ภายใต้กล้องถ่ายทอดสดหมาป่าเงามรณะเพลิงนรกดูสง่างามขึ้นหลายส่วน เพราะมีเกราะเพลิงปกคลุมอยู่ทั่วร่าง
ทักษะการต่อสู้ที่สามารถรวมเปลวเพลิงของตัวเองให้กลายเป็นเกราะป้องกันได้นี้มีชื่อว่า [เกราะเพลิงสุริยะ]
เหตุผลที่ผู้คนรู้สึกเหลือเชื่อเป็นเพราะทักษะการต่อสู้นี้มีข้อกำหนดค่อนข้างสูง
ตามปกติแล้วสัตว์อสูรธาตุไฟที่ต้องการเรียนรู้และใช้งานเกราะเพลิงสุริยะได้อย่างชำนาญต้องมีระดับอย่างน้อยที่สุดก็คือระดับเหนือธรรมชาติ (ระดับหนึ่ง)
แต่หมาป่าเงามรณะเพลิงนรกอยู่ในระดับเติบโตซึ่งยังห่างจากระดับเหนือธรรมชาติอีกหนึ่งระดับ นั่นคือระดับสมบูรณ์
อย่างไรก็ตามเซี่ยวซิงอวี่ไม่เคยทำตามกฎเกณฑ์ สัตว์อสูรของเขานั้นไม่ธรรมดาสามารถข้ามผ่านช่องว่างระดับอันมหาศาล เพื่อเรียนรู้ทักษะการต่อสู้ที่สูงกว่าได้
“เกราะเพลิงสุริยะเป็นทักษะการต่อสู้ป้องกันที่สัตว์อสูรธาตุไฟระดับเหนือธรรมชาติเท่านั้นที่สามารถเรียนรู้ได้”
“ทักษะการต่อสู้นี้มีความยากมากทดสอบปัญญาของสัตว์อสูร และพลังวิญญาณสำรองของผู้ควบคุมสัตว์อสูร”
“เกราะเพลิงสุริยะสามารถป้องกันการโจมตีรุนแรงจำนวนมากและเปลี่ยนพลังงานจากการโจมตีเหล่านั้นให้เป็นพลังงานของเกราะ”
พิธีกรพูดอย่างรวดเร็วเพื่อให้ความรู้แก่ผู้ชมทั่วไป ถึงขนาดปากแทบจะไหม้เป็นไฟ
เซี่ยวซิงอวี่ปัดผมหน้าม้าเล็กน้อยยิ้มแล้วพูดว่า “พวกนายมัวยืนอึ้งอะไรกันอยู่? ไม่เห็นความผิดปกติบ้างเหรอ?”
หลินเทียนชื่อ โจวเย่และหยางเหิงต่างตกตะลึงกับเกราะเพลิงสุริยะของหมาป่าเงามรณะเพลิงนรกจนละเลยอันตรายที่อยู่ด้านหลัง
“แย่แล้ว!”
หยางเหิงเป็นคนแรกที่ตอบสนองแต่ก็สายเกินไปแล้ว
สายฟ้าสองสายลอบโจมตีจากด้านหลังพุ่งทะลุร่างของหมาป่าเนตรปีศาจครามและอสรพิษแดงฝังทราย
กระแสไฟฟ้าส่งเสียงเปรี๊ยะๆเหมือนเสียงประทัดในวันตรุษจีนที่บาดแก้วหู
อากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นเนื้อไหม้เกรียม
นินจาวานรเงาเป็นสัตว์อสูรธาตุควบคุมมิติอาศัยการวาร์ปหลบสายฟ้าที่สามไปได้
ปัง!
เสียงดังสนั่นนินจาวานรเงาถูกค้างคาวกระดูกปีกอสูรพุ่งชนอย่างจัง
การวาร์ปไม่ได้ไร้เทียมทานเพียงแค่จับช่องว่างของทักษะได้ ก็สามารถสร้างความเสียหายอย่างหนักได้
ค้างคาวกระดูกปีกอสูรโบกปีกดันร่างมหึมาของนินจาวานรเงาให้ลื่นไถลไปบนพื้นเวทีอย่างบ้าคลั่ง
ระหว่างที่ลื่นไถลไปนั้นมีหนามกระดูกแหลมคมจำนวนมากงอกออกมาจากร่างของค้างคาวกระดูกปีกอสูร
หนามกระดูกเหล่านี้เย็นเฉียบและคมกริบราวกับลูกธนูทะลุทะลวงหน้าอก แขน และไหล่ของนินจาวานรเงาอย่างต่อเนื่อง
“บ้าจริง ถูกจำกัดแล้ว!”
หยางเหิงกำหมัดแน่น ข้อนิ้วซีดขาวเมื่อเทียบกับความมั่นใจเมื่อเริ่มการแข่งขัน สีหน้าของเขาดูหมองคล้ำลงมาก
เพราะร่างกายถูกหนามกระดูกจำนวนมากทะลุทะลวงนินจาวานรเงาจึงไม่สามารถใช้ทักษะการวาร์ปได้ทำได้เพียงปล่อยให้ค้างคาวกระดูกปีกอสูรลากมันไปบนพื้น
“สถานการณ์ตึงเครียดขึ้นมาแล้ว!”
“นินจาวานรเงาตกอยู่ในอันตรายและกำลังเข้าใกล้ขอบเวทีมากขึ้นเรื่อยๆ!”
พละกำลังของค้างคาวกระดูกปีกอสูรนั้นน่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่งซึ่งเป็นหนึ่งในลักษณะเฉพาะของสัตว์อสูรประเภทวิญญาณ
ด้วยพละกำลังอันแข็งแกร่งค้างคาวกระดูกปีกอสูรลากนินจาวานรเงาที่บาดเจ็บไปถึงมุมหนึ่งของเวที
อีกไม่ถึงสิบเซนติเมตรนินจาวานรเงาก็จะตกลงจากเวทีแล้ว
เมื่อตกลงไปในทะเลสาบที่เดือดพล่านก็หมายถึงความพ่ายแพ้
หยางเหิงไม่มีทางเลือกจำเป็นต้องอัญเชิญสัตว์อสูรตัวที่สองออกมา
“อากู่ ร่อนไปทางซ้าย!”
มู่หรงซินซินออกคำสั่ง
ค้างคาวกระดูกปีกอสูรปล่อยนินจาวานรเงาที่บาดเจ็บแล้วร่อนไปทางซ้าย
การหลบหลีกครั้งนี้ทำให้หลีกเลี่ยงหมัดยักษ์ที่พุ่งเข้ามาได้อย่างพอดิบพอดี
บนเวทีมีสัตว์อสูรประหลาดเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งตัว
สัตว์อสูรตัวนี้เป็นยักษ์ที่สร้างจากหินมีจมูก มีตา สูงกว่าสิบเมตร
ตรงจมูก รักแร้ และส่วนอื่นๆยังมีหญ้าขึ้นอยู่บ้าง
ยักษ์หินนี่คือสัตว์อสูรตัวที่สองของหยางเหิง
ระดับเติบโต (ระดับสาม) ควบคุมพลังศิลาพลังป้องกันมากกว่าสัตว์อสูรประเภทอื่น และยังสามารถเปลี่ยนรูปร่างได้อย่างอิสระ
การปรากฏตัวของยักษ์หินช่วยนินจาวานรเงาที่เกือบจะตกลงไปในทะเลสาบเอาไว้ได้
หยางเหิงมีเหงื่อซึมออกมาเขาเข้าใจดีว่าบนเวทีนี้ ใครอัญเชิญสัตว์อสูรตัวที่สองก่อนก็เท่ากับแพ้ไปครึ่งหนึ่งแล้ว
การแข่งขันทีมไม่ได้จำกัดจำนวนสัตว์อสูรผู้เข้าแข่งขันทุกคนสามารถใช้สัตว์อสูรได้สองตัว
แต่เมื่อพิจารณาจากการแข่งขันที่ผ่านมาฝ่ายใดถูกบีบให้ต้องอัญเชิญสัตว์อสูรตัวที่สองก่อน ก็ถือว่าใกล้จะแพ้แล้ว
“หมัดพลังมหาศาล!”
หยางเหิงตะโกน
ยักษ์หินยกแขนขวาที่แข็งแรงขึ้นมาเหวี่ยงหมัดหนักสิบตัน พุ่งตรงเข้าหาหมาป่าเงามรณะเพลิงนรก
หมัดนี้พุ่งผ่านเวทีทั้งหมดพลังทำลายล้างรุนแรงถึงขนาดทำให้พื้นดินสั่นสะเทือน และน้ำในทะเลสาบเดือดพล่าน
แสงศักดิ์สิทธิ์สาดส่องเข้าตาคนดูทุกคนกล้องถ่ายทอดสดใช้เวลานานกว่าจะกลับมาปกติ
หมัดของยักษ์หินถูกกำแพงแสงกั้นไว้ไม่สามารถขยับไปข้างหน้าได้แม้แต่นิดเดียว
กลางอากาศ มีภูตสองปีกสวมเกราะเงินลอยอยู่
ปีกศักดิ์สิทธิ์กระพือปีกเบาๆในสายลมมีแสงระยิบระยับราวกับหิ่งห้อยลอยฟุ้ง
พิธีกรตะโกนด้วยความตื่นเต้น
“เซี่ยวซิงอวี่อัญเชิญสัตว์อสูรตัวที่สองของเขาแล้วครับ!”
“นี่คือสัตว์อสูรสายแสงศักดิ์สิทธิ์ +เทวทูต ที่หาได้ยากในรอบร้อยปี นั่นก็คือ เทพธิดาแสงศักดิ์สิทธิ์!”
นี่เป็นครั้งแรกที่เซี่ยวซิงอวี่นำเทพธิดาแสงศักดิ์สิทธิ์ออกมาต่อหน้าสาธารณชนหลังจากทำพันธสัญญาด้วย
กำแพงแสงที่เทพธิดาแสงศักดิ์สิทธิ์สร้างขึ้นกั้นหมัดของยักษ์หินเอาไว้แน่น ปกป้องหมาป่าเงามรณะเพลิงนรกที่อยู่ด้านหลัง
หมาป่าเงามรณะเพลิงนรกส่งเสียงครวญครางคล้ายกำลังบ่นอะไรบางอย่าง
เซี่ยวซิงอวี่ปลอบโยนว่า“เฮยเฟิง ฉันรู้ว่าความสามารถของนายไม่ต้องการความช่วยเหลือแต่ฉันก็ต้องให้เฟรยาออกมาสูดอากาศบ้างนะ”
สัตว์อสูรต้องผ่านการต่อสู้จึงจะเติบโตได้เร็วขึ้น
เซี่ยวซิงอวี่อัญเชิญเทพธิดาแสงศักดิ์สิทธิ์ออกมาไม่ได้ต้องการให้เธอช่วยหมาป่าเงามรณะเพลิงนรกเพียงแค่ต้องการให้เทพธิดาแสงศักดิ์สิทธิ์เก็บประสบการณ์
พิธีกรมองข้อมูลที่อยู่เบื้องหลังแล้วอดไม่ได้ที่จะสูดหายใจเข้าลึกๆ
“ท่านผู้ชมทุกท่านครับนี่เป็นเรื่องที่เหลือเชื่อจริงๆ!”
“เทพธิดาแสงศักดิ์สิทธิ์ยังไม่ได้เลื่อนระดับเป็นระดับเติบโตเลยครับ ระดับของเธอเป็นเพียงแค่ระดับเริ่มต้น(ระดับสาม) เท่านั้น!”
ยักษ์หินอยู่ในระดับเติบโต (ระดับสาม)
ในแง่ของระดับเทพธิดาแสงศักดิ์สิทธิ์ยังห่างจากยักษ์หินไปหนึ่งระดับเต็มๆแต่เธอกลับสามารถต้านทานหมัดหนักของอีกฝ่ายไว้ได้
นี่คือพรสวรรค์ของเทพธิดาแสงศักดิ์สิทธิ์ผู้พิทักษ์แสงศักดิ์สิทธิ์
เทพธิดาแสงศักดิ์สิทธิ์จะสร้างโล่ป้องกันอย่างต่อเนื่องพลังป้องกันของเธอจึงแข็งแกร่งกว่าสัตว์อสูรประเภทแทงค์บางตัวเสียอีก
ในเวลานี้บนเวทีการต่อสู้ได้ปรากฏทั้งเทวทูตและปีศาจขึ้นพร้อมกัน
ซูหรูเยียนไม่สามารถสงบสติอารมณ์ได้หัวใจของเธอเต้นระรัว
“เจ้าเด็กคนนี้ช่างเหมือนผู้ชายคนนั้นเหลือเกิน...”
เมื่อมียักษ์หินอยู่นินจาวานรเงาก็ได้โอกาสพักผ่อน และตอนนี้ก็ฟื้นฟูพลังงานได้บางส่วนแล้ว
หยางเหิงบังคับตัวเองให้สงบลงและกระตุ้นพลังวิญญาณ
“ท่านผู้ชมครับนินจาวานรเงาเปิดฉากโจมตีอีกครั้งแล้วความเร็วของการวาร์ปนั้นช่างเหลือเชื่อจริงๆ!”
บนเวที มีเงาดำหนึ่งเคลื่อนที่ไปรอบๆเทพธิดาแสงศักดิ์สิทธิ์อย่างบ้าคลั่ง
นินจาวานรเงาอาศัยการควบคุมมิติทำให้สายตามนุษย์แทบไม่สามารถจับการเคลื่อนไหวของมันได้
เซี่ยวซิงอวี่ไม่ได้สนใจเรื่องนี้เลยแต่จู่ๆ ก็มองไปที่หยางเหิง พร้อมรอยยิ้มที่อ่อนโยนและใจดี
“หยางเหิง สัตว์อสูรของนายเคยถูกเตะด้วยความเร็วแสงไหม?”
“นายว่าไงนะ?”
หยางเหิงตกตะลึงไม่เข้าใจความหมายของเซี่ยวซิงอวี่และไม่ได้รับรู้ถึงอันตรายที่กำลังใกล้เข้ามาเลย