลูกและแม่เสมอนะ’
หลังจากนั้นเธอก็รีบแกะซองเอกสารที่ว่านั้นดูทันที เมื่ออ่านรายละเอียดจนครบถ้วนแล้ว ดวงตาเล็กก็เหลือบไปเห็นจำนวนเงินที่พ่อของเธอได้กล่าวเอาไว้ข้างต้น
‘จำนวนเงินทั้งสิ้น 50,000000 บาท (ห้าสิบล้านบาทถ้วน) ’