วันนี้พี่มาร์คไม่รู้ไปอารมณ์ดีมาจจากไหนจู่ๆ ก็พาผมมากินข้าวที่ห้างทั้ง ๆ ที่ปกติเราก็แค่กลับไปกินข้าวที่บ้านพี่มาร์คด้วยกันแต่แค่นานๆที่ได้มาแบบนี้ก็ดีเหมือนกันจะได้ไปดูไม้แบดอันใหม่ด้วยเอาเก่ามันเริ่มจะพังแล้วด้วยหลังจากที่กินข้าวเสร็จผมก็ลากพี่มาร์คมาที่โซนสปอร์สตาผมวาววับทันทีที่ได้เห็นไม้แบดยี่ห้อดังหลากหลายแบบที่เรียงรายกันอยู่บนชั้นวาง
“จะตื่นเต้นอะไรขนาดนั้น”
“ก็ผมไม่ได้ซื้ออันใหม่นานแล้วนี่นาอันเก่าก็ใช่มาั้แ่พึ่งขึ้นมอต้นผมก็อยากได้อันใหม่บ้างนี่”ผมตอบกลับสายตายังคงจดจ่ออยู่กับสิ่งตรงหน้า เลือกไม่ถูกเลยว่าจะเอาแบบไหนดีมีแต่อันสวย ๆ
“งั้นเหรอ”มาร์คพยักหน้ายืนมองคนข้าง ๆ ใบหน้าติดรอยยิ้ม
“พี่ช่วยเลือกหน่อยสิ”ผมยืนมองอยู่นานก็หยิบขึ้นมาสองอัน อันที่ถูกใจแล้วก็ราคาที่เขาพอสู้ไหวเพราะอันที่อยากได้จริง ๆ ราคาก็ไม่ใช่เล่น ๆ เลยแค่สองอันนี้ผมก็เืตาแทบกระเด็นแล้ว
“ทำเป็สองอันนี้ล่ะฉันเห็นนายยืนมองไอ้อันข้างบนนั้นอยู่ตั้งนานไม่ใช่หรือ”พี่มาร์คชี้ไปอันที่ผมอยากได้ที่สุด ผมส่ายหัวเบา ๆ
“ไม่ล่ะพี่มันแพงเกินไปและผมยังไม่จำเป็ต้องใช้ขนาดนั้นซ้อมเฉย ๆ แค่พวกสังเกตนี้ก็พอแล้ว”ผมว่าไปตามความจริงถึงบ้านผมจะไม่ได้จนขนาดที่ซื้อของอะไรพวกนี้ไม่ได้แต่ผมก็อยากจะช่วยแบ่งเบาภาระของแม่ที่ทำงานหนักอยู่ทุกวันให้ได้มากที่สุดส่วนเงินที่ซื้อของพวกนี้ผมก็ไม่ได้ขอแม่แต่ผมเก็บเงินซื้อเอง
“อืมเข้าใจแล้วฉันว่าอันนี้สวยดูเหมาะกับนายดีนะ” พี่มาร์คชี้อันเดียวกับที่ผมลังเลอยู่เลยพี่มันรู้ใจผมอีกแล้ว
“งั้นผมเอาอันนี้แหละ”ผมยิ้มกว้างก่อนจะไปที่เคาน์เตอร์คิดเงินโดยไม่ได้สังเกตเลยว่าพี่มาร์คแอบทำอะไรบางอย่างที่ผมไม่รู้
“อยากกลับยัง”พี่มาร์คถามหลังจากเราซื้อของเสร็จผมก็อยากอยู่เที่ยวเล่นต่ออยู่นะแต่เงินในกระเป๋านี่สิ
“ยังไม่อยากกลับเลยพี่มาร์คแต่ตังผมหมดกระเป๋าแล้ว”ผมทำหน้าหงอยใส่
“ตังนายหมดแต่ฉันยังไม่หมดนี่อยากไปไหนกินอะไรบอกมาเดี๋ยวฉันเปย์เองวันนี้รวย”พูดไม่เท่าไหร่ยังยกกระเป๋าตังใบแพงมาตีหัวผมเบา ๆอีกอยากจะแยกเขี้ยวใส่เพราะหมั่นไส้หรอกนะแต่เห็นแก่ที่พี่มันจะเปย์หรอกยอมล่ะ
“รู้ครับว่ารวยแต่ผมกินเก่งนะเลี้ยงไหวเหรอ”ผมยักคิ้วให้กวน
“ไหวไม่ไหวก็เลี้ยงมาจนตัวขนาดนี้แล้วกัน”พูดจบพี่มาร์คก็คว้าคอผมเข้าไปกอดแล้วลากผมไปลากไอศกรีมร้านโปรดของผมนี่พี่มันไม่รู้ตัวอีกแล้วใช่ไหมว่าทำแบบนี้มันทำให้ผมใจสั่นขนาดไหน
“ไหนบอกว่ากินเก่งแค่นี้ก็ไม่ไหวแล้ว” ตอนที่กำลังจะกลับบ้านพี่มาร์คก็มิวายแอบแขวะผมอีกครั้ง
“ก็ดูพี่สั่งมาสิกระเพาะคนนะไม่ใช่กระเพาะช้าง กินหมดก็ดีเท่าไหร่แล้ว ไม่รู้จะสั่งมาอะไรเยอะแยะ”รู้สึกเหมือนโดนพี่มันแกล้งยังไงอย่างนั้นสั่งมาเต็มโต๊ะตัวเองกินแค่กี่คำ
“ก็เห็นบ่นว่าอยากกินมาหลายวันแล้วนี่ที่สั่งก็ของโปรดนายทั้งนั้นด้วยไม่ใช่หรือไง”
“มันก็ใช่แต่ไม่ต้องสั่งมาพร้อมกันแบบนั้นก็ได้ใครมันจะไปกินหมด”
“ก็แค่อยากตามใจเพราะ่ที่ผ่านมาไม่มีเวลาให้นายเลย” มีมาร์คว่าเสียงเรียบ ๆ
“รู้ตัวด้วยเหรอ”
“รู้สิแค่เห็นหน้านายก็รู้แล้ว ไอ้เด็กขี้เหงา” ใช่ตอนที่พี่ไม่มีเวลาให้ผมเหงามากเลย
“ผมก็พอมีเพื่อนอยู่บ้างไม่ได้เหงาขนาดนั้นสักหน่อย”ผมแก้ตัว
“งั้นเหรอฉันคงเข้าใจผิดสินะ”พี่มาร์คพูดสีหน้าสลดที่ผมก็ดูออกว่าพี่มันนแค่แกล้งทำ
“เออเหงา เหงามากด้วย พี่รู้ไหมว่าผมต้องอดทนแค่ไหนที่จะไม่งองแงใส่พี่เป็เด็ก ๆเหมือนแต่ก่อน” ผมก็ยอมพูดความจริงออกไปอยู่ดี
“ฉันรู้เก่งมากขอบคุณที่พยายามนะ” พี่มาร์คยกมือขึ้นลูบหัวผมเบา ๆ
“ก็บอกแล้วไงว่าผมโตแล้ว”ผมตอบอ้อมแอ้มในลำคอแอบรู้สึกเขินหน่อย ๆ ที่โดนพี่มาร์คชม
“ขอโทษที่ไม่มีเวลาให้นะ่นี้งานที่โรงเรียนมันเยอะมากจริง ๆ และคงยังไม่หมดง่าย ๆด้วยเดี๋ยวก็เข้า่กีฬาสัมพันธ์แล้วพอหมด่นั้นพี่ก็ต้องเข้าติวเพื่อเตรียมสอบอีก แค่คิดก็เหนื่อยแล้ว”เสียงที่พี่มาร์คพูดดูเหนื่อย ๆ พอฟังที่พูดก็อดรู้สึกเหนื่อยแทนไม่ได้กิจกรรมก็ต้องทำเรียนก็ต้องเรียนไหนจะต้องเตรียมสอบเข้ามหาลัยอีก
ผมยกมือขึ้นไปทาบลงบนมือของพี่มาร์คที่ลูบหัวผมอยู่เงยหน้ามองหน้าพี่มาร์คแล้วยิ้มกว้างที่สุดเท่าที่จะยิ้มได้แล้วบอกกับพี่มันว่า
“พี่มาร์คทำได้อยู่แล้วสำหรับผมพี่น่ะเก่งที่สุดแล้ว สู้ ๆ นะพี่”
“แบมแบม”ผมสบตาพี่มาร์ค พยายามส่งกำลังใจให้เห็นประกายบางอย่างวาดผ่านดวงตาคมคู่นั้นก่อนที่มันจะหายไปเพราะจู่ๆ พี่มาร์คก็คว้าผมเข้าไปกอดจดหน้าผมจมอกแกร่ง
“เฮ้ยพี่ทำบ้าอะไร”ผมบ่นอุบอิบพยายามดิ้นแต่ก็สู้แรงอีกฝ่ายไม่ได้สักนิดเลยปล่อยให้พี่มันกอดอยู่อย่างนั้นดีนะตอนนี้ห้างใกล้จะปิดแล้วคนเลยไม่เยอะเท่าไหร่ ไม่งั้นผมไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนแค่โดนพี่มาร์คกอดแบบนี้ก็เขินจตายอยู่แล้ว
“นิ่งๆ หน่าขอห้านาที” พี่มาร์คกระซิบข้างหูผมเลยยอมอยู่นิ่ง ๆ สักพักรู้สึกจนรู้สึกได้ถึงเสียงหัวใจที่ถ้าฟังดี ๆ มันเป็จังหวะเดียวกัน
“พี่มาร์ค”ผมครางเรียบพี่มาร์คเสียงเบา เมื่อรู้สึกว่ามันนานเกินไปแล้ว
“อืมโทษที”พี่มาร์คผละออกไป
“พี่โอเคใช่ไหม”ทำไมวันนี้พี่มาร์คดูอารมณ์ไม่ค่อยคงที่เท่าไหร่พี่มันไปเจอเื่อะไรมากันแน่สีหน้าพี่มันดูเครียด ๆั้แ่ที่เจอกันแล้วถึงพี่มาร์คจะพยายามกลบเกลื่อนไว้แต่ผมที่รู้จักพี่มันดีก็พอจับสังเกตได้
“อืมแค่เหนื่อยนิดหน่อยน่ะได้รับพลังแล้วเมื่อกี้ดีขึ้นแล้วล่ะ”พี่มาร์คส่งยิ้มมาให้ นี่ก็เป็อีกอย่างที่เราทั้งสองเคยชินเวลาที่เราเหนื่อย ๆหรือมีเื่ที่ไม่สบายใจแค่เราได้อ้อมกอดของใครสักคนก็เป็การชาร์ตพลังงานชีวิตที่ดีแล้ว
“มีเื่อะไรไม่สบายใจอะไรบอกผมได้นะถึงผมจะช่วยอะไรได้มากก็เถอะ”
“ขอบใจนะนายโตขึ้นแล้วจริงๆ ด้วย”พี่มาร์คยิ้มอีกครั้งเวลาอยู่ด้วยกันนี่ขยับยิ้มเหลือเกินนะรู้ไหมมันเหนื่อยเวลาที่ใจเต้นน่ะ
“เลิกยิ้มแล้วกลับบ้านกันได้แล้วเดี๋ยวแม่พี่ก็บ่นเอาหรอก”
“ไม่บ่นหรอกแค่บอกว่าออกมากับนายแม่ก็ไม่ว่าอะไรแล้ว แม่ฉันรักนายจะตายไป”ว่าจบเราทั้งสองคนก็เดินไปที่รถเพื่อกลับบ้านกันผมมองตามแผ่นหลังกว้างของมาร์คที่มันกว้างขึ้นเรื่อยๆ ตามวัยและ ยังคงอบอุ่นเสมอเวลาที่ได้อยู่ด้วย และเกิดคำถามขึ้นมาในใจว่าแล้วพี่ล่ะรักผมบ้างไหม รักแบบที่ไม่ใช่แค่เพราะว่าผมเป็น้องชายข้างบ้าน
หลายสัปดาห์ผ่านไปผมก็โดนเรียกให้ไปซ้อมแทบทุกวันผมโดนรุ่นพี่จับให้ซ้อมหนักมากเพราะอีกไปนานโรงเรียนเราจะมีการแข่งกีฬาสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนและที่ผมและเพื่อนในชมรมโดนเทรนหนักขนาดนี้เพราะปีที่แล้วเราแพ้ให้กับโรงเรียนคู่แข่งและที่ทำให้รุ่นพี่เจ็บใจจนถึงทุกวันนี้เพราะฝ่ายนั้นมันเล่นสกปรก
แฮกๆ ๆ
“พักก่อนได้ไหมพี่ผมวิ่งไม่ออกแล้ว” ผมยกมือ ขอพักหลังจากที่ซ้อมมานานเกือบสองชั่วโมง
“อะไรกันแค่นี้ก็ไม่ไหวแล้วจะไปชนะพวกมันได้ยัง”รุ่นพี่คนหนึ่งที่ผมไม่ค่อยชอบหน้าว่าขึ้น ถ้าปกติผมคงตอกพี่แกหน้าหงายไปแล้วแต่ตอนนี้ผมเหนื่อยเกินกว่าจะมีแรงไปต่อล้อต่อเถียงกับใครได้แต่ยืนหอบหายใจอยู่ข้างสนามทำเป็หูทวนลม
วันนี้พี่จินยองก็ไม่อยู่ด้วยผมเลยไม่อยากจะมีปัญหากับใครเพราะเดี๋ยวมันจะไม่มีใครห้ามเพราะที่อยู่ที่นี่นอกจาก พี่แจบอมกับบีมที่พึ่งเข้ามาใหม่แล้วก็มีแต่พวกของพี่มันและเพื่อนที่ไม่ค่อยชอบหน้าผมนัก
“คนที่ทำโรงเรียนแพ้มีสิทธิพูดกับน้องมันแบบนี้ด้วยหรือวะ”พี่แจบอมที่ไม่ชอบหน้าพี่คนนั่นอยู่แล้วก็เอ่ยขึ้นงานเข้าแล้วสิพี่จินยองไม่อยู่แล้วใครจะมาคอยห้ามพวกพี่มันล่ะเนี้ย
“ไอ้แจบอมมึงว่าไงนะ”ทันที่พี่แจบอมพูดจบพี่คนนั้นก็แทบจะพุ่งตัวเข้ามาหา
“ก็ได้ยินแล้วนี่หรือว่าหูตึงวะ”
“พี่แจบอมไม่เอาหน่าพี่อย่าไปฟังเสียงหมาเสียงแมวเลย”ผมรีบเข้าไปห้ามพี่แจบอม
“มันว่ามึงนะไอ้แบมมึงจะยอมเหรอวะ”พี่แจบอมเหมือนจะโมโหแทนผมไปแล้วตอนนี้
“ก็ไม่ได้จะยอมแต่ไม่รู้จะเถียงไปทำไมเปลืองพลังงานแค่ซ้อมผมก็เหนื่อยแล้ว”ผมไม่สนใจฟังอีกฝ่ายที่โวยวายอยู่ข้างสนาม
“เออๆ เห็นแก่มึงหรอกนะ”
“แล้วนี่ที่ชมรมไม่มีน้ำให้กินเลยหรือพี่ปกติก็มีนี่นา” ผมถามพี่แจบอม
“ก็ปกติจินยองจะเป็คนเตรียมไงพอไม่อยู่ไอ้รองประธานชมรมนั่นก็ไม่เคยคิดจะช่วยอะไรเลยรอแป๊บละกันเดี๋ยวฉันไปหาน้ำมาให้กิน” พูดจบพี่แจบอมก็เดินออกจากโรงยิมไปส่วนบีมก็ขอตัวไปเข้าห้องน้ำ ทำให้เหลือผมคนเดียวที่อยู่ข้างสนาม
“ยิ่งโตยิ่งปากเก่งนะเดี๋ยวนี้นึกว่ามีไอ้แจบอมมกับจินยองหนุนหลังอยู่แล้วจะซ่ายังไงก็ได้หรือวะ”พอพี่แจบอมไม่อยู่เพื่อนพี่แกก็ปล่อยให้เป็อิสระแล้วเดินมาหาเื่ผมแทนที่คอยห้ามเพื่อนตัวเองอยู่เมื่อกี้เพราะแค่ไม่อยากให้พี่ปัญหากับพี่แจบอมสินะเหอะ
“เฮ้อผมก็อยู่ของผมดี ๆ พี่ต่างหากเป็อะไรกับผมมากหรือเปล่า” ผมทำหน้าเบื่อหน่ายใส่แม้แต่ชื่อพี่มันผมยังไม่อยากจะเรียกเลย
“ทำตัวน่าหมั่นไส้เป็แบบนี้สินะเพื่อนถึงไม่อยากจะคบน่ะ”
“มีเพื่อนน้อยแต่จริงใจดีกว่ามีเพื่อนเยอะมากมายแต่หาความจริงใจไม่ได้สักคนก็แล้วกัน”ผมปรายตามองพวกเพื่อนของพี่มันที่ยืนหัวเราะคิกคักกันที่เห็นผมโดนเล่นงาน
“ปากดีแบบนี้ระวังปากจะเป็สีละกัน”มีมันกระชากคอเสื้อผมขึ้นแล้วพูดกระแทกเสียงใส่หน้าผมกำมือพี่มันแน่นอยากจะสู้แต่ผมไม่เหลือแรงแล้วได้แต่มองหน้าพี่มันตาขวางอย่างไม่ยอมแพ้ พอมันเห็นสายตาผมก็ยกกำปั้นขึ้นมาจะต่อย
“มองหน้ากูแบบนี้โดนสักทีเป็ไง”
“เก่งแต่กับรุ่นน้องแบบนี้ก็ระวังตัวเองจะเดือดร้อนเหมือนกันนะ โฟน”
ก่อนที่กำปั้นนั้นจะกระแทกมาที่หน้าผมก็มีเสียง์มาช่วยผมไว้ทันเสียก่อนนึกว่าจะได้แผลกลับบ้านเสียแล้ว
“ไอ้มาร์ค”คนที่กำคอเสื้อผมอยู่กำแน่นยิ่งกว่าเดิมจนขึ้นข้อทำให้ผมหายใจแทบไม่ออกก่อนจะพลักผมออกอยากแรงจนผมไปนั่งกองอยู่ที่พื้น
“แค่กๆ” ผมรีบสูดลมหายใจให้เต็มปอดคนยิ่งเหนื่อย ๆ ทำไมต้องมาเจออะไรแบบนี้ด้วยพี่มาร์คเข้ามาช่วยพยุงผมขึ้นพอเห็นผมไอพี่มาร์คก็ยื่นขวดน้ำมาให้ผมที่ไอคอกแค่กอยู่รีบคว้ามาเปิดดื่มแทบจะทันทีหิวจะตายอยู่แล้ว
“ขอบคุณนะพี่หิวน้ำจะตายอยู่แล้วแฮก” ผมพูดไปเช็ดเหงื่อตัวเองไป พี่มาร์คยกยิ้มให้นิด ๆรอยยิ้มที่ทำให้ผมรู้ว่าพี่มาร์คโมโหแล้ว ก่อนจะหันไปเผชิญหน้ากับอีกฝ่ายอีกครั้ง
“เผื่อนายลืมอะไรไปคนที่หนุนหลังแบมแบมตัวจริงคือฉันถ้าไม่อยากโดนเรียกเข้าห้องปกครองก็เลิกซะนิสัยอันธพาลแบบนี้”