"นายว่ายังไงนะ?"
"เปล่าไม่มีอะไร"
คาร์ลหันมองหน้าคนข้างๆ เล็กน้อยก่อนยักไหล่เดินไปนั่งรอลูกที่โซฟาสีดำในห้องของตน
พวกเขาไม่เคยต้องมาร่วมคิดร่วมปรึกษาผัญหากับใครทุกอย่างตัดสินใจได้เองเพียงลำพังแต่ ณ เวลานี้วันที่ลูกโตขึ้นเรื่อยๆ กลับต้องหันหน้าเข้าหากันอย่างจริงจังเพื่อคนตัวเล็กเพียงคนเดียวที่ไม่คิดว่าจะรักจะแคร์ใครได้เท่านี้อีกแล้ว
"ทำไมคาร์ลกับชาร์มนั่งโซฟาตัวเดียวกันได้ แปลกมาก มีใครป่วยหรือเปล่าเนี่ย?"
คิลีสามขวบหันซ้ายหันขวามองพ่อแม่ตนเองแล้วขมวดคิ้วกับภาพแปลกตาตรงหน้าจนต้องใช้มือเล็กป้อมแตะหน้าผากคนนั้นทีคนนั้นทีอย่างไม่ไว้วางใจ
"ไม่มีใครป่วยหรอกลูกมานั่งตรงกลางนี่หน่อยพวกพ่อมีเื่จะคุยด้วย"
"เื่วันนี้เหรอ ก็ไม่มีอะไรนะชาร์มกับคาร์ลยังไม่ชินอีกเหรอพวกคุณก็รู้ว่าสิ่งที่เราทำมีเหตุผลเสมอ"
คนตัวเล็กเดินกอดอกหน้างอเหมือนยังเคืองผู้ปกครองตัวโตอยู่แต่ก็ยอมเดินมานั่งตรงกลางบนโซฟาเดียวกับพ่อแม่ทั้งสอง
ชาร์มใช้ผ้าขนหนูผืนนุ่มสีขาวซับหัวเปียกชื้นให้เด็กน้อยอย่างเบามือ
"ลูกถูกเพื่อนล้อเื่ครอบครัวเราแยกกันอยู่ใช่ไหม?"
หัวหน้าครอบครัวตัวโตเอ่ยถามลูกชายสุดหวงตรงกลางด้วยน้ำเสียงใจดีผิดกับตอนปกติที่ชอบพูดทีเล่นทีจริงจนคนเป็แม่อย่างชาร์เลิกคิ้วแปลกใจเพราะไม่ได้อยู่ร่วมกันคิดว่าจะเลี้ยงลููกแบบห่ามๆบ้าบอไร้สาระซะอีกตอนเกิดเื่ก็...ดูเป็ผู้เป็คนขึ้น
"เราไม่ใช่ก้อนหินนะจะได้ยอมนิ่งให้ใครว่าอะไรก็ได้อ้ะ"
คิลเบะปากทำท่าเบื่อหน่ายปัญหาเดิมๆ ที่ไม่มีใครช่วยได้
"แต่ลูกไม่ชอบให้ใครมาว่าเื่นี้ถูกไหม?"
คาร์ลถามย้ำอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ
"แหงล่ะเด็กคนไหนชอบบ้างล่ะ?"
"ลูกก็รู้ใช่ไหมว่าพวกพ่อไม่ได้คบหรือรักกันจนแต่งงานมีลูกเหมือนคนอื่นๆ "
ชาร์มค่อยๆ เช็ดผมเส้นเล็กอย่างถนุถนอมการพูดด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่มแต่ความหมายเฉือดเฉือนทำให้คนผมยาวต้องหันมากระแอมจ้องหน้าคนอายุมากกว่าแล้วขยับปากพูดไม่มีเสียง
'คุณพูดบ้าอะไรเนี่ย'
ชาร์มทำหน้างงก่อนจะหุบปากฉับเพราะพึ่งคิดออกว่าไม่สมควรพูดตอนนี้
"ใช่สิเราไม่ได้เกิดมาจากความรักของชาร์มกับคาร์ลถึงรักเราได้นิดเดียวใช่ไหม?" คนตัวเล็กกอดอกเชิดหน้าขึ้นด้วยท่าประจำยามไม่พอใจอะไร
"ไม่ใช่อย่างนั้นคิลี คือว่า.."ชาร์มที่มักจะพูดน้อยสื่อสารไม่เก่งได้แต่อำอึ้งกลายเป็ตนเองที่พอมีปัญหาในครอบครัวกลับพึ่งพาไม่ได้ทำให้คนเป็พแม่ของลูกขมวดคิ้วรูสึกผิดพยายามประมวลคำพูดมาคุยกับลูกเพื่อไม่ให้คิลีรู้สึกแย่ไปกว่านี้จนคาร์ลต้องยกลูกชายมานั่งตักแล้วพูดแก้สถานการให้
"เรากำลังจะบอกลูกว่าเราจะย้ายมาอยู่ด้วยกันต่างหากเ้าลูกหมี~"
"ห๊า! คาร์ลกับชาร์มต้องไม่สบายแน่ๆ เราต้องเรียกรถพยาบาลเดี๋ยวนี้! เลยหรือเรียกคุณตาให้มาปัดเป่าปีศาจในตัว..ใคร? ใครคิดที่จะอยู่ด้วยกันเนี่ยโอ้มายก้อด!"
เด็กชายคิลีโดดดึ๋งลงมาจากตักคุณพ่อผมยาวลงมาวิ่งวนตรงหน้าพ่อแม่ยกมือขึ้นขยี้ผมจนหัวฟู
"ก็พวกพ่อนี่แหละที่คิดแล้วลูกต้องเล่นใหญ่เบอร์นั้นเลยเหรอคุณชายคิลี ฮ่า ฮ่า"
คาร์ลมองหน้าชาร์มขำให้กับผลผลิตตัวน้อยสิ่งมีชีวิตที่มหัศจรรย์ที่สุดสามารถทำให้มีความสุขหรือมีความทุกข์ก็ได้ เรียกว่าผู้ทรงอิทธิพลที่สุดของครอบครัวเลยทีเดียว
"ก็มันเป็เื่ที่เราไม่เคยคิดเลยว่าจะเป็ไปได้ั้แ่ใช้ชีวิตที่แสนเหนื่อยยากมาไม่เคยคิดเลยว่าจะมีวันนี้"
คิลีเอามือกุมหน้าอกพลางทำท่าเหนื่อยหน่ายแสนสาหัสเสียเต็มประดาราวกับกำลังเล่นละครเวทีให้ผู้ปกครองรับชม
"สามขวบน่ะนะ?"คาร์ลยิ้มแหย๋ให้กับความแก่แดดของลูกชายผู้แสนจะโอเวอร์แอคติ้ง
"ลูกพึ่งวิ่งเก่งเมื่อปีที่เเล้วเองนะ"แม้แต่ชาร์มผู้พูดน้อยยังอดแซวคนตัวเล็กไม่ได้
"คาร์ลชาร์มอย่าขัดความสุขเราได้ไหมแล้วเมื่อไหร่จะย้าย? ย้ายวันไหน? ตอนไหน? แล้วตอนอยู่บ้านด้วยกันเราต้องแบ่งหน้าที่ทำอะไรกันบ้าง? เอางี้มะคาร์ลทำอาหารเก่งเป็เชฟประจำบ้านชาร์มเก็บของเรียบร้อยก็เป็เมดส่วนเรา...เราทำอะไรดีอ้ะตื่นเต้นจัง~"
ลูกชายสามขวบที่ปกติมักจะดึงหน้าตึงคีพลุคมาดขรึมตอนนี้ยิ้มกว้างจนตาปิดกอดคนนั้นทีหอมคนนู้นทีจนคุณพ่อผมยาวทำท่ายิ้มเจื่อนคิดว่าคนที่้าน้ำมนต์หรือไม้กางเขนน่าจะเป็ลูกมากกว่าพวกเขาอีกนะเนี่ย
ชาร์มที่นานๆ เห็นลูกดี๊ด๊าเต้นเด้าหน้าเด้งหลังเหมือนเด็กทั่วไปก็ยิ้มตามด้วยความเอ็นดูเขาจะลองทำเพื่อลูกดูสักตั้งก็แล้วกัน
ก็แค่ลองอยู่ด้วยกันสามคน
....
#จู่ๆพ่อกับแม่ที่แยกกันอยู่เห็นปัญหาของลูกสำคัญที่สุดจึงมีข้อตกลงในการอยู่ร่วมกันขึ้นมามันถูกใจคีลีซะไม่มี