เกิดใหม่ครั้งนี้ขอเป็นสตรีไร้คุณธรรม [จบ]

    เล่มที่ 4 ตอนที่ 117 เผลอตัว

            ท้องฟ้าเริ่มมืดครึ้ม ร่างของหนานหมิงเหอค่อยๆ กลืนหายไปกับเงาของอาคารสูงใบหน้างดงามพร่าเลือนเล็กน้อย ให้ความรู้สึกเย็นยะเยือกและอ้างว้าง

            เมื่อไม่ได้อยู่ข้างกายเยี่ยนเจาเจา หนานหมิงเหอก็แตกต่างกับก่อนหน้านี้โดยสิ้นเชิง

            ราวกับเขากำลังเดินอย่างโดดเดี่ยวท่ามกลางทุ่งหิมะหนาวเหน็บเกล็ดน้ำแข็งทับถมหนาอยู่บนบ่า ดวงตาไร้แววอบอุ่น มุมปากและใต้คางแข็งกระด้างทำผู้คนไม่กล้าสบตาตรงๆ

            พลันนั้นนักเรียนสองคนวิ่งหยอกล้อกันผ่านร่างเขาไปบนร่างเต็มเปี่ยมไปด้วยความกระฉับกระเฉงคึกคักเฉพาะของคนวัยหนุ่ม

            อาทิตย์อัสดงพาดผ่านใบหน้าของหนานหมิงเหอแสงตะวันสีส้มอบอุ่นก็มิอาจจุดความสว่างสดใสในตัวชุดคลุมสีขาวเรียบบนร่างสะท้อนกระเบื้องและอิฐสีเทารอบกายหลงเหลือเพียงความหนาวยะเยือกที่ตัดขาดจากโลกภายนอก

            และเด็กหนุ่มทั้งสองก็อยู่ข้างกำแพงเช่นเดียวกัน แต่ภาพนั้นกลับแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

            เสื้อคลุมและผ้าคาดศีรษะที่โบกสะบัดของพวกเขาอาบพลังแห่งความเยาว์วัยจนกำแพงอิฐอึมครึมข้างกายหนานหมิงเหอดูเอ่อล้นไปด้วยความมีชีวิตชีวา

            สีเดียวกัน สองบรรยากาศ

            หนานหมิงเหอเหลือบมองแผ่นหลังของพวกเขาที่ค่อยๆ ห่างไกลออกไปพลันคิดหลายสิ่งหลายอย่าง

            แต่โชคชะตากำหนดให้เขาแตกต่างจากพวกเขา

            โชคชะตาของหนานหมิงเหอถูกกำหนดไว้มาตั้งแต่แรกเริ่มแต่ตัวเขาไม่เชื่อในโชคชะตา ไม่ยินยอมและแข็งข้อดังนั้นจึงต้องพยายามมากกว่าผู้อื่นเป็นเท่าตัว

            หลายปีที่ผ่านมาเขาจมปลักอยู่ในความมืดตามลำพังแต่อย่างน้อยตอนนี้เขาก็มีความมุ่งมั่นและความสามารถจะกุมมือเยี่ยนเจาเจาไว้ให้มั่นแล้ว

            เยี่ยนเจาเจาเป็นดั่งผู้ช่วยชีวิตและแสงสว่างของเขาที่เขาจับมือไว้แน่นแล้วไม่มีทางผ่อนแรงลง

            หนานหมิงเหอกำลังเดินอยู่ท่ามกลางความมืด เดินไปพลางก็คิดถึงสิ่งที่รู้มาจากปากหยวนอีย่วนไปพลาง

            อาจเป็นเพราะช่วงค่ำมักทำให้ผู้คนรู้สึกโศกเศร้าอารมณ์อ่อนไหวเป็นพิเศษ

            ชาติที่แล้ว...  หนานหมิงเหอที่สัมผัสเจาเจาในชาติก่อนไม่ได้จะเป็นอย่างไรกันนะ?

            หนานหมิงเหอหวนคะนึงคล้ายจะอาลัยอาวรณ์ถึงรูปร่างหน้าตาของเยี่ยนเจาเจาคิดถึงคิ้วโก่งงาม คิดถึงดวงตาเมล็ดซิ่งเปล่งประกาย คิดถึงริมฝีปากนุ่มสีชาดของนาง...อากัปกิริยาของเยี่ยนเจาเจานับร้อยนับพันปรากฏขึ้นในหัว

            สว่างไสวเจิดจ้าแม้จะข้ามผ่านทางช้างเผือกและฝุ่นละอองมาสองชาติ หนานหมิงเหอก็พอจะจินตนาการออกว่าแสงอาทิตย์ที่เขาเก็บงำไว้ในใจไม่กล้าแตะต้องในชาติก่อนนั้นหน้าตาเป็นเช่นไร

            ข้างกายนางไร้หนานหมิงเหอ และหากเหลียงอินไม่ได้ปรากฏกายขึ้นก็คงจะมีชีวิตอยู่อย่างดี

            หนานหมิงเหอเป็นอะไร คู่ควรที่จะอยู่ข้างกายเยี่ยนเจาเจาหรือ?

            เขานึกถึงคำพูดบางคำที่ตอนนี้แทบจะไม่เจ็บไม่คันสำหรับเขาแล้ว

            ก็แค่แทบจะ

            “เจ้ามันหนูในคูระบายน้ำ ทั้งเหม็นทั้งสกปรกออกไปให้ห่างข้า!”

            “คนจิตใจต่ำทราม วันหน้าต้องทำลายอนาคตของตนเองแน่”

            “ข้าไม่อยากเห็นเจ้าในชีวิต”

            “เจ้าคู่ควรจะเล่าเรียนกับข้าหรือ ไม่ดูฐานะตนเองเสียบ้าง!บิดามารดาเจ้ามีเกียรติ แต่ไม่เห็นใครมาเหลียวแลเจ้าสักนิด วางท่ากับพวกเรานี่เจ้าคู่ควรหรือ?”

            “น้องชาย? ข้าไม่มีน้องชาย”

            “เอาเขาออกไป แล้วไม่ต้องพามาให้ข้าเห็นอีก”

            คำพูดมากมายเหล่านี้ หากไม่เยาะเย้ยก็ดูหมิ่นไม่ถากถางก็เมินเฉย จนหนานหมิงเหอวัยเด็กยากจะทานทน แต่พอคิดถึงในยามนี้ใจกลับไม่เกิดคลื่นลมใดๆ อีก

            สำหรับเหล่านักเรียนเปี่ยมชีวิตชีวาพวกนั้นบางทีชีวิตการเรียนเช่นนี้คงจะน่าเบื่อหน่ายไร้รสชาติ แต่มันเป็นความฝันอันฟุ้งเฟ้อของหนานหมิงเหอก่อนที่จะถูกองค์หญิงพากลับมาที่สวนมวลบุปผาหอม

            เขากินไม่อิ่ม สวมใส่อาภรณ์ที่ไม่สบายตัวบุตรหลานของครอบครัวอื่นๆ เป็นดั่งไข่มุกกลางฝ่ามือแต่เขากลับทำได้เพียงแย่งอาหารกับสุนัขไม่กี่ตัวในลานเรือนเล็กอันไกลโพ้นและสกปรกที่สุดของจวนสกุลกู้

            เขาเคยกระทำเรื่องต้อยต่ำที่สุด ยกชาเทน้ำบ่อยจนชินชาเคยซักอาภรณ์ให้นายน้อยสกุลกู้ เคยเทกระโถนล้างถังอุจจาระ กระทั่งข้าวเหม็นบูดที่ถูกวางทิ้งไว้กลางฤดูร้อนสองวันเขาก็ยังรู้รสชาติ

            แต่เพราะอดีตเช่นนี้ ตอนที่เขาจากมาสมาชิกสกุลกู้หลายคนจึงต้องชดใช้คำพูดและการกระทำของพวกเขา

            หนานหมิงเหอไม่กลัวว่าตนเองจะถอนตัวออกมาไม่ได้เขาในเวลานั้นมีความกล้ากระทั่งพังทุกอย่างโดยไม่สนผิดชอบชั่วดี

            แต่คนอื่นล้วนบอกว่าเขาไร้หัวใจ เป็นคนเนรคุณโหดเหี้ยมอำมหิตกล้าลงมือทำร้ายพี่น้องที่มีสายเลือดเดียวกับตนเอง

            หนานหมิงเหอไม่รู้สึกว่าตนทำผิดอันใดความจริงข้อแรกที่เขารู้มาตั้งแต่เกิดคือครอบครัวมิได้แบ่งแยกโดยสายเลือดหลักเกณฑ์เพียงหนึ่งเดียวในตระกูลคือความแข็งแกร่ง

            นี่คือสิ่งที่สกุลกู้บอกมาตลอด แล้วตอนนี้จะมาตำหนิเขาช่างน่าขันยิ่งนัก

            ทว่าเขาไม่แยแสความคิดของทุกคนได้แต่มิอาจละเลยความคิดของเยี่ยนเจาเจา

            หนานหมิงเหอที่มีอดีตเช่นนี้ คู่ควรหรือไม่?

            นี่เป็นคำถามที่พี่ชายรองขบคิดมาเนิ่นนานและยากจะลืมเลือน

            อย่างน้อยเหลียงอินก็เป็นบุตรของฮ่องเต้หญิงเป็นองค์ชายอย่างถูกต้องชอบธรรม แล้วตัวเขาหนานหมิงเหอเล่า?

            คือคนหนึ่งที่ไม่คู่ควรแม้แต่จะมีแซ่เป็นของตัวเองด้วยซ้ำ?

            เขาอดนึกถึงครั้งแรกที่ได้พบเยี่ยนเจาเจาไม่ได้

            คุณหนูตัวน้อยแสนล้ำค่า น่ารักน่าชังราวกับก้อนหิมะ ซ่อนตัวอยู่ด้านหลังองค์หญิงฉงหยางบนร่างสวมเสื้ออ๋าวปักลายใบไผ่ ราวกับดอกหญ้าบริสุทธิ์ไม่รู้ประสีประสาทางโลกนัก

            เด็กสาวเอียงคอเล็กน้อยยามมองเขาดวงตากลมโตราวลูกองุ่นคู่นั้นเจือความประหลาดใจระคนสงสัยทว่าไม่มีแม้แต่เศษเสี้ยวความหวาดกลัวและรังเกียจ

            “ท่านแม่ นี่ใครหรือเจ้าคะ?”

            ปากเล็กนุ่มนิ่ม ดวงหน้าประดับรอยยิ้ม

            เจาเจาตัวน้อยมองเด็กชายที่พึ่งถูกพากลับมาที่เรือนของตนอย่างกะทันหันจดจ้องอาภรณ์ผ้าแพรที่ไม่เข้ากับร่างกายผอมแห้งบนตัวเขาทั้งยังมองรอยสกปรกบนใบหน้าของเขาที่ล้างออกไปไม่หมด โดยไม่มีร่องรอยความรังเกียจหรือเหยียดหยัน

            “จากนี้ไปเขาจะเป็นพี่ชายรองของเจ้า”

            องค์หญิงลูบศีรษะของเจาเจาตัวน้อย

            นี่อาจจะเป็นครั้งแรกที่นางได้ยินคำว่าพี่ชายรองนัยน์ตาเลยเปล่งประกายขึ้นฉับพลัน “คือพี่ชายที่เหมือนพี่ชายอาเช่อของพี่หญิงอาอู๋ใช่หรือไม่เจ้าคะ?”

            “หากเจ้าต้องการ ก็เป็นพี่ชายคนเดียวของเจ้าได้”

            แน่นอนว่าในตอนนั้นองค์หญิงฉงหยางมีอำนาจเบ็ดเสร็จในตัวหนานหมิงเหอเป็นหรือตายขึ้นอยู่กับคำพูดเพียงคำเดียวขององค์หญิงฉงหยางหนานหมิงเหอไม่มีทางเลือกอื่น

            ประโยคนี้ เขาจึงทำได้เพียงพยักหน้า

            ทันใดนั้นสาวน้อยก็วิ่งออกมาจากด้านหลังขององค์หญิงฉงหยางกระโจนตัวมาทางเขาในพลันแล้วจับมือเขาพร้อมยิ้มจนตาหยีโดยไม่รับรู้ถึงร่างกายที่แข็งเกร็งของเขา

            “ดีมากเลย ในที่สุดข้าก็มีพี่ชายแล้ว พี่ชายข้าชื่อเยี่ยนเจาเจา เยี่ยนจากเยี่ยนจี่เต้า [1]เจาเจาจากเจาเจาหมิงเหยี่ย [2] พี่ชายเล่ามีนามว่าอะไร?”

            นางน่าจะไม่รู้ว่าเยี่ยนจี่เต้าคือใครและคงไม่รู้ด้วยว่าเจาเจาหมิงเหยี่ยแปลว่าอะไร แต่กลับบอกนามของตนเองอย่างใจกว้าง

            หนานหมิงเหอสะบัดมือนางออกโดยไม่รู้ตัว

            ไม่เคยมีใครเป็นกันเองกับเขาขนาดนี้มาก่อน

            เมื่อก่อนทุกคนที่หนานหมิงเหอพบเจอ ล้วนมองเขาด้วยสายตาเป็นปฏิปักษ์และรังเกียจบ้างก็หวาดกลัวสุดซึ้ง แต่เด็กสาวผู้นี้กลับปฏิบัติต่อเขาอย่างสนิทสนมและปราศจากความขุ่นเคืองทำให้เขาตื่นตระหนก

            ความสนิทสนมสำหรับหนานหมิงเหอคือตัวแทนของการหลอกลวงและเจ็บปวด

            ซึ่งในความทรงจำของเขามักเป็นการหยิบยืมเปลือกนอกที่เป็นมิตรมาทำเรื่องสกปรกโสมมเสมอ

            ยกตัวอย่างเช่นวันก่อนพวกเขาบอกว่าเราเป็นสหายสนิทกันวันถัดมากลับหลอกเขาไปที่ตรอกอันหนาวเหน็บ ปิดประตูทางออกทั้งสองด้านแล้วสุมหัวกันเทน้ำล้างถ้วยชามจากโรงครัวราดตัวเขา ก่อนจะขังเขาไว้ในตรอกเย็นเฉียบตลอดทั้งคืน

            รสชาติของการรอคอยฟ้าสว่างในตรอกตามลำพังน่ะหรือ?

            หนาวหรือไม่ หิวหรือไม่?

            หนานหมิงเหอจำไม่ค่อยได้แล้ว

            แต่เขาไม่เชื่อในความใกล้ชิดและเจตนาดีอีกต่อไป จนหัวใจเกิดต่อต้านเด็กสาวน่ารักน่าชังคนนี้ตามสัญชาตญาณ

            ยิ่งกว่าไปนั้น ใครจะอยากสนิทกับเขากัน?

            มือสองข้างเปื้อนโคลน เปื้อนเลือด เปื้อนสิ่งสกปรกมามากมายกระทั่งมือเขาตอนนี้ก็ผ่านเพียงการล้างลวกๆยังมีตะกอนสีดำด่างซ่อนอยู่ในเล็บที่แตกร้าวอยู่เลย

            แม้จะสวมอาภรณ์ผ้าแพร แต่เขาก็ไม่ใช่คุณชายมีชาติตระกูลที่แท้จริงเหตุใดเขาต้องไปทำให้คุณหนูสูงค่าด่างพร้อยด้วยเล่า?

            หนานหมิงเหอหัวเราะเยาะตนเอง

            ความทรงจำในยามนั้นพรั่งพรูออกมาเสมือนการมาถึงของราตรีกาลที่ไร้หนทางหลีกเลี่ยง ต้องเผชิญกับมันในท้ายที่สุด

            แสงอาทิตย์อัสดงเริ่มมืดลงเรื่อยๆ สีส้มอบอุ่นค่อยๆเปลี่ยนเป็นส้มเข้ม

            เมฆบนขอบฟ้าม้วนเข้าหากัน แสงสว่างช่วงกลางวันปนเปไปกับสีหมึกยามค่ำคืนเกิดเป็นสีม่วงอมน้ำเงินงามตา สดใสแต่ก็อ้างว้างเป็นอย่างยิ่ง

            อาจเพราะเป็นช่วงแรกของการผลัดเปลี่ยนเข้าราตรีกาล ทำให้ความเปล่าเปลี่ยวทั้งหมดที่ฝังลึกอยู่ในใจพลันล้นทะลักขึ้นมากู่ร้องไม่หยุดหย่อน

            เขาหยุดชะงัก เงยหน้าเล็กน้อยจับจ้องสีสันงดงามพร่างพราวบนท้องนภาด้วยสายตาค่อนข้างว่างเปล่าอย่างเงียบงัน

            ดวงตาสีดำสนิทสะท้อนสีท้องฟ้าอันสวยสดทว่าความเจิดจ้านั้นส่องเข้ามาไม่ถึงนัยน์ตาของเขา ไม่เกี่ยวอันใดกับเขาเลย

            ข้างหลังราวกับมีแรงมหาศาลบางอย่างพุ่งพรวดเข้ามาหนานหมิงเหอคิดจะเบี่ยงตัวหลบแต่กลับได้ยินเสียงที่ตนไม่มีวันลืมชั่วชีวิตเสียก่อน

            “พี่ชาย เหตุใดจึงมายืนที่นี่คนเดียวเล่า?”

            เสียงของเด็กสาวไม่เหมือนเด็กหญิงในความทรงจำของตนอีกต่อไปน้ำเสียงอ้อแอ้ในวันวานเริ่มโตขึ้น

            แต่สิ่งที่ไม่เปลี่ยนคือความใกล้ชิดและความเชื่อใจตั้งแต่แรกเริ่ม

            ไม่ว่าอย่างไร เยี่ยนเจาเจาก็ไม่เคลือบแคลงสงสัยตนสักนิด

            ร่างอบอุ่นโถมเข้าในอ้อมแขนของหนานหมิงเหอทันทีหนานหมิงเหอรับนางไว้โดยไม่รู้ตัว สัมผัสได้ว่านางกำลังโอบรอบเอวตน และเงยหน้ากะพริบตาปริบๆมองเขา

            สายตาของเยี่ยนเจาเจาเต็มไปด้วยความกังวล

            หนานหมิงเหอกลับยิ้มแย้ม รอยยิ้มอ่อนโยนแหวกว่ายภายในดวงตาสีหมึกขจัดความรู้สึกว้าเหว่เมื่อครู่ “เจาเจามาได้อย่างไร?”

            “คิดถึงพี่ชายแล้ว เลยมาหา”

            เยี่ยนเจาเจายิ้มระรื่น

            เยี่ยนเจาเจาโกหกเขา ความจริงมิใช่อย่างนั้นหรอก

            นางไม่อาจทนปล่อยหนานหมิงเหอดูนางเดินไปคนเดียวจึงได้แสร้งเข้าเรือนรอจนหนานหมิงเหอหันหลังผละจากไปจริงๆ ค่อยแอบมาดูแผ่นหลังของเขาที่หน้าประตู

            เยี่ยนเจาเจามองเพียงแวบเดียวก็รู้ว่ามีบางอย่างผิดปกติ

            น้อยครั้งที่หนานหมิงเหอจะแผ่ความเย็นยะเยือกเข้มข้นเช่นนี้เขาเผลอตัวหรือ แต่เพราะอะไรเล่า?

            -------------------------------------------------------

            เชิงอรรถ

            [1] เยี่ยนจี่เต้า หมายถึง นามของกวีที่ได้รับการยกย่องและมีชื่อเสียงโด่งดังในสมัยราชวงศ์ซ่งมีชีวิตในช่วง ค.ศ.1038-1110

            [2] เจาเจาหมิงเหยี่ย หมายถึง ส่องแสงสว่างไสว

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่ครั้งนี้ขอเป็นสตรีไร้คุณธรรม [จบ] ที่คุณอ่าน

    ทริปท่องเที่ยวอดีตของเซวียเสี่ยวหรั่น [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    ทริปท่องเที่ยวอดีตของเซวียเสี่ยวหรั่น [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    484K 1138
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    ทะลุมิติมาเป็นนางร้าย เปลี่ยนชีวิตใหม่ด้วยมิติห้างสรรพสินค้าในยุค 70【จบ】

    ทะลุมิติมาเป็นนางร้าย เปลี่ยนชีวิตใหม่ด้วยมิติห้างสรรพสินค้าในยุค 70【จบ】

    นิยาย รัก
    989K 1570
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    พลิกฟ้าคืนชีวาชายาอนุ [แปลจบแล้ว]

    พลิกฟ้าคืนชีวาชายาอนุ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    295K 786
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    คู่มือเศรษฐีนีชาวนาฉบับสาวน้อยทะลุมิติ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    คู่มือเศรษฐีนีชาวนาฉบับสาวน้อยทะลุมิติ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    775K 1120
    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    231K 405
    เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นภรรยาเศรษฐีนีแม่ลูกสามในยุค 80 [จบ]

    เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นภรรยาเศรษฐีนีแม่ลูกสามในยุค 80 [จบ]

    นิยาย รัก
    623K 530
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808