ระบบผู้ควบคุมสัตว์อสูร : มีเพียงข้าเท่านั้นที่มองเห็นเส้นทางวิวัฒนาการที่ถูกซ่อนเร้น

    เล่มที่ 3 บทที่ 76 สัตว์อสูรของนาย เคยถูกเตะด้วยความเร็วแสงไหม?

            ภายใต้กล้องถ่ายทอดสดหมาป่าเงามรณะเพลิงนรกดูสง่างามขึ้นหลายส่วน เพราะมีเกราะเพลิงปกคลุมอยู่ทั่วร่าง

            ทักษะการต่อสู้ที่สามารถรวมเปลวเพลิงของตัวเองให้กลายเป็นเกราะป้องกันได้นี้มีชื่อว่า [เกราะเพลิงสุริยะ]

            เหตุผลที่ผู้คนรู้สึกเหลือเชื่อเป็นเพราะทักษะการต่อสู้นี้มีข้อกำหนดค่อนข้างสูง

            ตามปกติแล้วสัตว์อสูรธาตุไฟที่ต้องการเรียนรู้และใช้งานเกราะเพลิงสุริยะได้อย่างชำนาญต้องมีระดับอย่างน้อยที่สุดก็คือระดับเหนือธรรมชาติ (ระดับหนึ่ง)

            แต่หมาป่าเงามรณะเพลิงนรกอยู่ในระดับเติบโตซึ่งยังห่างจากระดับเหนือธรรมชาติอีกหนึ่งระดับ นั่นคือระดับสมบูรณ์

            อย่างไรก็ตามเซี่ยวซิงอวี่ไม่เคยทำตามกฎเกณฑ์ สัตว์อสูรของเขานั้นไม่ธรรมดาสามารถข้ามผ่านช่องว่างระดับอันมหาศาล เพื่อเรียนรู้ทักษะการต่อสู้ที่สูงกว่าได้

            “เกราะเพลิงสุริยะเป็นทักษะการต่อสู้ป้องกันที่สัตว์อสูรธาตุไฟระดับเหนือธรรมชาติเท่านั้นที่สามารถเรียนรู้ได้”

            “ทักษะการต่อสู้นี้มีความยากมากทดสอบปัญญาของสัตว์อสูร และพลังวิญญาณสำรองของผู้ควบคุมสัตว์อสูร”

            “เกราะเพลิงสุริยะสามารถป้องกันการโจมตีรุนแรงจำนวนมากและเปลี่ยนพลังงานจากการโจมตีเหล่านั้นให้เป็นพลังงานของเกราะ”

            พิธีกรพูดอย่างรวดเร็วเพื่อให้ความรู้แก่ผู้ชมทั่วไป ถึงขนาดปากแทบจะไหม้เป็นไฟ

            เซี่ยวซิงอวี่ปัดผมหน้าม้าเล็กน้อยยิ้มแล้วพูดว่า “พวกนายมัวยืนอึ้งอะไรกันอยู่? ไม่เห็นความผิดปกติบ้างเหรอ?”

            หลินเทียนชื่อ โจวเย่และหยางเหิงต่างตกตะลึงกับเกราะเพลิงสุริยะของหมาป่าเงามรณะเพลิงนรกจนละเลยอันตรายที่อยู่ด้านหลัง

            “แย่แล้ว!”

            หยางเหิงเป็นคนแรกที่ตอบสนองแต่ก็สายเกินไปแล้ว

            สายฟ้าสองสายลอบโจมตีจากด้านหลังพุ่งทะลุร่างของหมาป่าเนตรปีศาจครามและอสรพิษแดงฝังทราย

            กระแสไฟฟ้าส่งเสียงเปรี๊ยะๆเหมือนเสียงประทัดในวันตรุษจีนที่บาดแก้วหู

            อากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นเนื้อไหม้เกรียม

            นินจาวานรเงาเป็นสัตว์อสูรธาตุควบคุมมิติอาศัยการวาร์ปหลบสายฟ้าที่สามไปได้

            ปัง!

            เสียงดังสนั่นนินจาวานรเงาถูกค้างคาวกระดูกปีกอสูรพุ่งชนอย่างจัง

            การวาร์ปไม่ได้ไร้เทียมทานเพียงแค่จับช่องว่างของทักษะได้ ก็สามารถสร้างความเสียหายอย่างหนักได้

            ค้างคาวกระดูกปีกอสูรโบกปีกดันร่างมหึมาของนินจาวานรเงาให้ลื่นไถลไปบนพื้นเวทีอย่างบ้าคลั่ง

            ระหว่างที่ลื่นไถลไปนั้นมีหนามกระดูกแหลมคมจำนวนมากงอกออกมาจากร่างของค้างคาวกระดูกปีกอสูร

            หนามกระดูกเหล่านี้เย็นเฉียบและคมกริบราวกับลูกธนูทะลุทะลวงหน้าอก แขน และไหล่ของนินจาวานรเงาอย่างต่อเนื่อง

            “บ้าจริง ถูกจำกัดแล้ว!”

            หยางเหิงกำหมัดแน่น ข้อนิ้วซีดขาวเมื่อเทียบกับความมั่นใจเมื่อเริ่มการแข่งขัน สีหน้าของเขาดูหมองคล้ำลงมาก

            เพราะร่างกายถูกหนามกระดูกจำนวนมากทะลุทะลวงนินจาวานรเงาจึงไม่สามารถใช้ทักษะการวาร์ปได้ทำได้เพียงปล่อยให้ค้างคาวกระดูกปีกอสูรลากมันไปบนพื้น

            “สถานการณ์ตึงเครียดขึ้นมาแล้ว!”

            “นินจาวานรเงาตกอยู่ในอันตรายและกำลังเข้าใกล้ขอบเวทีมากขึ้นเรื่อยๆ!”

            พละกำลังของค้างคาวกระดูกปีกอสูรนั้นน่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่งซึ่งเป็นหนึ่งในลักษณะเฉพาะของสัตว์อสูรประเภทวิญญาณ

            ด้วยพละกำลังอันแข็งแกร่งค้างคาวกระดูกปีกอสูรลากนินจาวานรเงาที่บาดเจ็บไปถึงมุมหนึ่งของเวที

            อีกไม่ถึงสิบเซนติเมตรนินจาวานรเงาก็จะตกลงจากเวทีแล้ว

            เมื่อตกลงไปในทะเลสาบที่เดือดพล่านก็หมายถึงความพ่ายแพ้

            หยางเหิงไม่มีทางเลือกจำเป็นต้องอัญเชิญสัตว์อสูรตัวที่สองออกมา

            “อากู่ ร่อนไปทางซ้าย!”

            มู่หรงซินซินออกคำสั่ง

            ค้างคาวกระดูกปีกอสูรปล่อยนินจาวานรเงาที่บาดเจ็บแล้วร่อนไปทางซ้าย

            การหลบหลีกครั้งนี้ทำให้หลีกเลี่ยงหมัดยักษ์ที่พุ่งเข้ามาได้อย่างพอดิบพอดี

            บนเวทีมีสัตว์อสูรประหลาดเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งตัว

            สัตว์อสูรตัวนี้เป็นยักษ์ที่สร้างจากหินมีจมูก มีตา สูงกว่าสิบเมตร

            ตรงจมูก รักแร้ และส่วนอื่นๆยังมีหญ้าขึ้นอยู่บ้าง

            ยักษ์หินนี่คือสัตว์อสูรตัวที่สองของหยางเหิง

            ระดับเติบโต (ระดับสาม) ควบคุมพลังศิลาพลังป้องกันมากกว่าสัตว์อสูรประเภทอื่น และยังสามารถเปลี่ยนรูปร่างได้อย่างอิสระ

            การปรากฏตัวของยักษ์หินช่วยนินจาวานรเงาที่เกือบจะตกลงไปในทะเลสาบเอาไว้ได้

            หยางเหิงมีเหงื่อซึมออกมาเขาเข้าใจดีว่าบนเวทีนี้ ใครอัญเชิญสัตว์อสูรตัวที่สองก่อนก็เท่ากับแพ้ไปครึ่งหนึ่งแล้ว

            การแข่งขันทีมไม่ได้จำกัดจำนวนสัตว์อสูรผู้เข้าแข่งขันทุกคนสามารถใช้สัตว์อสูรได้สองตัว

            แต่เมื่อพิจารณาจากการแข่งขันที่ผ่านมาฝ่ายใดถูกบีบให้ต้องอัญเชิญสัตว์อสูรตัวที่สองก่อน ก็ถือว่าใกล้จะแพ้แล้ว

            “หมัดพลังมหาศาล!”

            หยางเหิงตะโกน

            ยักษ์หินยกแขนขวาที่แข็งแรงขึ้นมาเหวี่ยงหมัดหนักสิบตัน พุ่งตรงเข้าหาหมาป่าเงามรณะเพลิงนรก

            หมัดนี้พุ่งผ่านเวทีทั้งหมดพลังทำลายล้างรุนแรงถึงขนาดทำให้พื้นดินสั่นสะเทือน และน้ำในทะเลสาบเดือดพล่าน

            แสงศักดิ์สิทธิ์สาดส่องเข้าตาคนดูทุกคนกล้องถ่ายทอดสดใช้เวลานานกว่าจะกลับมาปกติ

            หมัดของยักษ์หินถูกกำแพงแสงกั้นไว้ไม่สามารถขยับไปข้างหน้าได้แม้แต่นิดเดียว

            กลางอากาศ มีภูตสองปีกสวมเกราะเงินลอยอยู่

            ปีกศักดิ์สิทธิ์กระพือปีกเบาๆในสายลมมีแสงระยิบระยับราวกับหิ่งห้อยลอยฟุ้ง

            พิธีกรตะโกนด้วยความตื่นเต้น

            “เซี่ยวซิงอวี่อัญเชิญสัตว์อสูรตัวที่สองของเขาแล้วครับ!”

            “นี่คือสัตว์อสูรสายแสงศักดิ์สิทธิ์ +เทวทูต ที่หาได้ยากในรอบร้อยปี นั่นก็คือ เทพธิดาแสงศักดิ์สิทธิ์!”

            นี่เป็นครั้งแรกที่เซี่ยวซิงอวี่นำเทพธิดาแสงศักดิ์สิทธิ์ออกมาต่อหน้าสาธารณชนหลังจากทำพันธสัญญาด้วย

            กำแพงแสงที่เทพธิดาแสงศักดิ์สิทธิ์สร้างขึ้นกั้นหมัดของยักษ์หินเอาไว้แน่น ปกป้องหมาป่าเงามรณะเพลิงนรกที่อยู่ด้านหลัง

            หมาป่าเงามรณะเพลิงนรกส่งเสียงครวญครางคล้ายกำลังบ่นอะไรบางอย่าง

            เซี่ยวซิงอวี่ปลอบโยนว่า“เฮยเฟิง ฉันรู้ว่าความสามารถของนายไม่ต้องการความช่วยเหลือแต่ฉันก็ต้องให้เฟรยาออกมาสูดอากาศบ้างนะ”

            สัตว์อสูรต้องผ่านการต่อสู้จึงจะเติบโตได้เร็วขึ้น

            เซี่ยวซิงอวี่อัญเชิญเทพธิดาแสงศักดิ์สิทธิ์ออกมาไม่ได้ต้องการให้เธอช่วยหมาป่าเงามรณะเพลิงนรกเพียงแค่ต้องการให้เทพธิดาแสงศักดิ์สิทธิ์เก็บประสบการณ์

            พิธีกรมองข้อมูลที่อยู่เบื้องหลังแล้วอดไม่ได้ที่จะสูดหายใจเข้าลึกๆ

            “ท่านผู้ชมทุกท่านครับนี่เป็นเรื่องที่เหลือเชื่อจริงๆ!”

            “เทพธิดาแสงศักดิ์สิทธิ์ยังไม่ได้เลื่อนระดับเป็นระดับเติบโตเลยครับ ระดับของเธอเป็นเพียงแค่ระดับเริ่มต้น(ระดับสาม) เท่านั้น!”

            ยักษ์หินอยู่ในระดับเติบโต (ระดับสาม)

            ในแง่ของระดับเทพธิดาแสงศักดิ์สิทธิ์ยังห่างจากยักษ์หินไปหนึ่งระดับเต็มๆแต่เธอกลับสามารถต้านทานหมัดหนักของอีกฝ่ายไว้ได้

            นี่คือพรสวรรค์ของเทพธิดาแสงศักดิ์สิทธิ์ผู้พิทักษ์แสงศักดิ์สิทธิ์

            เทพธิดาแสงศักดิ์สิทธิ์จะสร้างโล่ป้องกันอย่างต่อเนื่องพลังป้องกันของเธอจึงแข็งแกร่งกว่าสัตว์อสูรประเภทแทงค์บางตัวเสียอีก

            ในเวลานี้บนเวทีการต่อสู้ได้ปรากฏทั้งเทวทูตและปีศาจขึ้นพร้อมกัน

            ซูหรูเยียนไม่สามารถสงบสติอารมณ์ได้หัวใจของเธอเต้นระรัว

            “เจ้าเด็กคนนี้ช่างเหมือนผู้ชายคนนั้นเหลือเกิน...”

            เมื่อมียักษ์หินอยู่นินจาวานรเงาก็ได้โอกาสพักผ่อน และตอนนี้ก็ฟื้นฟูพลังงานได้บางส่วนแล้ว

            หยางเหิงบังคับตัวเองให้สงบลงและกระตุ้นพลังวิญญาณ

            “ท่านผู้ชมครับนินจาวานรเงาเปิดฉากโจมตีอีกครั้งแล้วความเร็วของการวาร์ปนั้นช่างเหลือเชื่อจริงๆ!”

            บนเวที มีเงาดำหนึ่งเคลื่อนที่ไปรอบๆเทพธิดาแสงศักดิ์สิทธิ์อย่างบ้าคลั่ง

            นินจาวานรเงาอาศัยการควบคุมมิติทำให้สายตามนุษย์แทบไม่สามารถจับการเคลื่อนไหวของมันได้

            เซี่ยวซิงอวี่ไม่ได้สนใจเรื่องนี้เลยแต่จู่ๆ ก็มองไปที่หยางเหิง พร้อมรอยยิ้มที่อ่อนโยนและใจดี

            “หยางเหิง สัตว์อสูรของนายเคยถูกเตะด้วยความเร็วแสงไหม?”

            “นายว่าไงนะ?”

            หยางเหิงตกตะลึงไม่เข้าใจความหมายของเซี่ยวซิงอวี่และไม่ได้รับรู้ถึงอันตรายที่กำลังใกล้เข้ามาเลย

             

    คล้ายกับเรื่องระบบผู้ควบคุมสัตว์อสูร : มีเพียงข้าเท่านั้นที่มองเห็นเส้นทางวิวัฒนาการที่ถูกซ่อนเร้น ที่คุณอ่าน