่นี้ผมยังมีเงินเหลืออยู่นิดหน่อย ผมจึงพักผ่อนได้อย่างเต็มที่ที่บ้าน
แต่ใน่ไม่กี่วันมานี้ ผมกินอะไรไม่ค่อยได้ เคี้ยวไม่ค่อยลง เนื่องจากความเครียดเเละวิตกกังวลทำท้องไส้ผมปั่นป่วน
ส่วนพี่หลี่ก็เริ่มแวะมาที่ร้านผมเป็ครั้งคราว พร้อมกับพกไวน์มาดื่มด้วยกันทุกครั้ง
หลังจากหลายวันมานี้ทำให้ผมเริ่มคอแข็งจากการดื่มแอลกอฮอล์กับหลี่หม่าจือมากขึ้นทุกครั้ง
วันหนึ่ง พี่หลี่ถามผมด้วยความเมาว่า "่นี้จะมีธุระอะไรให้เราทำเพิ่มบ้าง? พี่นั่งเยอะเกินไปจนริดสีดวงจะเรียกหาอยู่แล้ว"
ผมตอบด้วยความหงุดหงิดว่า "พวกวัตถุชั่วร้ายในโลกนี้ ไม่ได้มีกระจัดกระจายเต็มไปทั่วจนทำให้เราสามารถมีกินอยู่ได้ทุกปีหรอกนะ"
"เห้อ!...น้องเนี่ย ไม่มีความกล้าได้กล้าเสียเอาซะเลย ยิ่งนายมีธรุกิจแบบนี้ มันหมายความว่าเราต้องไปค้นหาสิ่งนั้นด้วยตัวเอง..ยังไงเถอะ พรุ่งนี้พี่จะขับไปส่งนายให้ไปอยู่กับหมูบ้านไกลๆ จะได้ไปเดินเล่นเปลี่ยนบรรยากาศ เผื่อนายจะได้ข้อมูลเชิงลึกเพิ่มเติมบ้าง" พี่หลี่ตอบ
จนถึงวันรุ่งขึ้น หลี่หม่าจือขับรถมารับผมที่บ้านจริงๆ ดูเหมือนเขาจะเตรียมสัมภาระสำหรับการเดินทางไกลด้วยซ้ำ
ผมฝืนยิ้มแล้วพูดว่า "พี่มีเวลาหาเงินตลอด แต่ทำไมเราต้องมาลำบากด้วยกันแบบนี้ด้วย?"
"ฮ่าๆๆ ..น้องชาย นี้นายยังไม่เข้าใจอีกหรอ? ...พี่ต้องเก็บเงินเผื่ออนาคตไว้ให้ลูกชาย ไม่ว่าจะค่ากิน ค่าเรียน ค่าบ้านใหม่ หรือหาเมียดีๆ มันไม่ง่ายเลยใช่มั้ยละ? และถ้านายมีเมีย แต่ยังคิดปล่อยตัวแบบนี้อีก ต่อให้ใช้เงินเมียมันก็ไม่ได้ทำให้นายพอใช้ไปตลอดชีวิตด้วยซ้ำ" หลี่หม่าจือสอน
ยังไงก็เถอะ มันไม่มีประโยชน์ที่จะอยู่แต่ในร้านไปเรื่อยๆ สู้เราออกไปข้างนอกกับพี่หลี่ดีกว่า ผมเห็นด้วยกับเขา
หลังจากคุยกันรู้เื่แล้ว ผมก็รีบไปจัดเสื้อผ้า 2-3 ชุด แล้วขึ้นรถออกเดินทางไปกับพี่หลี่ต่อ
จนถึงเวลาพระอาทิตย์ตกดิน ผมเบื่อที่จะเอาแต่หลับๆ ตื่นๆ มาหลายรอบแล้ว ภายนอกมีแต่ความมืดสนิท
ผมบิดี้เีและหยิบโทรศัพท์เปิดดู GPS ก็พบว่าเราห่างจากหมู่บ้านไปตั้ง 700-800 กิโลเมตร
ผมสะดุ้งใทันที รีบหันไปถามพี่หลี่
"เฮ้! GPS มันเสียหรือเปล่า?"
หลี่หม่าจือยิ้มอย่างเชื่องช้า สีหน้าเหนื่อยล้า และมีดวงตาสีแดง
ผมใอีกครั้ง แล้วถามซ้ำ "นี้พี่ขับรถทั้งวันหรือเปล่า??!"
หลี่หม่าจือพนักหน้าช้าๆ เขาอ้าปากหาว แล้วมือเขาก็หลุดออกจากพวงมาลัย รถเบี่ยงออกเกือบจะชนต้นไม้ให้ญ่ข้างหน้า
ผมรีบบอกให้พี่หลี่หยุดรถ ถามด้วยความโมโห "บอกผมมาตรงๆ!..พี่มีแผนจะทำอะไรกันแน่? จะพาผมไปนอกประเทศหรือไง?"
หลี่หม่าจือ หาวอีกครั้งแล้วตอบกลับ "พี่กลัวที่จะบอกว่าสถานที่นั้นอยู่ที่ไหน และพี่รู้อยู่แล้วว่านายไม่้าไปที่นั้น ก็เลยจะฝืนไปให้ถึงแล้วค่อยบอกทีหลัง...แต่ไม่เป็ไร รอพี่ก่อน อีกสักพักจะถึงแล้ว"
หลังจากที่เขาพูดจบ เขาก็เริ่มขับรถอีกครั้งด้วยดวงตาที่ขุ่นมัว
ผมรีบผลักเขาออกจากที่นั่ง นึกสภาพที่รถเกือบจะชนต้นไม้ตอนนั้น ใครจะอยากให้เขาขับต่อ!
เรามาถึงกันขนาดนี้ เรากลับไปไม่ได้แล้ว ยังไงผมก็ต้องขับไปต่อ
ผมเริ่มสตาร์ทรถและออกตัวไปตามเส้นทางที่ปักหมุดไว้
ผมถามพี่หลี่ด้วยความสงสัย "แล้วพี่ได้ข้อมูลที่ห่างจากบ้านเป็พันกิโลขนาดนั้นมาจากไหน..แล้วมันมีสมบัติอยู่ที่นั้นจริงๆ หรอ?!"
...คำตอบที่ผมได้กลับเป็เสียงกรนของเขา ผมพึมพำด้วยความไม่พอใจอยู่เงียบๆ ..คนอะไรโลภเห็นแก่เงินมากกว่าชีวิตของตัวเอง!
ผมขับรถผ่านไปแล้ว 2 ชั่วโมง เพิ่งลงจากทางด่วนจากเมืองคุนซาน ที่มณฑลเจียงซู แล้วผมก็ปลุกเขาขึ้นมา
หลี่หม่าจือตื่นด้วยความงัวเงียแล้วถามผม "เรามาถึงกันแล้วหรือยัง?"
ผมบอกใช่ เขาจึงหยิบโทรศัพท์ออกมากดเบอร์เตรียมโทรหาใครสักคน
แต่แล้วจู่ๆ ก็มีรถเก๋งสีดำมาจอดข้างหน้ารถเราแล้วบีบแตร่ใส่ทันที
หลี่หม่าจือบอกให้ผมตามรถคันนั้นไป
หลังจากที่ผมขับตาม ผมไม่เข้าใจเลยว่าทำไมคันนั้นถึงขับเร็วถึง 130 ไมล์ บนทางหลวงแบบนั้น แต่ผมก็ทำได้แค่เยียบคันเร่งตามให้ทัน
โชคดีในที่สุดก็ถึงสักที..รถคันนั้นพาเรามาจอดอยู่ที่หน้ารงแรมแห่งหนึ่งในตัวเมืองคุนซาน
คนที่เปิดประตูลงมาจากรถเป็ชายหนุ่มใส่ชุดกีฬา เขาโยนการ์ดห้อง 2 ใบให้ผมแล้วพูดต้อนรับ
"ขอบคุณที่ทำงานหนัก ผมจองโรงแรมไว้ให้คุณแล้ว กรุณาอยู่ที่นี่ก่อน ผมจะไปหาคุณเร็วที่สุดเมื่อผมทำธุระเสร็จแล้ว"
หลังจากเขาพูดจบ เขาก็ออกตัวรถไปอย่างรวดเร็ว
ผมสับสนนิดหน่อย และถามพี่หลี่ต่อ "คนนั้นคือใคร? แล้วเขาเชื่อถือได้หรอ?"
หลี่หม่าจือยิ้มแล้วตอบ "นายรู้มั้ยว่าทำไมเขาทำตัวดูลึกลับรีบร้อนขนาดนั้น...เพราะเขารู้ว่าเราอาจจะเจอปัญหาใหญ่จนต้องเก็บเป็ความลับยังไงละ..ปะ ไปอาบน้ำในที่พักก่อนเถอะ พี่เหนื่อยแล้ว"
...บางทีเขาอาจจะนั่งรถจนขาชาเกินจะทนไหวแล้วมั้ง...แต่ผมรู้สึกไม่สบายตัว มันรู้สึกเซไปเซมาแล้วอยากจะอ้วกมาตั้งนานแล้ว
ผมขู่พี่หลี่ในใจ ถ้าครั้งนี้ผมไม่ได้เงินล้านจากทริปครั้งนี้อีกละก็..เดี๋ยวจะฆ่าทิ้งไม่ให้ได้ไปผุดได้เกิด
หลังจากที่เราใช้เวลาอยุ่กับที่พักไปคืนนึง จนถึงรุ่งเช้า..หลี่ม่าจือโยนเสื้อผ้าให้ผมใส่ จะได้เดินไปไหนมาไหนได้สะดวก
ผมกางเสื้อดู มันเป็เสื้อสเวตเชิ้ตสีดำล้วน...ผมน่านิ่งรู้สึกไม่พอใจเท่าไหร่ เลยถามไปว่า
"ทำไมถึงเอาเสื้อผ้าตามข้างถนนแบบนี้มาให้ผมใส่ด้วย? มันดูไม่เหมาะ ถ้าใส่ออกไปข้างนอก!"
"ฮ่าๆๆๆ คืนนี้เราจะไปทำธุระที่ลับสุดยอด ทางที่ดีเราควรเลือกใส่เสื้อผ้าสีนี้ เพื่อไม่ให้ถูกจับได้จะดีกว่า" หลี่หม่าจือตอบ
ผมรู้สึกเริ่มมีบางอย่างผิดปกติมากขึ้นเรื่อยๆ ผมจึงคว้าคอเสื้อพี่หลี่ เพราะผมโมโหและ้าความชัดเจน
หลี่หม่าจือเดินไปปิดประตูปิดม่าน แล้วกระซิบถามผมว่า "น้อยชาย..นายเคยได้ยินเื่ราวเกี่ยวกับลานปะายมบาลหรือเปล่า!?"
"ลานปะายมบาล?!"
ผมงงไม่เข้าใจสิ่งที่เขาถามถึง
หลี่หม่าจือเริ่มอธิบาย "เมื่อไม่นานมานี้ ที่ขุดอ่างเก็บน้ำในเมืองคุนซาน พวกเขาได้พบลานปะา...ลองคิดดูสิ! แค่ชื่อของสถานที่นั้นก็เป็เื่ที่สนใจมากแล้ว..มันจะต้องมีวัตถุที่ชั่วร้ายมากมายอยู่ในนั้นแน่ๆ!!”
...แน่นอนว่าผมไม่เชื่อว่าจมีเื่แบบนี้เกินขึ้นได้ ผมจึงขอให้เขาอธิบายให้ละเอียดอีกรอบ
หลี่หม่าจือไอเทสเสียงก่อนจะอธิบายต่อ
"ตอนที่พี่ทำงานอยู่ที่กรุงซูโจว พี่ได้เจอกับพี่ชายก่อนที่เขาจะเริ่มเปิดโรงงานผลิตอาหารแปรรูป..แต่แล้วธุรกิจก็ไปไม่รุ่ง และเขาได้เล่าถึงเหตุการณ์แปลกๆ ที่เกิดกับเขามาแล้ว 1-2 ครั้ง ในโรงงานของเขา อย่างเช่น จู่ๆ เครื่องจักรก็ทำงานกลางดึก หรือยังมีพนักงานหลายคนเห็นเงาดำคล้ายร่างคนอยู่หลายตนโผล่ตัวอยู่นอกหน้าต่างในขณะที่พวกพนักงานเลิกงานกำลังกลับบ้าน..ยังไม่พอ พนักงานคนหนึ่งเดินไปเข้าห้องน้ำ เขาเล่าว่าได้ยินเสียงชักดาบจากทางด้านหลัง พอเขาหันกลับไปมองเขาก็เห็นเป็ชายชาวญี่ปุ่นถือดาบทำหน้าเยาะเย้ยเขา หลังจากนั้นเขาก็รายงานลาออกทันที่ในวันถัดมา..แล้วข่าวพวกนี้ก็กระจายไปทั่วในโรงงาน ทำให้ประสบปัญหาพนักงานไม่พอจนต้องปิดตัวลง"
ผมเริ่มสนใจขึ้นมาและ้ารู้สิ่งที่เกิดขึ้นต่อเลยถามกลับ "แล้วแน่ใจได้ยังไงว่าที่นั้นคือลานปะา? ...เป็ไปได้มั้ยว่าพวกเขาจะเห็นปีศาจหัววัวหรือหัวม้าในหม้อทองแดงด้วยหรือเปล่า??"
หลี่หม่าจือตอบกลับ "พวกเขาเจอแม้กระทั่งกิโยติน*ด้วยซ้ำ นับประสาอะไรกับไอแค่หม้อ!"
ผมขนลุกซู่กับสิ่งที่พี่หลี่เล่า
แต่เดิมทีผมคิดว่าลานปะานั้น เป็ที่เื่ลือแค่ในนิยายที่สืบทอดรุ่นสู่รุ่นต่อๆ กันมา ไม่คิดว่าที่นั้นจะเป็สถานที่เก่าที่เคยเกิดเื่แบบนั้นขึ้นจริงๆ ...ผมขอให้พี่หลี่เล่ารายละเอียดเพิ่มอีกที
กลายเป็พี่ชายของเขาไม่สามารถไปต่อกับธุรกิจได้ เขาจึงขายที่ดินทั้งหมดให้กับรัฐบาล และทางรัฐบาลได้ขุดเป็อ่างเก็บน้ำ
แต่เมื่อขุดกลับเจอปัญหาใหญ่เข้า
เนื่องจากทีมงานก่อสร้างแจ้งว่าเมื่อขุดใต้ดินลึกถึง 2 เมตรก็มีโครงกระดูกและอิฐอยู่จำนวนมากเกินไป
นอกจอกนี้ อิฐทั้งหมดมีรูปทรงก้อนใหญ่มากและเป็ชนิดที่เก่าแก่ ไม่เหมือนกับอิฐสมัยนี้
ตอนแรกพวกทีมงานก่อสร้างรู้สึกตื่นเต้นมาก เพราะพวกเขาคิดว่าที่นั้นคือสุสานโบราณอาจจะสมบัติล้ำค่าที่จะทำให้พวกเขาร่ำรวย
หลังจากที่ได้ขุดลึกลงไปอีก พวกเขาได้พบว่ามีบางอย่างผิดปกติ เพราะมันดูไม่เหมือนสุสานโบราณ แต่เป็หลุมศพหมู่มากกว่า
ในการทำงานเพียงครึ่งวันพวกเขาได้ขุดโครงกระดูกทั้งหมดออก
และยิ่งไปกว่านั้น โครงกระดูกส่วนใหญ่ไม่ครบสมบูรณ์ ไม่ว่าจะส่วนแขน ขา ก็หายไป เหมือนกับถูกเลื่อยออกทั้งเป็ก่อนตาย
ทุกคนจึงมองว่าโรงงานแปรรูปอาหารนั่นคือโรงงานอาถรรพ์
เหอะ! ช่างน่าตลก กระดูกที่ถูกฝังหมู่อยู่ใต้ดินแบบนั้น คงจะแปลกถ้าไม่เกิดเื่อาถรรพ์ขึ้น
ต่อมาทีมงานต่างกลัวกับสิ่งชั่วร้ายจะกระทบถึงทุกคน พวกเขาจึงไม่พร้อมขุดอีกต่อไป
แต่ถึงอย่างนั้นดูเหมือนิญญาหมู่ที่นั้นจะโกรธแค้นกับสิ่งที่พวกเขาทำมาก
คืนนั้นทีมงานก่อสร้างประสบอุบัติเหตุ ผู้รับเหมาต้องรับผิดชอบในไซต์งานทั้งหมดและการตายของพวกเขาช่างน่าเวทนาจริงๆ
และการเสียชีวิตของพวกเขา ทำให้คนอื่นๆ ในทีมงานโกรธเคืองเช่นกัน
พวกเขาจึงพากันขุดโครงกระดูกที่เหลือออกทั้งหมดและเผาซ้ำ
จากนั้นยังเชิญพระภิกษุมาทำการสะเดาะเคราะห์ยังสถานที่นั้นอีกด้วย
แต่พวกเขายังคงขุดต่อไป..ในที่สุดพวกเขาก็ค้นพบอีกว่าสถานที่นั้นไม่ใช่หลุมศพหมู่ทั่วไป
เพราะในขณะที่ขุดหา พวกเขาพบแผ่นหินอ่อนที่มีคำว่า "ลานปะาคดี" สลักอยู่
จนกระทั่งได้ขุดไปเจอหม้อใหญ่ขึ้นมาในนั้นมีแต่โครงกระดูกที่ถูกตุ๋นจนนิ่ม ถัดจากหม้อก็ได้เจอกับกิโยตินขนาดใหญ่ที่ขึ้นสนิม และยังมีอีกหลายอย่าง
เมื่อรู้ว่าสถานที่นี่คือลานปะา ทุกคนก็ต่างใกลัวจะถูกผลกระทบ
แม้แต่พระก็ไม่อาจช่วยได้ พวกเขาจึงพากันรีบถมหลุมโดยเร็ว
แต่เื่ไม่ได้จบลงแค่นี้ เมื่อฟ้ามืดลง ทีมงานก่อสร้างก็ได้เสียชีวิตลงอีกคน สาเหตุเพราะถูกตัดหัวด้วยมีดทำครัว
ทุกคนคิดเหมือนกันว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับคนตายล่าสุดนี้ มันเหมือนกับการทรมานคนด้วยการถูกตัดคอโดยกิโยติน
และพวกเขายังคิดลือไปกันทั่วอีกว่า ยมราชยังคงโกรธและจะพาทุกคนเข้าสู่นรกจนได้
อยากที่รู้กันดีว่าคนจีนโซนใต้นั้นเชื่อโชคลางและพวกเขาจะเชื่อทุกคนเมื่อเจอเื่ประหลาดๆ พวกทีมงานไม่ได้แจ้งตำรวจแต่ปกปิดเื่ราวไว้ ได้แต่แจ้งกับรัฐบาลว่าเป็เพราะสภาพทางธรณีวิทยาของที่ดินมีปัญหา จึงไม่เหมาะที่จะสร้างอ่างเก็บน้ำได้
ส่วนผู้คนในบ้านที่รู้เื่ก็ต่างหวาดกลัว จนถึงขั้นถวายปลาและเนื้อจำนวนมากให้กับสถานที่ลานปะา และสวดภาวนาเพื่อขอขมา
โดยไม่คาดคิดว่าหลังจากที่ทำแบบนั้น มันจะได้ผลจริงๆ ..ไม่มีใครเสียชีวิตอีกเลย พวกเขาอยู่กันอย่างสงบสุข
ผมหายใจเข้าแล้วมองหน้าพี่หลี่ด้วยความไม่เชื่อกับเื่ที่เขาเล่ามา และถามย้ำให้ชัวร์ว่า
"เื่ทั้งหมดที่พี่เล่าเกี่ยวกับคนตายพวกนั้นมันเป็เื่จริงหรอ?"
*กิโยติน [อุปกรณ์การปะาชีวิตของฝรั่งเศส ถูกประดิษฐ์ขึ้นใน่การปฏิวัติฝรั่งเศสเพื่อใช้ตัดคอนักโทษ]