ราตรีโรยตัวเหนือเทือกเขามังกรครามอีกครั้ง เงาไม้ทอดทาบยาวเหยียด กลืนกินแสงสุดท้ายของวันจนสิ้น แสงดาวริบหรี่ลอดผ่านม่านเมฆบางเบา ส่องกระทบหลังคาตำหนักเมฆาครามที่บัดนี้เงียบสงัดผิดปกติ เสียงหรีดหริ่งเรไรที่เคยขับขาน ดูจะแผ่วเบาลงด้วยไอเย็นที่มองไม่เห็น
ภายในห้องพักหมายเลข 12 อันคับแคบ เฉิน ฮ่าวหราน (陈浩然) นั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียงไม้เก่า ดวงตาปิดสนิท แต่ลมหายใจกลับไม่สงบนิ่งอย่างที่ควรจะเป็น มันติดขัดแผ่วเบา สอดประสานกับความรู้สึกหนักอึ้งที่กดทับอยู่ในอก
เขาเพิ่งผ่านพ้นการค้นคว้าและเชื่อมโยงเบาะแสต่างๆ มาเกือบตลอดคืน สมองยังคงตึงเครียดจากปริศนาของแผ่นผนึกทมิฬ, อักขระโบราณในเหมืองร้าง, และเป้าหมายอันดำมืดของกลุ่มเงาอสูร ภาพเหตุการณ์อันตรายที่ผ่านมาวนเวียนซ้อนทับกับอนาคตอันคลุมเครือที่รออยู่
ทรัพยากร... คือโซ่ตรวนที่มองไม่เห็นแต่กลับรัดแน่นขึ้นทุกขณะ แต้มอุทิศเหลือเพียงหยิบมือ แต้มมรดกยังห่างไกล การบ่มเพาะพลังในขั้นสร้างรากฐาน (筑基期 - Zhùjī Qī) - ต้น ที่เพิ่งจะมั่นคงขึ้นบ้างจากการปิดด่าน กำลังจะหยุดชะงักลงเพราะความขาดแคลนนี้ เส้นทางสู่ขั้นกลาง หรือการคลายผนึกกระบี่ ดูเลือนรางราวภาพฝันยามรัตติกาล
เขากำหมัดแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด เสียงกระดูกลั่นเบาๆ ในความเงียบ 'รอต่อไปไม่ได้... การรอคอยคือการปล่อยให้เงามรณะคืบคลานเข้ามาใกล้ขึ้นทุกที' ความคิดนี้ชัดเจนราวเสียงฟ้าผ่ากลางใจ
ทางเลือกมีไม่มากนัก... อดทนรอ... เสี่ยงเปิดเผยพลัง... หรือ...
ข้อเสนออันน่าสงสัยของหวังเหว่ย (王伟) ผุดขึ้นมาในความคิดอีกครั้ง ห้าสิบแต้มอุทิศ! รางวัลที่เย้ายวนใจ ทว่ากลับแฝงกลิ่นอายอันตรายและหลอกลวง "แค่กล่องไม้ธรรมดา"? คำพูดนั้นยังคงก้องอยู่ในหูราวเสียงกระซิบเย้ยหยัน ทำไมต้องเป็นเขา? ทำไมต้องเป็นยามวิกาล? ทำไมต้องแอบเข้าหอเก็บสมบัติ (藏宝阁 - Cángbǎo Gé) ที่ปิดตาย? รอยยิ้มเจ้าเล่ห์และแววตาที่ซ่อนเร้นของหวังเหว่ย ทำให้เขารู้สึกเย็นเยียบไปถึงสันหลัง
แรงสั่นสะเทือนแผ่วเบาจากแผ่นผนึกทมิฬเมื่อครั้งตัดสินใจ... ความรู้สึก "ไม่สบายใจ" จากจิตวิญญาณกระบี่... ลางสังหรณ์เหล่านั้นคือคำเตือน หรือเป็นเพียงเงาสะท้อนความหวาดระแวงของเขาเอง?
เขาลุกขึ้นยืน เดินไปหยุดที่หน้าต่าง บานหน้าต่างไม้เก่าเผยให้เห็นเงาจันทร์เลือนรางที่ซ่อนอยู่หลังม่านเมฆ ลมราตรีพัดโชยเข้ามา นำพากลิ่นอายเย็นชื้นของไอดินและใบไม้ กลิ่นที่ควรจะสงบ แต่กลับทำให้เขารู้สึกอ้างว้างและโดดเดี่ยวอย่างประหลาด
'ข้าไม่มีทางเลือกอื่นที่ดีกว่านี้แล้วจริงๆ หรือ?' เขากระซิบถามเงาจันทร์ในใจ มือสัมผัสอกเสื้อเบาๆ ที่ซึ่งหยกสื่อสารสีดำของมารดาซ่อนอยู่ คำเตือนสุดท้ายของนางก้องขึ้นมาอีกครั้ง "อย่าไว้ใจใครง่ายๆ..."
แต่สถานการณ์บีบคั้นเหลือเกิน การไม่ทำอะไรเลยก็เท่ากับการรอความตาย
เขากลับมานั่งลงบนเตียง ตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยว ดวงตาที่เคยสับสน บัดนี้กลับฉายประกายแน่วแน่และเย็นชา 'ข้าจะเสี่ยง! แต่ข้าจะไม่เดินเข้าสู่กับดักอย่างตาบอด ข้าจะไปพบหวังเหว่ยอีกครั้ง สอบถามให้แน่ชัด ประเมินสถานการณ์ให้รอบคอบที่สุด หากมีสิ่งใดผิดปกติแม้เพียงเล็กน้อย ข้าจะถอนตัวทันที!'
เขาใช้เวลาเพียงครู่เดียว ร่างข้อความสั้นๆ ลงบนแผ่นหยกสื่อสารภายใน ส่งไปยังชื่อ "หวังเหว่ย" นัดหมายพบกัน ณ "ศาลาริมบึงบัวเหมันต์" สถานที่อันเงียบสงบและลับตาคน ในยามซวี (戌时 - Xūshí) ของคืนนี้
…
ยามซวี (戌时) มาเยือนพร้อมกับความมืดที่สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น ดวงดาวแทบจะมองไม่เห็น ศาลาริมบึงบัวเหมันต์ตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยวภายใต้เงาไม้ใหญ่ รอบด้านมีเพียงเสียงลมพัดยอดหญ้าและเสียงกบเขียดร้องระงมจากในบึง ดอกบัวสีขาวที่ควรจะงดงาม บัดนี้กลับดูเหมือนดวงวิญญาณสีซีดที่ลอยนิ่งอยู่เหนือผิวน้ำสีดำทมิฬ
เฉิน ฮ่าวหราน มาถึงก่อนเวลานัดหมายเล็กน้อย เขายืนสงบนิ่งอยู่ริมศาลา หลังพิงเสาไม้เย็นเฉียบ ชุดฝึกสีดำที่เขาสวมใส่ กลมกลืนไปกับเงามืดโดยรอบ เคล็ด "ลมหายใจหวนคืนสู่ความมืด" ถูกโคจรอย่างต่อเนื่องและสมบูรณ์แบบ กลิ่นอายพลังถูกกดลงจนแทบจะ неотличим จากศิษย์ระดับก่อลมปราณสูงสุดธรรมดา
จิตวิญญาณแผ่ขยายออกไปอย่างเงียบเชียบ สอดส่องทุกการเคลื่อนไหวในรัศมีหลายสิบจั้ง ไม่มีสิ่งใดผิดปกติ มีเพียงความเงียบและความเย็นเยียบของรัตติกาล แต่เขาก็ยังคงไม่ประมาท
ไม่นานนัก เงาร่างโปร่งของหวังเหว่ยก็ปรากฏขึ้นจากทางเดินในเงามืด เขาเดินมาด้วยท่าทางสบายๆ รอยยิ้มยังคงประดับอยู่บนใบหน้าเช่นเคย
"รอไม่นานใช่ไหม ศิษย์น้องเฉิน?" หวังเหว่ยเอ่ยทัก น้ำเสียงฟังดูจริงใจ "ข้าดีใจนะที่เจ้าเปลี่ยนใจ"
"ข้าเพียงแค่ต้องการความชัดเจนเพิ่มเติมเท่านั้น ศิษย์พี่หวัง" ฮ่าวหรานตอบเสียงเรียบ ไม่ได้แสดงท่าทีเป็นมิตรหรือหวาดระแวงจนเกินไป "ข้ายอมรับว่ารางวัลที่ท่านเสนอมานั้นน่าสนใจ แต่ความเสี่ยงก็สูงมากเช่นกัน ข้าอยากจะแน่ใจว่าข้าเข้าใจภารกิจนี้อย่างถ่องแท้"
"แน่นอนๆ ข้าเข้าใจดี" หวังเหว่ยพยักหน้า "เจ้าถามมาได้เลย"
"กล่องไม้นั่น... ท่านแน่ใจหรือว่าเป็นเพียงของส่วนตัวที่ลืมไว้?" ฮ่าวหรานยิงคำถามตรงประเด็น จ้องมองเข้าไปในดวงตาของหวังเหว่ย "หากเป็นเช่นนั้น เหตุใดจึงต้องเก็บไว้ในสถานที่เช่นนั้น และเหตุใดท่านจึงไม่สามารถเข้าไปเอาออกมาเองได้?"
หวังเหว่ยหัวเราะแหะๆ ทำท่าทางเหมือนเด็กที่ถูกจับได้ "โถ่... ก็บอกแล้วไงว่ามันเป็นความซุกซนในอดีต ตอนนั้นข้าแค่หาที่ซ่อนของไม่ให้ใครเจอ เลยไปเจอช่องลับใต้พื้นในห้องนั้นพอดี เลยเอาไปซ่อนไว้ตรงนั้น ไม่คิดว่าต่อมาหอเก็บสมบัติ (藏宝阁) จะถูกปิดปรับปรุงน่ะสิ ส่วนที่เข้าไปเอาเองไม่ได้ ก็เพราะ... เอ่อ... ข้าไม่ค่อยถนัดเรื่องการลอบเร้นหรือปลดค่ายกลเท่าไหร่นักน่ะ ผิดกับเจ้าที่มีวิชาตัวเบาอันยอดเยี่ยม" เขายกยอปอปั้น "ข้าลองเข้าไปดูแล้วครั้งหนึ่ง แต่ติดค่ายกลเตือนภัยตรงหน้าห้องนั้น เลยต้องล่าถอยออกมาก่อน"
คำอธิบายดูมีเหตุผลมากขึ้นเล็กน้อย แต่ก็ยังคงทิ้งช่องว่างไว้ 'เขาบอกว่าไม่ถนัดเรื่องค่ายกล แต่กลับรู้ว่ามีค่ายกลอยู่ตรงนั้น?' ฮ่าวหรานเก็บความสงสัยนี้ไว้ในใจ
"แล้วท่านแน่ใจได้อย่างไรว่าไม่มีเวรยามหรือค่ายกลอื่นที่อันตรายกว่าหลงเหลืออยู่ภายใน?"
"เท่าที่ข้าตรวจสอบดู ค่ายกลส่วนใหญ่ถูกปิดไปแล้วจริงๆ เหลือแค่ค่ายกลเตือนภัยง่ายๆ ไม่กี่จุดเท่านั้น ส่วนเวรยาม... ยามสาม (三更 - Sāngēng) เป็นช่วงที่หละหลวมที่สุดจริงๆ หากเจ้าระวังตัวและเคลื่อนไหวเงียบเชียบพอ ก็ไม่น่าจะมีปัญหา" หวังเหว่ยยืนยันอย่างหนักแน่น "นี่คือแผนผังที่ข้าทำเครื่องหมายไว้ให้" เขายื่นม้วนหนังเก่าๆ ส่งให้
ฮ่าวหรานรับมาคลี่ดู มันคือแผนผังเดิมที่เขาเคยเห็นแล้ว ตำแหน่งกล่องไม้ยังคงอยู่ที่เดิมในห้องเก็บวัตถุพิเศษด้านในสุด เขาไล่สายตาไปตามเส้นทางที่ดูปลอดภัยที่สุด จดจำทุกทางเลี้ยวและห้องต่างๆ ไว้ในใจ
"ข้าจะลองดู" ฮ่าวหรานกล่าวในที่สุด หลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง "คืนพรุ่งนี้ ยามสาม (三更) ข้าจะลงมือ"
"ยอดเยี่ยม!" หวังเหว่ยตบเข่าฉาด ใบหน้าเปี่ยมด้วยความยินดี "เช่นนั้นข้าจะรอฟังข่าวดีจากเจ้า! เมื่อเจ้าได้ของมาแล้ว ส่งสัญญาณมา แล้วเราค่อยนัดเจอเพื่อส่งมอบกันอีกที!"
"ขอรับ" ฮ่าวหรานพยักหน้า เก็บม้วนหนังแผนผังเข้าอกเสื้อ
หวังเหว่ยตบบ่าฮ่าวหรานเบาๆ อีกครั้ง ส่งยิ้มให้เป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะหมุนตัวแล้วหายลับไปในความมืดอย่างรวดเร็ว ทิ้งฮ่าวหรานให้ยืนอยู่เพียงลำพังท่ามกลางความเงียบงันและกลิ่นอายเย็นชื้นของบึงบัวเหมันต์
เขามองตามแผ่นหลังของหวังเหว่ยไปจนลับสายตา กำหมัดแน่น 'ไม่ว่าเจตนาของเจ้าจะเป็นอะไร ข้าก็จะใช้โอกาสนี้ให้เป็นประโยชน์ แต่หากเจ้าคิดจะหักหลังข้า...' ประกายแสงเย็นเยียบวาบผ่านดวงตาของเขา ก่อนจะเลือนหายไปอย่างรวดเร็ว
เขาก้มลงมองแผนผังในมืออีกครั้ง แสงจันทร์ที่ลอดผ่านม่านเมฆ ส่องกระทบลงบนลายเส้นหยาบๆ นั้น... มันคือแผนที่สู่ขุมทรัพย์ หรือแผนที่สู่ขุมนรกกันแน่? คืนพรุ่งนี้... ทุกอย่างจะได้รู้กัน!
(จบตอนที่ 136)