ท้องฟ้าเริ่มมืดครึ้ม ร่างของหนานหมิงเหอค่อยๆ กลืนหายไปกับเงาของอาคารสูงใบหน้างดงามพร่าเลือนเล็กน้อย ให้ความรู้สึกเย็นยะเยือกและอ้างว้าง
เมื่อไม่ได้อยู่ข้างกายเยี่ยนเจาเจา หนานหมิงเหอก็แตกต่างกับก่อนหน้านี้โดยสิ้นเชิง
ราวกับเขากำลังเดินอย่างโดดเดี่ยวท่ามกลางทุ่งหิมะหนาวเหน็บเกล็ดน้ำแข็งทับถมหนาอยู่บนบ่า ดวงตาไร้แววอบอุ่น มุมปากและใต้คางแข็งกระด้างทำผู้คนไม่กล้าสบตาตรงๆ
พลันนั้นนักเรียนสองคนวิ่งหยอกล้อกันผ่านร่างเขาไปบนร่างเต็มเปี่ยมไปด้วยความกระฉับกระเฉงคึกคักเฉพาะของคนวัยหนุ่ม
อาทิตย์อัสดงพาดผ่านใบหน้าของหนานหมิงเหอแสงตะวันสีส้มอบอุ่นก็มิอาจจุดความสว่างสดใสในตัวชุดคลุมสีขาวเรียบบนร่างสะท้อนกระเบื้องและอิฐสีเทารอบกายหลงเหลือเพียงความหนาวยะเยือกที่ตัดขาดจากโลกภายนอก
และเด็กหนุ่มทั้งสองก็อยู่ข้างกำแพงเช่นเดียวกัน แต่ภาพนั้นกลับแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
เสื้อคลุมและผ้าคาดศีรษะที่โบกสะบัดของพวกเขาอาบพลังแห่งความเยาว์วัยจนกำแพงอิฐอึมครึมข้างกายหนานหมิงเหอดูเอ่อล้นไปด้วยความมีชีวิตชีวา
สีเดียวกัน สองบรรยากาศ
หนานหมิงเหอเหลือบมองแผ่นหลังของพวกเขาที่ค่อยๆ ห่างไกลออกไปพลันคิดหลายสิ่งหลายอย่าง
แต่โชคชะตากำหนดให้เขาแตกต่างจากพวกเขา
โชคชะตาของหนานหมิงเหอถูกกำหนดไว้มาตั้งแต่แรกเริ่มแต่ตัวเขาไม่เชื่อในโชคชะตา ไม่ยินยอมและแข็งข้อดังนั้นจึงต้องพยายามมากกว่าผู้อื่นเป็นเท่าตัว
หลายปีที่ผ่านมาเขาจมปลักอยู่ในความมืดตามลำพังแต่อย่างน้อยตอนนี้เขาก็มีความมุ่งมั่นและความสามารถจะกุมมือเยี่ยนเจาเจาไว้ให้มั่นแล้ว
เยี่ยนเจาเจาเป็นดั่งผู้ช่วยชีวิตและแสงสว่างของเขาที่เขาจับมือไว้แน่นแล้วไม่มีทางผ่อนแรงลง
หนานหมิงเหอกำลังเดินอยู่ท่ามกลางความมืด เดินไปพลางก็คิดถึงสิ่งที่รู้มาจากปากหยวนอีย่วนไปพลาง
อาจเป็นเพราะช่วงค่ำมักทำให้ผู้คนรู้สึกโศกเศร้าอารมณ์อ่อนไหวเป็นพิเศษ
ชาติที่แล้ว... หนานหมิงเหอที่สัมผัสเจาเจาในชาติก่อนไม่ได้จะเป็นอย่างไรกันนะ?
หนานหมิงเหอหวนคะนึงคล้ายจะอาลัยอาวรณ์ถึงรูปร่างหน้าตาของเยี่ยนเจาเจาคิดถึงคิ้วโก่งงาม คิดถึงดวงตาเมล็ดซิ่งเปล่งประกาย คิดถึงริมฝีปากนุ่มสีชาดของนาง...อากัปกิริยาของเยี่ยนเจาเจานับร้อยนับพันปรากฏขึ้นในหัว
สว่างไสวเจิดจ้าแม้จะข้ามผ่านทางช้างเผือกและฝุ่นละอองมาสองชาติ หนานหมิงเหอก็พอจะจินตนาการออกว่าแสงอาทิตย์ที่เขาเก็บงำไว้ในใจไม่กล้าแตะต้องในชาติก่อนนั้นหน้าตาเป็นเช่นไร
ข้างกายนางไร้หนานหมิงเหอ และหากเหลียงอินไม่ได้ปรากฏกายขึ้นก็คงจะมีชีวิตอยู่อย่างดี
หนานหมิงเหอเป็นอะไร คู่ควรที่จะอยู่ข้างกายเยี่ยนเจาเจาหรือ?
เขานึกถึงคำพูดบางคำที่ตอนนี้แทบจะไม่เจ็บไม่คันสำหรับเขาแล้ว
ก็แค่แทบจะ
“เจ้ามันหนูในคูระบายน้ำ ทั้งเหม็นทั้งสกปรกออกไปให้ห่างข้า!”
“คนจิตใจต่ำทราม วันหน้าต้องทำลายอนาคตของตนเองแน่”
“ข้าไม่อยากเห็นเจ้าในชีวิต”
“เจ้าคู่ควรจะเล่าเรียนกับข้าหรือ ไม่ดูฐานะตนเองเสียบ้าง!บิดามารดาเจ้ามีเกียรติ แต่ไม่เห็นใครมาเหลียวแลเจ้าสักนิด วางท่ากับพวกเรานี่เจ้าคู่ควรหรือ?”
“น้องชาย? ข้าไม่มีน้องชาย”
“เอาเขาออกไป แล้วไม่ต้องพามาให้ข้าเห็นอีก”
คำพูดมากมายเหล่านี้ หากไม่เยาะเย้ยก็ดูหมิ่นไม่ถากถางก็เมินเฉย จนหนานหมิงเหอวัยเด็กยากจะทานทน แต่พอคิดถึงในยามนี้ใจกลับไม่เกิดคลื่นลมใดๆ อีก
สำหรับเหล่านักเรียนเปี่ยมชีวิตชีวาพวกนั้นบางทีชีวิตการเรียนเช่นนี้คงจะน่าเบื่อหน่ายไร้รสชาติ แต่มันเป็นความฝันอันฟุ้งเฟ้อของหนานหมิงเหอก่อนที่จะถูกองค์หญิงพากลับมาที่สวนมวลบุปผาหอม
เขากินไม่อิ่ม สวมใส่อาภรณ์ที่ไม่สบายตัวบุตรหลานของครอบครัวอื่นๆ เป็นดั่งไข่มุกกลางฝ่ามือแต่เขากลับทำได้เพียงแย่งอาหารกับสุนัขไม่กี่ตัวในลานเรือนเล็กอันไกลโพ้นและสกปรกที่สุดของจวนสกุลกู้
เขาเคยกระทำเรื่องต้อยต่ำที่สุด ยกชาเทน้ำบ่อยจนชินชาเคยซักอาภรณ์ให้นายน้อยสกุลกู้ เคยเทกระโถนล้างถังอุจจาระ กระทั่งข้าวเหม็นบูดที่ถูกวางทิ้งไว้กลางฤดูร้อนสองวันเขาก็ยังรู้รสชาติ
แต่เพราะอดีตเช่นนี้ ตอนที่เขาจากมาสมาชิกสกุลกู้หลายคนจึงต้องชดใช้คำพูดและการกระทำของพวกเขา
หนานหมิงเหอไม่กลัวว่าตนเองจะถอนตัวออกมาไม่ได้เขาในเวลานั้นมีความกล้ากระทั่งพังทุกอย่างโดยไม่สนผิดชอบชั่วดี
แต่คนอื่นล้วนบอกว่าเขาไร้หัวใจ เป็นคนเนรคุณโหดเหี้ยมอำมหิตกล้าลงมือทำร้ายพี่น้องที่มีสายเลือดเดียวกับตนเอง
หนานหมิงเหอไม่รู้สึกว่าตนทำผิดอันใดความจริงข้อแรกที่เขารู้มาตั้งแต่เกิดคือครอบครัวมิได้แบ่งแยกโดยสายเลือดหลักเกณฑ์เพียงหนึ่งเดียวในตระกูลคือความแข็งแกร่ง
นี่คือสิ่งที่สกุลกู้บอกมาตลอด แล้วตอนนี้จะมาตำหนิเขาช่างน่าขันยิ่งนัก
ทว่าเขาไม่แยแสความคิดของทุกคนได้แต่มิอาจละเลยความคิดของเยี่ยนเจาเจา
หนานหมิงเหอที่มีอดีตเช่นนี้ คู่ควรหรือไม่?
นี่เป็นคำถามที่พี่ชายรองขบคิดมาเนิ่นนานและยากจะลืมเลือน
อย่างน้อยเหลียงอินก็เป็นบุตรของฮ่องเต้หญิงเป็นองค์ชายอย่างถูกต้องชอบธรรม แล้วตัวเขาหนานหมิงเหอเล่า?
คือคนหนึ่งที่ไม่คู่ควรแม้แต่จะมีแซ่เป็นของตัวเองด้วยซ้ำ?
เขาอดนึกถึงครั้งแรกที่ได้พบเยี่ยนเจาเจาไม่ได้
คุณหนูตัวน้อยแสนล้ำค่า น่ารักน่าชังราวกับก้อนหิมะ ซ่อนตัวอยู่ด้านหลังองค์หญิงฉงหยางบนร่างสวมเสื้ออ๋าวปักลายใบไผ่ ราวกับดอกหญ้าบริสุทธิ์ไม่รู้ประสีประสาทางโลกนัก
เด็กสาวเอียงคอเล็กน้อยยามมองเขาดวงตากลมโตราวลูกองุ่นคู่นั้นเจือความประหลาดใจระคนสงสัยทว่าไม่มีแม้แต่เศษเสี้ยวความหวาดกลัวและรังเกียจ
“ท่านแม่ นี่ใครหรือเจ้าคะ?”
ปากเล็กนุ่มนิ่ม ดวงหน้าประดับรอยยิ้ม
เจาเจาตัวน้อยมองเด็กชายที่พึ่งถูกพากลับมาที่เรือนของตนอย่างกะทันหันจดจ้องอาภรณ์ผ้าแพรที่ไม่เข้ากับร่างกายผอมแห้งบนตัวเขาทั้งยังมองรอยสกปรกบนใบหน้าของเขาที่ล้างออกไปไม่หมด โดยไม่มีร่องรอยความรังเกียจหรือเหยียดหยัน
“จากนี้ไปเขาจะเป็นพี่ชายรองของเจ้า”
องค์หญิงลูบศีรษะของเจาเจาตัวน้อย
นี่อาจจะเป็นครั้งแรกที่นางได้ยินคำว่าพี่ชายรองนัยน์ตาเลยเปล่งประกายขึ้นฉับพลัน “คือพี่ชายที่เหมือนพี่ชายอาเช่อของพี่หญิงอาอู๋ใช่หรือไม่เจ้าคะ?”
“หากเจ้าต้องการ ก็เป็นพี่ชายคนเดียวของเจ้าได้”
แน่นอนว่าในตอนนั้นองค์หญิงฉงหยางมีอำนาจเบ็ดเสร็จในตัวหนานหมิงเหอเป็นหรือตายขึ้นอยู่กับคำพูดเพียงคำเดียวขององค์หญิงฉงหยางหนานหมิงเหอไม่มีทางเลือกอื่น
ประโยคนี้ เขาจึงทำได้เพียงพยักหน้า
ทันใดนั้นสาวน้อยก็วิ่งออกมาจากด้านหลังขององค์หญิงฉงหยางกระโจนตัวมาทางเขาในพลันแล้วจับมือเขาพร้อมยิ้มจนตาหยีโดยไม่รับรู้ถึงร่างกายที่แข็งเกร็งของเขา
“ดีมากเลย ในที่สุดข้าก็มีพี่ชายแล้ว พี่ชายข้าชื่อเยี่ยนเจาเจา เยี่ยนจากเยี่ยนจี่เต้า [1]เจาเจาจากเจาเจาหมิงเหยี่ย [2] พี่ชายเล่ามีนามว่าอะไร?”
นางน่าจะไม่รู้ว่าเยี่ยนจี่เต้าคือใครและคงไม่รู้ด้วยว่าเจาเจาหมิงเหยี่ยแปลว่าอะไร แต่กลับบอกนามของตนเองอย่างใจกว้าง
หนานหมิงเหอสะบัดมือนางออกโดยไม่รู้ตัว
ไม่เคยมีใครเป็นกันเองกับเขาขนาดนี้มาก่อน
เมื่อก่อนทุกคนที่หนานหมิงเหอพบเจอ ล้วนมองเขาด้วยสายตาเป็นปฏิปักษ์และรังเกียจบ้างก็หวาดกลัวสุดซึ้ง แต่เด็กสาวผู้นี้กลับปฏิบัติต่อเขาอย่างสนิทสนมและปราศจากความขุ่นเคืองทำให้เขาตื่นตระหนก
ความสนิทสนมสำหรับหนานหมิงเหอคือตัวแทนของการหลอกลวงและเจ็บปวด
ซึ่งในความทรงจำของเขามักเป็นการหยิบยืมเปลือกนอกที่เป็นมิตรมาทำเรื่องสกปรกโสมมเสมอ
ยกตัวอย่างเช่นวันก่อนพวกเขาบอกว่าเราเป็นสหายสนิทกันวันถัดมากลับหลอกเขาไปที่ตรอกอันหนาวเหน็บ ปิดประตูทางออกทั้งสองด้านแล้วสุมหัวกันเทน้ำล้างถ้วยชามจากโรงครัวราดตัวเขา ก่อนจะขังเขาไว้ในตรอกเย็นเฉียบตลอดทั้งคืน
รสชาติของการรอคอยฟ้าสว่างในตรอกตามลำพังน่ะหรือ?
หนาวหรือไม่ หิวหรือไม่?
หนานหมิงเหอจำไม่ค่อยได้แล้ว
แต่เขาไม่เชื่อในความใกล้ชิดและเจตนาดีอีกต่อไป จนหัวใจเกิดต่อต้านเด็กสาวน่ารักน่าชังคนนี้ตามสัญชาตญาณ
ยิ่งกว่าไปนั้น ใครจะอยากสนิทกับเขากัน?
มือสองข้างเปื้อนโคลน เปื้อนเลือด เปื้อนสิ่งสกปรกมามากมายกระทั่งมือเขาตอนนี้ก็ผ่านเพียงการล้างลวกๆยังมีตะกอนสีดำด่างซ่อนอยู่ในเล็บที่แตกร้าวอยู่เลย
แม้จะสวมอาภรณ์ผ้าแพร แต่เขาก็ไม่ใช่คุณชายมีชาติตระกูลที่แท้จริงเหตุใดเขาต้องไปทำให้คุณหนูสูงค่าด่างพร้อยด้วยเล่า?
หนานหมิงเหอหัวเราะเยาะตนเอง
ความทรงจำในยามนั้นพรั่งพรูออกมาเสมือนการมาถึงของราตรีกาลที่ไร้หนทางหลีกเลี่ยง ต้องเผชิญกับมันในท้ายที่สุด
แสงอาทิตย์อัสดงเริ่มมืดลงเรื่อยๆ สีส้มอบอุ่นค่อยๆเปลี่ยนเป็นส้มเข้ม
เมฆบนขอบฟ้าม้วนเข้าหากัน แสงสว่างช่วงกลางวันปนเปไปกับสีหมึกยามค่ำคืนเกิดเป็นสีม่วงอมน้ำเงินงามตา สดใสแต่ก็อ้างว้างเป็นอย่างยิ่ง
อาจเพราะเป็นช่วงแรกของการผลัดเปลี่ยนเข้าราตรีกาล ทำให้ความเปล่าเปลี่ยวทั้งหมดที่ฝังลึกอยู่ในใจพลันล้นทะลักขึ้นมากู่ร้องไม่หยุดหย่อน
เขาหยุดชะงัก เงยหน้าเล็กน้อยจับจ้องสีสันงดงามพร่างพราวบนท้องนภาด้วยสายตาค่อนข้างว่างเปล่าอย่างเงียบงัน
ดวงตาสีดำสนิทสะท้อนสีท้องฟ้าอันสวยสดทว่าความเจิดจ้านั้นส่องเข้ามาไม่ถึงนัยน์ตาของเขา ไม่เกี่ยวอันใดกับเขาเลย
ข้างหลังราวกับมีแรงมหาศาลบางอย่างพุ่งพรวดเข้ามาหนานหมิงเหอคิดจะเบี่ยงตัวหลบแต่กลับได้ยินเสียงที่ตนไม่มีวันลืมชั่วชีวิตเสียก่อน
“พี่ชาย เหตุใดจึงมายืนที่นี่คนเดียวเล่า?”
เสียงของเด็กสาวไม่เหมือนเด็กหญิงในความทรงจำของตนอีกต่อไปน้ำเสียงอ้อแอ้ในวันวานเริ่มโตขึ้น
แต่สิ่งที่ไม่เปลี่ยนคือความใกล้ชิดและความเชื่อใจตั้งแต่แรกเริ่ม
ไม่ว่าอย่างไร เยี่ยนเจาเจาก็ไม่เคลือบแคลงสงสัยตนสักนิด
ร่างอบอุ่นโถมเข้าในอ้อมแขนของหนานหมิงเหอทันทีหนานหมิงเหอรับนางไว้โดยไม่รู้ตัว สัมผัสได้ว่านางกำลังโอบรอบเอวตน และเงยหน้ากะพริบตาปริบๆมองเขา
สายตาของเยี่ยนเจาเจาเต็มไปด้วยความกังวล
หนานหมิงเหอกลับยิ้มแย้ม รอยยิ้มอ่อนโยนแหวกว่ายภายในดวงตาสีหมึกขจัดความรู้สึกว้าเหว่เมื่อครู่ “เจาเจามาได้อย่างไร?”
“คิดถึงพี่ชายแล้ว เลยมาหา”
เยี่ยนเจาเจายิ้มระรื่น
เยี่ยนเจาเจาโกหกเขา ความจริงมิใช่อย่างนั้นหรอก
นางไม่อาจทนปล่อยหนานหมิงเหอดูนางเดินไปคนเดียวจึงได้แสร้งเข้าเรือนรอจนหนานหมิงเหอหันหลังผละจากไปจริงๆ ค่อยแอบมาดูแผ่นหลังของเขาที่หน้าประตู
เยี่ยนเจาเจามองเพียงแวบเดียวก็รู้ว่ามีบางอย่างผิดปกติ
น้อยครั้งที่หนานหมิงเหอจะแผ่ความเย็นยะเยือกเข้มข้นเช่นนี้เขาเผลอตัวหรือ แต่เพราะอะไรเล่า?
-------------------------------------------------------
เชิงอรรถ
[1] เยี่ยนจี่เต้า หมายถึง นามของกวีที่ได้รับการยกย่องและมีชื่อเสียงโด่งดังในสมัยราชวงศ์ซ่งมีชีวิตในช่วง ค.ศ.1038-1110
[2] เจาเจาหมิงเหยี่ย หมายถึง ส่องแสงสว่างไสว