ตระกูลเซอร์เตสเป็ตระกูลซึ่งมีผู้นำเป็ขุนนางดำรงตำแหน่งเอิร์ลปกครองเมืองมิเคอร์เบิร์กปราสาทแห่งนี้นับว่าใหญ่โตมีเนื้อที่กว้างขวางหลายร้อยไร่
กระท่อมของสองแม่ลูกนั้นเป็ส่วนหนึ่งเล็กๆของขอบเขตปราสาทเซอร์เตสเท่านั้น
การบ่มเพาะพลังหาใช่หนทางที่ราบเรียบในวันนั้นเมอร์ลินยังไม่สามารถทะลวงระดับ 2 ของขั้นรวบรวมปราณได้ดังที่เขาหวัง
วันถัดมาเขาจึงตัดสินใจปลีกตัวออกมาฝึกพลังในที่ลับตาคนเพื่อหลีกเลี่ยงการรบกวนในระหว่างบ่มเพาะ
หากเมอร์ลินสามารถทะลวงไปถึงระดับ 2 ได้สำเร็จผลลัพธ์ของการบ่มเพาะนั้นจะทำให้ร่างกายของเขามีความแข็งแกร่งยิ่งกว่ามนุษย์ทั่วไป
การบ่มเพาะนั้นหากบรรลุระดับแรกของการรวบรวมปราณได้พละกำลังของผู้ฝึกตนจะเพิ่มเป็เท่าทวี
หากสามารถฝึกไปจนถึงระดับ 2 ร่างกายก็จะแข็งแกร่งทนทานรองรับการโจมตีเหนือคนทั่วไป
ส่วนระดับ 3 นั้นจะทำให้ร่างกายเพิ่มพูนความรวดเร็วที่เหนืุ์
สิ่งเหล่านี้คือผลของการฝึกตนรวบรวมปราณเซียนตามแนวทางแห่งเต๋าเพื่อการหลุดพ้นจากความเป็มนุษย์จนกลายเป็เซียน
เมอร์ลินในตอนนี้ด้วยความสามารถของเขาซึ่งเป็ผู้ฝึกตนในระดับแรกของขั้นรวบรวมปราณเขานั้นสามารถยกของที่หนักกว่าน้ำหนักตัวได้ถึงสามเท่า
เมื่อหากปล่อยหมัดออกไป เขานั้นสามารถหักโค่นต้นไม้ใหญ่ได้อย่างไม่ยากเย็น สิ่งเหล่านี้ถือเป็การฝึกความสามารถที่เหนือขีดจำกัดการเป็มนุษย์
กล่าวถึงสภาพความเป็อยู่ของสองแม่ลูก เนื่องจากเมย์เป็สะใภ้อนุที่ฐานะต้อยต่ำเพราะก่อนหน้านั้นเธอเป็เพียงคนรับใช้เธอจึงถูกคนในตระกูลเซอร์เตสดูถูกและชิงชัง
หลังจากวิชเชอร์ตายเธอถูกให้พักอาศัยอยู่กระท่อมเล็กๆนอกปราสาท
ต่างจากท่านหญิงเดเรียผู้เป็ภรรยาคนแรกที่ทำการแต่งงานอย่างถูกต้องตามธรรมเนียม
เดเรียนั้นเป็ท่านหญิงผู้สูงศักดิ์แห่งตระกูลวินเซ่ เนื่องด้วยฐานะทางสังคมบุตรชายคนเล็กของตระกูลเซอร์เตสและบุตรีแห่งตระกูลวินเซ่ทั้งคู่จึงเป็คู่สมรสที่สมกันดั่งกิ่งทองใบหยก
การปรนนิบัติดูแลของสะใภ้แต่ละคนจึงถูกปฏิบัติต่างกันออกไป
แม้ว่าเมย์และลูกของเธอจะมีสภาพที่ยากลำบากแล้ว แต่ด้วยวิสัยของเมียหลวงเดเรียจึงปฏิบัติกับสองแม่ลูกอย่างร้ายกาจ
เมื่อวิชเชอร์บิดาของเมอร์ลินได้ตายจากไปด้วยอำนาจของเดเรีย เมย์จึงถูกลดให้อยู่เป็คนรับใช้ตามเดิม ยังไม่เท่านั้นเมื่อมีโอกาสเดเรียก็จะทำการกลั่นแกล้งสองแม่ลูกอยู่เสมอ
เหตุการณ์ล่าสุดคือการที่เมอร์ลินถูกส่งให้ไปรับใช้อาเธอร์บุตรแห่งดยุกโครสิ่งเหล่านี้ก็เป็ส่วนหนึ่งของแผนการของเดเรียที่ได้จัดแจงเองทั้งหมด
เมื่อไม่นานมานี้ ในระหว่างทางที่เมอร์ลินกลับจากปราสาทดยุกโคร เขาได้พบกับสองแม่ลูกเดเรียและเคลย์พี่ชายต่างมารดาของเขาในระหว่างทางโดยบังเอิญ
ทั้งที่พวกเขาทั้งสองบุคคลที่เมอร์ลินไม่้าจะพบเจอมากที่สุดแต่์ไม่อาจเป็ใจ กลั่นแกล้งให้เมอร์ลินได้พบกับสองแม่ลูก
เคลย์ที่ถูกเลี้ยงดูด้วยการสั่งสมความแค้นของเดเรีย
ความเคียดแค้นที่ถูกแบ่งความรักของสามีถูกถ่ายทอดมายังผู้เป็เชื้อสาย
ั้แ่นั้นมาเมื่อใดที่เคลย์ได้พบกับเมอร์ลินเขานั้นจะกลั่นแกล้งน้องชายต่างมารดาของเขาอยู่เสมอ
ครั้งนี้ก็เช่นกัน เมื่อเคลย์ได้พบกับเมอร์ลินถ้อยคำดูถูกเหยียดหยามนับไม่ถ้วนก็ถูกพ่นปล่อยออกมา
ในตอนนั้นเอง จู่ๆ เคลย์ก็ปรี่เข้ามาทุบตีเมอร์ลินด้วยสายตาอันเกลียดชังเมอร์ลินหาได้ตอบโต้พี่ชายต่างมารดาของเขาไม่
มิคาด...โชคร้ายนั้นถูกยื่นให้เด็กน้อย
เมอร์ลินถูกพี่ชายต่างมารดาของเขาทุบตีอย่างสะบัดสะบอมจนเขาเสียหลักพลัดตกลงไปในแม่น้ำอันเชี่ยวกราด
เหตุการณ์ทั้งหมดล้วนอยู่ในสายตาของเดเรียทั้งสิ้น
หากตรองด้วยเหตุผลการที่เด็กๆทะเลาะกัน ผู้ใหญ่เช่นนางไม่ควรนำมาเป็เื่ใส่ใจ
แต่ทว่าเหตุการณ์กลับเลยเถิดกระทั่งอันตรายถึงชีวิต เธอกลับนั่งแสยะยิ้มอยู่บนรถม้าอย่างสบายอารมณ์หัวใจของเธอนั้นช่างดำมืด เธอไม่แยแสสักนิดว่าเมอร์ลินจะเป็หรือตาย
เดเรียมองร่างของเด็กน้อยถูกกระแสน้ำเชี่ยวพัดจมลงไปจนลับตา
ดวงตาของเธอในตอนนั้นเ็าเป็อย่างมากเืของเธอจะต้องเย็นเฉียบ หัวใจของเธอต้องมีสีดำสนิทเธอถึงจะแสดงออกด้วยท่าทางอย่างนี้ออกมาได้
แต่ในตอนนั้นเองนับว่าเด็กน้อยยังพอมีโชคอยู่บ้างร่างของเขาได้ลอยไปติดอยู่ริมฝั่งแม่น้ำ
เมอร์เร่ชายชราผู้เป็ข้ารับใช้เก่าแก่ของเอิร์ทเซอร์เตสเขาได้ทำการช่วยเด็กน้อยได้อย่างทันกาล
เมื่อมองไปทั้งปราสาทเซอร์เตสคงมีแต่เมอร์เร่ หัวหน้าพ่อบ้านคนนี้เท่านั้นที่มีเมตตากับสองแม่ลูก
กลับมาปัจจุบัน
เมอร์ลินเมื่อปลีกวิเวกออกมา เขาได้นั่งสมาธิอยู่บนโขดหินและเริ่มบ่มเพาะพลังในทันที
พลังเวทย์ที่อยู่ภายในอากาศรอบๆ ค่อยๆไหลเข้าสู่ร่างกายของเด็กน้อย
เมอร์ลินสามารถกล่าวได้ว่าการรวบรวมปราณนั้นนับได้ว่าเป็สิ่งที่เขาถนัดเป็ที่สุดในอดีตเขานั้นได้อุทิศทั้งชีวิตของเขากับการบ่มเพาะพลัง
ั้แ่เขาเข้าสู่ขอบเขตของขั้นแตกหน่อเป็เวลานับร้อยปีเขาก็ไม่ได้ก้าวออกจากการปิดด่านฝึกตนอีกเลย
ชีวิตในยามนั้นของเขาไร้ซึ่งความตื่นเต้นไม่มีการผจญภัยที่ผาดโผนดั่งเช่นคนอื่นๆ
การต่อสู้ชิงดีชิงเด่นหรืออะไรก็ตามเขานั้นไม่เคยแม้แต่จะข้องเกี่ยวเลยแม้แต่น้อย
เขาเพียงอุทิศชีวิตของเขาให้กับการบ่มเพาะพลังเพียงอย่างเดียว
การรวบรวมพลังจึงหาได้ยากสำหรับเขาทักษะนี้เขาสามารถทำมันได้ราวกับการหายใจเข้าออกของร่างกาย
หากเพียงแต่การทะลวงระดับนั้นต่างหากที่เป็ความยากสำหรับผู้ฝึกตนทุกคนการทะลายขอบเขต่คอขวดของการบ่มเพาะนั้นถือเป็ด่านปราการที่ผู้ฝึกตนทุกคนต้องเผชิญ
เมื่อเวลาเป็ไปหลายโมงยาม
อากาศโดยรอบร่างของเมอร์ลินก็ปรากฏสายลมพัดออกไประลอกหนึ่งภายในร่างของเขาเกิดการสั่นกระเพื่อมราวกับคลื่นทะเลซัดอยู่ในร่าง ิัของเขาค่อยๆปรากฏคราบของเหลวสีดำออกมา มันเป็การขับของเสียผ่านทางิั กลิ่นเหม็นลอยออกมาจากของเหลวสีดำนั้นมันมิอาจสูดดมให้ชื่นใจ
แม้ว่าสิ่งเหล่านี้จะสกปรกและน่ารังเกียจแต่มันกลับเป็สิ่งที่สร้างความปิติยินดีให้กับผู้ฝึกตนทุกคน รวมถึงเมอร์ลินเองด้วยเช่นกัน เขานั้นรู้สึกยินดีไม่น้อยที่ได้ทะลวงผ่านอีกขั้นได้อย่างรวดเร็ว
ระดับ 2 ของขั้นรวบรวมปราณ
ร่างกายของเมอร์ลินยามนี้ได้เปรอะเปื้อนไปด้วยของเหลวที่เป็ของเสียที่ถูกขับออกมาจากร่างกาย
เมอร์ลินจัดการทำความสะอาดร่างกายของเขาด้วยการกระโจนลงสู่ลำธาร
ในตอนที่เขาแช่น้ำอยู่ในลำธาร เขาก็ััได้ว่าแม้แต่น้ำในลำธารก็ยังมีกระแสพลังเวทย์ไหลเวียนอยู่ โลกแห่งนี้ช่างเปี่ยมไปด้วยพลังอันน่าอัศจรรย์
ว่าด้วยเื่ของพลังเวทมนต์ หากผู้ใดสามารถััได้ถึงพลังของธาตุที่อยู่รอบกายได้ พวกเขาเ่าั้ก็จะสามารถดึงพลังจากธาตุนั้นๆ มาใช้การได้
เพียงแต่ในเวลานี้เมอร์ลินคิดว่าเขานั้นยังไม่เหมาะในการเรียนเวทมนต์
อีกทั้งเ้าของร่างคนก่อนก็เป็เพียงเด็กน้อยธรรมดาที่ไม่สามารถใช้เวทมนต์ได้
หากเขากระทำการหุนหันในยามที่เขายังไม่แข็งแกร่งพออาจจะเป็ปัญหาต่อไปในอนาคตได้
แม้เมอร์ลินในยามนี้จะกระหายศาสตร์ความรู้ใหม่ที่เรียกว่าเวทมนต์มากมายสักแค่ไหน แต่ว่าการบ่มเพาะในขั้นรวบรวมปราณนั้นยังไม่สามารถฝึกฝนปะปนกับศาสตร์อื่นได้ เพราะการบ่มเพาะขั้นรวบรวมปราณนั้นถือเป็การสร้างรากฐานที่มั่นคงของการฝึกตน
หาก้าสร้างฐานฝึกตนที่ดี จึงไม่ควรทำให้ฐานนั้นมีตำหนิการมีพลังอื่นปะปนอยู่นั้นเป็ความเสี่ยงในการสร้างตำหนิในฐานฝึกตน หากเกิดความผิดพลาดนั่นอาจทำให้เกิดผลกระทบต่อการฝึกตนในอนาคตได้
เมอร์ลินนั้นกลัวเหลือเกินว่าจะเกิดประวัติศาสตร์ที่ซ้ำรอยหากเขาสามารถบ่มเพาะไปถึงจุดสูงสุดและเริ่มทำการตัดิญญาอีกครั้งฐานที่มีตำหนิอาจจะเป็ต้นเหตุที่ทำให้เกิดความล้มเหลวในการตัดิญญาก็เป็ได้
หากเขายังมีความ้าเป็เซียน เขาจึงทำเป็ต้องใจเย็นและคิดอย่างถี่ถ้วนในเื่ของการบ่มเพาะ
ดังนั้นแล้วในยามนี้เมอร์ลินจึงตั้งใจว่าหากเขายังไม่สามารถบรรลุถึงขอบเขตก่อลำต้นได้ เขายังจะไม่ฝึกปรือศาสตร์ใดๆ ปะปนพร้อมกันทั้งหมดนี้เพื่อป้องกันความผิดพลาดที่จะเกิดในภายภาคหน้า
เมื่อได้ชำระร่างกายเรียบร้อยแล้ว เมอร์ลินจึงเริ่มนั่งบ่มเพาะพลังต่อไปอีกครั้งหนึ่ง
จนเวลาล่วงผ่านนับหลายชั่วโมง เมื่อถึงจุดหนึ่งเขาก็ััได้ว่าการบ่มเพาะพลังของเขานั้นเข้าใกล้ส่วนปลายของขอบเขตระดับ2 ของขั้นรวบรวมปราณแล้ว
เพียงอีกครึ่งก้าวเขาก็จะสามารถถึงจุดคอขวดของขีดจำกัดสูงสุดของระดับ2 แล้ว
ทันใดนั้นเขาก็ได้ยินเสียงหนึ่งะโเรียกชื่อเขา
“เมอร์ลิน! เมอร์ลิน ... เ้าอยู่ไหน เมอร์ลิน ... เ้าอยู่แถวนี้รึเปล่า?”
เสียงนั้นเป็ของเมอร์เร่ ผู้ซึ่งเป็หนึ่งในสี่หัวหน้าพ่อบ้านตระกูลเซอร์เตส
เมอร์เร่นั้นคือผู้มีพระคุณของร่างนี้เขาคือคนที่ช่วยชีวิตเด็กน้อย
“ข้าอยู่นี่ ท่านลุงเมอร์เร่”
เมอร์ลินเอ่ยขานรับคำชายชรา นั่นเป็เพราะเขาไว้ใจในตัวของเมอร์เร่
จากความทรงจำของเ้าของร่างคนเก่า ชายชราผู้นี้เป็คนหนึ่งที่ให้ความเอ็นดูเป็อย่างดีต่อเด็กน้อยคนนี้ไม่น้อยอีกทั้งเขายังเป็ผู้ที่ช่วยเมอร์ลินขึ้นมาจากน้ำอีกด้วย
ชายชราเมื่อได้ยินเสียงตอบรับ ก็รีบตรงมายังที่ที่เด็กน้อยอยู่ในทันที
“เ้าอยู่นี่เอง ข้าตามหาเสียแทบแย่”
เมอร์เร่ปรากฏต่อหน้าเมอร์ลินอย่างรวดเร็วชายชราผู้นี้มีการเคลื่อนไหวที่รวดเร็วมิหนำซ้ำเขายังไม่มีท่าทีในการแสดงความเหน็ดเหนื่อยออกมาแม้แต่น้อยนั่นแสดงว่าพ่อบ้านใหญ่คนนี้นั้นต้องเป็ตัวตนที่มีฝีมือติดตัวอยู่ไม่น้อย
“ท่าทางของท่านดูรีบเร่ง มีเื่อะไรหรือท่านลุง”
“มีสารด่วนมาจากปราสาทดยุกโคว์เนื้อความคือให้เ้ารีบกลับไปที่นั่นเดี๋ยวนี้ อีกไม่กี่มันวันโรงเรียนวอเดอร์เซี่ยนจะเปิดเรียน เ้าในฐานะผู้ติดตามของท่านอาเธอร์จะต้องติดตามไปด้วย”
“แต่ข้าเพิ่งจะมาถึงที่นี่” เมอร์ลินเอ่ยทัดทานเหตุเพราะเขารู้ว่าเ้าของร่างคนเก่าพึ่งกลับมาเยี่ยมบ้านได้เพียงไม่กี่วัน
“นั่นไม่ใช่เหตุผลคำสั่งของผู้เป็นาย คือสิ่งที่ผู้เป็ข้ารับใช้จะต้องปฏิบัติตาม นี่ต่างหากคือเหตุผล”เมอร์เร่หยุดและเอ่ยต่อ “เมอร์ลินข้านั้นสงสารเ้านัก แต่ชะตาชีวิตของคนเราแต่ละคนล้วนต่างกันมันขึ้นอยู่ที่ว่าเ้าจะฝ่าฟันมันไปได้สักเพียงใด”
ชายชราถอนหายใจยาวออกมาแววตาของเมอร์เร่นั้นแสดงซึ่งความสงสาร
เมอร์ลินนิ่งไปครู่หนึ่งและเอ่ย
“ข้าเข้าใจแล้วท่านลุงข้าจะรีบไปเก็บของออกเดินทางเดี๋ยวนี้”
ไม่รอช้าเมื่อเมอร์ลินรับปากแล้วเขาจึงเดินจากไปทันที
เมอร์เร่จ้องมองแผ่นหลังเล็กๆ นั้นด้วยความรู้สึกที่เวทนา
เมื่อเมอร์ลินกลับมาถึงบ้าน เขาได้บอกกล่าวข่าวที่ได้รับมาแก่เมย์
ทันทีที่เมย์ทราบ หญิงสาวก็โผล่เข้าโอบกอดเมอร์ลินเธอร้องไห้ออกมาอย่างสะอึกสะอื้น
เสียงสะอื้นของเมย์นั้นพาลทำให้หัวใจของเมอร์ลินเกิดความรู้สึกสั่นไหว
เมย์ไม่ได้พบกับลูกชายของเธอมานานนับปีลูกชายของเธอกลับมาเยี่ยมได้ไม่นานก็มีคำสั่งให้กลับไปเสียแล้ว
ภายในอ้อมกอดของมารดาของเ้าของร่างเก่าพลันเทียนหลงก็เกิดความรู้สึกหวั่นไหว หัวใจของเขารู้สึกอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูกกับอ้อมกอดนี้
ความรักของเมย์ผู้ที่ซึ่งเป็มารดาถูกส่งผ่านมายังร่างของเด็กน้อยมันเป็ความรู้สึกที่เขาไม่เคยได้พบพานมาก่อน เพราะในอดีตเทียนหลงนั้นเป็เด็กกำพร้าที่ถูกพ่อแม่ทอดทิ้งเคราะห์ดีที่ถูกอาจารย์เก็บมาชุบเลี้ยงความรู้สึกของครอบครัวจึงเป็ความรู้สึกที่เขาไม่เคยพบพานมาก่อน
เมื่อได้ทำการร่ำลาเรียบร้อยแล้วเป็เพราะคำสั่งด่วนจึงทำให้เมอร์ลินต้องเร่งออกเดินทางในทันที
การเดินทางไปปราสาทดยุกโคว์ต้องใช้เวลาถึง3 วันด้วยกันนั่นก็แปลว่าเมื่อเมอร์ลินไปถึงก็ต้องเร่งออกเดินทางพร้อมกับอาเธอร์ในทันที
หากจะกล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างเมอร์ลินและอาเธอร์แล้วพวกเขาทั้งสองคนนั้นมีอายุห่างกันถึง 3 ปี
โดยที่เมอร์ลินนั้นมีอายุ 7 ขวบ ส่วนอาเธอร์นั้นมีอายุ10 ขวบด้วยกัน และดูเหมือนว่าอาเธอร์นั้นจะไม่ใส่ใจในผู้ติดตามของเขานัก
หากมีโอกาสอาเธอร์ก็มักจะหาเื่แกล้งเมอร์ลินได้เสมอและมีหลายครั้งที่ถึงขั้นลงไม้ลงมือทุบตีแต่มันก็เป็การทุบตีแบบเด็กๆ
ด้วยความที่ว่าอาเธอร์นั้นเป็บุตรของหนึ่งในสองดยุกผู้ยิ่งใหญ่ของอาณาจักรอารากอนเขาจึงถูกเลี้ยงดูแบบตามใจจนเด็กชายกลายเป็คนที่มีนิสัยเอาแต่ใจอยู่ไม่น้อย
แต่กระนั้นอาเธอร์ก็ยังเด็กหนุ่มหน้าตาดีเขามีรูปโฉมที่งดงามราวกับเทพเ้า ส่วนในเื่ความสามารถเขานั้นมีวิชาดาบและพลังเวทมนต์ที่ดีเยี่ยมด้วยความสามารถและพร์ของเขา อาเธอร์จึงถูกตั้งเป็ความหวังของอาณาจักร
เมื่อมองกลับมาที่ตัวของเมอร์ลินคนเก่าด้วยร่างกายอันผอมแห้งและไร้ซึ่งความสามารถของวิชาดาบหรือเวทมนต์สิ่งที่เด็กน้อยทำได้ดีก็มีแต่การเป็ผู้รับใช้เท่านั้น เพราะการที่ไร้ความสามารถนี้จึงทำให้น้อยคนนักที่จะรู้ว่าเขานั้นเป็หนึ่งของทายาทกระกูลเซอร์เตส
เทียนหลงซึ่งอยู่ในร่างของเมอร์ลินยามนี้เขากลับยินดีกับความจริงในข้อนี้ เพราะการอยู่ในฐานะที่ไม่มีคนสนใจนั้นเป็โอกาสที่ทำให้เขาสามารถหลีกเลี่ยงเื่ยุ่งยากเกี่ยวกับการบ่มเพาะของเขาได้
แม้ว่าการลดตัวลงมาเป็ผู้รับใช้ของคนๆหนึ่งจะทำให้เขาไม่สบอารมณ์เท่าไรนัก แต่เพื่อหนทางเบื้องหน้าจึงทำให้เื่นี้ยังพอที่จะทำให้เขาสามารถรับมันได้อยู่
ใน่ที่เขาไร้ซึ่งอำนาจเช่นนี้การทำตัวให้เป็คนธรรมดานั้นถือเป็เื่ที่ดีที่สุด
ตามจดหมายเรียกตัวกลับที่ส่งมา ในครั้งนี้เขาจะต้องเดินทางติดตามอาเธอร์เพื่อไปเข้าเรียนในโรงเรียนวอเดอร์เซี่ยนโรงเรียนที่ถูกก่อตั้งขึ้นโดยศาสนจักรแห่งแสง ดินแดนที่มีอำนาจเทียบเคียงกับ 5อาณาจักรใหญ่