ภาพตัณหาอันวิตถารที่แผ่หลาอยู่เบื้องหน้าดั่งอสนีบาตที่ฟาดลงกลางใจจ้าวหานเฟิงมิอาจทนทัศนาภาพอันชวนให้ใจสั่นสะท้านนั้นได้อีกต่อไปเขารีบหันหลังกลับแล้วสาวเท้าหนีจากจุดนั้น พาร่างอันสับสนกลับมาเก็บตัวเงียบอยู่ภายในกระโจมพักของตนเพียงลำพัง
นายกองหนุ่มทิ้งกายลงนั่งพร้อมกับลมหายใจที่สั่นพร่าเขาคาดคิดไม่ถึงเลยว่า สมรภูมิเขาเทียนหลง ที่เขาตั้งมั่นจะมาจารึกนามและสร้างผลงานเกริกไกรจะกลับกลายเป็ลานระเริงกามอันบิดเบี้ยวไร้ซึ่งยางอายถึงเพียงนี้ความขัดแย้งในส่วนลึกของจิตใจเริ่มกัดกินและทุบตีอุดมการณ์ของเขาจนบอบช้ำ
เสียงเพรียกจากหัวใจ ร่ำร้องให้เขาละทิ้งเกียรติยศจอมปลอมเหล่านี้เสียแล้วหันหลังกลับคืนสู่บ้าน... กลับไปโอบกอดเนื้อนวลของไป๋เหม่ยหลานสตรีผู้เป็ดวงใจและมอบไออุ่นอันบริสุทธิ์ให้แก่นาง
ทว่าอีกใจหนึ่งภาพรอยยิ้มของฮูหยินรักยามที่เอ่ยขอตำแหน่งแม่ทัพเพื่อลูกน้อยในครรภ์กลับผุดขึ้นมาค้ำคอเขาปรารถนาจะสร้างผลงานเพื่อครอบครัวอยากให้สายเืของเขาเกิดมาพร้อมความภาคภูมิใจว่าบิดาคือยอดวีรบุรุษแห่งแผ่นดินหาใช่คนขลาดที่หนีทัพกลับไปมือเปล่า
ความสับสนอลหม่านตรึงรัดร่างของเขาไว้ให้อยู่กับที่อย่างทรมานดำดิ่งลงสู่ห้วงความคิดจนกระทั่งแสงตะวันสุดท้ายลับขอบฟ้าม่านราตรีอันมืดมิดเข้าคลี่คลุม พร้อมด้วยแสงจันทร์ที่สาดส่องลงมาอย่างเยือกเย็นราวกับจะตอกย้ำความอ้างว้างในใจขุนศึกหนุ่ม
ในยามที่ความเงียบงันปกคลุมทั่วทั้งค่ายเสียงฝีเท้าหนักๆ ของทหารเวรนายหนึ่งก็ดังสวบสาบเข้ามาหยุดลงที่หน้ากระโจมก่อนจะเอ่ยแจ้งสุ้มเสียงนอบน้อมทว่าเฉียบขาด
"นายกองจ้าวหานเฟิง...ท่านแม่ทัพมีบัญชาให้ท่านเข้าพบ ณ กระโจมใหญ่บัดนี้"
คำสั่งนั้นดั่งสายลมหนาวที่พัดผ่านแผ่นหลังจ้าวหานเฟิงสูดลมหายใจเข้าลึก ควบคุมความหวั่นไหวในอกให้สงบนิ่งกวาดเก็บเศษเสี้ยวความล้าแล้วหยัดกายยืนขึ้นด้วยท่วงท่าองอาจเฉกเช่นพยัคฆ์หนุ่มเขาพยักหน้าเล็กน้อยก่อนจะขานรับด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
"ข้าเข้าใจแล้ว...จะไปพบท่านแม่ทัพเดี๋ยวนี้"
ภายในกระโจมใหญ่ที่อบอวลไปด้วยกลิ่นกำยานจางๆแม่ทัพเซียวหลงเหยียนทอดสายตามองนายกองหนุ่มที่ก้าวเข้ามาด้วยแววตาพึงใจใบหน้าของจอมทัพผู้ผ่านศึกมานับร้อยประดับด้วยรอยยิ้มอันอ่อนโยนดุจผู้ใหญ่ใจดี
"เ้ามาแล้วหรือ... มาเถิดกินอะไรเสียหน่อยก่อน ข้าให้คนครัวจัดเตรียมสำรับไว้ให้เ้าโดยเฉพาะ"
จ้าวหานเฟิงซึ่งในใจยังคงเต็มไปด้วยความสับสนอลหม่านและภาพตัณหาอันวิตถารที่ยังตามหลอกหลอนได้แต่ประสานมือทำความเคารพพลางส่ายหน้าปฏิเสธอย่างแ่เบา สุ้มเสียงของเขาแหบแห้ง
"ขอบพระคุณท่านแม่ทัพที่เมตตา...ทว่าตัวข้ายังมิรู้สึกหิวเลยแม้แต่น้อยขอรับ"
ทว่าจอมทัพผู้มากเล่ห์หาได้มีโทสะกับท่าทีห่างเหินนั้นไม่เซียวหลงเหยียนหัวร่อเบาๆ ในลำคอน้ำเสียงที่เอ่ยถัดมาเต็มไปด้วยความเข้าใจระคนอบอุ่น
"ข้ารู้...ภาพที่เ้าได้เห็นเมื่อกลางวันย่อมกระทบกระเทือนจิตใจของเ้ายิ่งนักแต่ถึงแม้เ้าจะรู้สึกขัดเคืองใจเพียงใด ก็ควรมีสิ่งใดตกถึงท้องบ้าง"
จอมทัพเว้นจังหวะพลางขยับกายเข้ามาใกล้แรงกดดันจากร่างสูงใหญ่ทำให้บรรยากาศในกระโจมดูเล็กลงไปถนัดตาก่อนที่เขาจะหว่านล้อมด้วยเหตุผลที่แทงใจดำนักรบหนุ่มที่สุด
"เรามาที่สมรภูมิแห่งนี้ก็เพื่อปกปักษ์รักษาบ้านเมืองหากพรุ่งนี้ศัตรูบุกโจมตีแล้วเ้ากลับไร้สิ้นเรี่ยวแรงเพราะมิได้กินข้าวปลาเกรงว่ามิใช่เพียงตัวเ้าที่จะทอดร่างเป็ศพ... แต่เหล่าทหารในสังกัดที่เชื่อใจเ้าคงต้องพลอยล้มตายไปด้วยเพราะความขลาดเขลาของผู้นำ"
ถ้อยคำชักจูงอันเฉียบคมที่ยกเอาชีวิตของพี่น้องทหารและหน้าที่ต่อแผ่นดินขึ้นมาอ้างดั่งโซ่ตรวนที่ตรึงให้จ้าวหานเฟิงมิอาจดิ้นรนปฏิเสธได้อีกต่อไปนายกองหนุ่มเม้มริมฝีปากแน่น แววตาไหวระริกด้วยความจำนนในเมื่อจอมทัพผู้เกรียงไกรกล่าวถึงเพียงนี้ ชายชาตรีผู้รักในเกียรติยศเช่นเขาย่อมต้องก้มหน้ารับความปรารถนาดีอันเคลือบแคลงนี้ไว้ด้วยความนอบน้อม
ภายในกระโจมอันเงียบสงัดมีเพียงเสียงขยับถ้วยชามแ่เบาแม่ทัพเซียวหลงเหยียนทอดสายตาจับจ้องนายกองหนุ่มที่กำลังฝืนกลืนก้อนคำข้าวลงท้องั์ตาของจอมทัพผู้สูงวัยกว่าหาได้แฝงความเมตตาเฉกเช่นวาจาที่เอ่ยอ้างไม่ทว่ามันกลับลุกโชนด้วยไฟตัณหาอันหยาบโล้นและเต็มไปด้วยความปรารถนาจะยิ่งเห็นพยัคฆ์หนุ่มเบื้องหน้าพยายามดิ้นรนรักษาระยะห่างและปิดกั้นตนเองมากเพียงใดสัญชาตญาณนักล่าในกายของเขาก็ยิ่งพลุ่งพล่านอยากจะสยบเหยื่อล้ำค่าชิ้นนี้ให้ราบคาบมากเท่านั้น
แม้ในราตรีที่ผ่านมาเขาจะเคยลักลอบเชยชมตักตวงความหวานจากร่างที่ไร้สติของจ้าวหานเฟิงไปแล้วครั้งหนึ่งทว่าความสุขสมทางกายยามลักหลับ...ไหนเลยจะสู้ความหฤหรรษ์ยามที่อีกฝ่ายยอมจำนนและสมยอมด้วยตนเอง
จอมทัพกระตุกยิ้มลึกน้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยทำลายความอึดอัดขึ้นมาอีกครา
"ข้าได้ยินเื่ราวเกี่ยวกับตัวเ้ามาไม่น้อย...ทหารหนุ่มผู้ถูกขนานนามว่าเป็เพชรเม็ดงามกอปรด้วยสติปัญญาอันเฉียบแหลมและมีความเชื่อมั่นในตัวเองเหนือผู้ใด เ้าจงกินให้อิ่มท้องเสียเถิดหลังจากนี้ข้ามีสิ่งหนึ่งจะให้เ้าได้ทดสอบดู...แล้วเราค่อยมาเจรจาเื่สำคัญกัน"
หลังจากจ้าวหานเฟิงฝืนจัดการกับอาหารในสำรับจนหมดสิ้นแม่ทัพเซียวหลงเหยียนก็ผุดลุกขึ้นแล้วนำพานายกองหนุ่มก้าวออกสู่ภายนอกกระโจม
บรรยากาศยามราตรีแห่งสมรภูมิเขาเทียนหลงถูกอาบฉาบด้วยแสงสีส้มแดงจากเปลวคบเพลิงที่สั่นไหวทอดเงาร่างทมิฬของเหล่าทหารหาญที่บัดนี้พากันระเริงสวาทเกลือกกลั้วกันอย่างไม่อายฟ้าดินบ้างก็ร่ำสุราสรวลเสเฮฮาหวังดับความกลัวด้วยน้ำเปลี่ยนนิสัยบ้างก็ส่งเสียงเอื้อนเอ่ยพร่ำเพ้อถึงความฝันและบ้านเกิดเมืองนอนอันห่างไกลทัศนียภาพอันวิตถารและเปี่ยมด้วยสัญชาตญาณดิบนี้ยังคงทิ่มแทงหัวใจอันรักในเกียรติยศของจ้าวหานเฟิงจนต้องเบือนหน้าหนี
ทว่าจุดหมายที่จอมทัพพาเขาเดินฝ่ากองทัพกามารมณ์มุ่งหน้าไปนั้นคือกระโจมหลังหนึ่งซึ่งตั้งอยู่โดดเดี่ยวติดกับลานกว้างอันเงียบสงบราวกับแดนศักดิ์สิทธิ์ที่แยกตัวออกมาจากความฟอนเฟะทั้งมวลเซียวหลงเหยียนจงใจพานายกองหนุ่มมาพบกับบุรุษผู้หนึ่ง... บุรุษผู้ยึดมั่นในอุดมการณ์และไม่ยอมขายศักดิ์ศรีดุจเดียวกับจ้าวหานเฟิง
เมื่อม่านกระโจมถูกเปิดออกเงาร่างของยอดทหารนายหนึ่งก็ปรากฏสู่สายตา
"นายกองเสิ่นหลันซิน...เ้าช่วยเป็คู่มือให้จ้าวหานเฟิงเสียหน่อยเถิดข้าปรารถนาจะยลฝีไม้ลายมือของพยัคฆ์หนุ่มผู้นี้สักเล็กน้อย"สุ้มเสียงทรงอำนาจของจอมทัพสั่งการ บุรุษนามเสิ่นหลันซิน ขยับกายลุกขึ้นยืนตรงพลางประสานมืออย่างนอบน้อมดุดัน"ขอรับท่านแม่ทัพ"
เสิ่นหลันซินในวัยสามสิบสามปีเป็ชายชาตรีผู้กอปรด้วยความสง่างามผิวพรรณกร้านแดดและแววตาที่ผ่านโลกมามากขับเน้นให้เขาดูองอาจผ่าเผยสมกับเป็ทหารเสือผู้ผ่านศึกหนักทว่าในส่วนลึกของั์ตาคู่นั้นกลับซ่อนเร้นความหม่นหมองบางอย่างเอาไว้ประหนึ่งกระดาษขาวที่ถูกละเลงด้วยน้ำหมึกสีดำ... มันคือสายตาของคนที่รู้ดีว่าจุดจบของบุรุษผู้หยิ่งทะนงในศักดิ์ศรีใต้เงื้อมมือของราชสีห์ตนนี้มีราคาค่างวดที่ต้องจ่ายแพงเพียงใด!
สิ้นคำบัญชาของจอมทัพบรรยากาศรอบลานกว้างก็พลันเหน็บหนาวลงฉับพลันทั้งจ้าวหานเฟิงและเสิ่นหลันซินต่างก้าวเท้าเข้าสู่ลานประลองช้าๆแสงจากเปลวคบเพลิงสะท้อนปลาบปลาบบนคมศาสตราวุธฝึกซ้อมที่ไร้คมทว่ากลับแผ่รังสีสังหารข่มขวัญกันอย่างไม่มีใครยอมใคร
เคร้ง!
เสียงโลหะปะทะกันสนั่นลั่นลานกว้างเป็สัญญาณเปิดฉากจ้าวหานเฟิงขยับกายทะยานเข้าใส่ก่อนด้วยท่วงท่าอันปราดเปรียวเฉกเช่นพยัคฆ์หนุ่มเพลงดาบของเขาเฉียบคม ดุดัน และเที่ยงตรงดั่งตำราพิชัยยุทธ์สลักไว้ชายหนุ่มตวัดคมดาบฟาดฟันเข้าใส่จุดตายของคู่ต่อสู้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าหวังใช้ความสดใหม่ของร่างกายและสติปัญญาอันล้ำเลิศกดดันให้อีกฝ่ายเพลี่ยงพล้ำ
ทว่าเสิ่นหลันซินในวัยสามสิบสามปีกลับนิ่งสงบดั่งขุนเขาบุรุษผู้ผ่านสมรภูมิเืมานับครั้งไม่ถ้วนเพียงเบี่ยงกายหลบเลี่ยงอย่างแ่เบาท่วงท่าของเขาหาได้งดงามไร้ที่ติเหมือนจ้าวหานเฟิงไม่แต่มันกลับเต็มไปด้วยความเรียบง่ายและเด็ดขาด
เมื่อเห็นช่องว่างเสิ่นหลันซินก็พลิกแพลงคมดาบอย่างรวดเร็วราวกับอสรพิษฉกกัด เขาไม่ได้ต้านรับตรงๆแต่ใช้แรงปะทะของจ้าวหานเฟิงสะท้อนกลับไป คมดาบฝึกขยับวาดเป็วงโค้งแปลกประหลาดรุกไล่โจมตีจากทิศทางที่คาดไม่ถึงจนจ้าวหานเฟิงถึงกับใจหายวาบ!
‘กระบวนท่าอันใดกัน...เหตุใดจึงพลิกแพลงไร้รูปแบบเช่นนี้!’
หัวใจของเพชรเม็ดงามแห่งแผ่นดินสั่นสะท้านอย่างไม่เคยเป็มาก่อนเหงื่อกาฬเริ่มไหลซึมตามไรผมยามที่ต้องฝืนรับแรงกระแทกจากคมดาบอันหนักหน่วงของรุ่นพี่ขากรรไกรของเขาขบเข้าหากันแน่น ทุกครั้งที่ดาบปะทะกันจ้าวหานเฟิงรู้สึกราวกับกำลังต่อสู้กับห้วงน้ำหลากที่ยากจะคาดเดาทิศทางประสาทััที่ผ่านการฝึกในตำรามาอย่างดี กลับเริ่มรวนเรเมื่อต้องเผชิญกับกลยุทธ์ฆ่าคนที่กลั่นกรองมาจากสมรภูมิจริงของเสิ่นหลันซิน
เวลาผ่านไปเพียงชั่วธูปดับเห็นได้ชัดว่าเสิ่นหลันซินเริ่มครองความเหนือกว่าอยู่ก้าวหนึ่งร่างองอาจของรุ่นพี่ขยับรุกคืบกดดันจนจ้าวหานเฟิงต้องก้าวถอยร่นเพื่อต้านรับอย่างยากลำบาก
เคร้ง! เกร้ง!
คมดาบสุดท้ายปะทะกันอย่างรุนแรงจนเกิดประกายไฟจ้าวหานเฟิงสลัดดาบออกพยายามจะตั้งหลักใหม่ ทว่าก่อนที่พยัคฆ์หนุ่มจะทันขยับกายสุ้มเสียงอันทรงอำนาจก็ดังขัดจังหวะขึ้นเสียก่อน
"พอได้แล้ว...พวกเ้าทั้งสองทำได้ดีมาก"
แม่ทัพเซียวหลงเหยียนที่นั่งเฝ้ามองอยู่บนเก้าอี้ไม้ตัวใหญ่เอ่ยขึ้นน้ำเสียงนั้นเปี่ยมไปด้วยความพึงพอใจอย่างปิดไม่มิดสายตาคมปลาบของจอมทัพจับจ้องไปยังเรือนร่างของจ้าวหานเฟิงที่กำลังหอบหายใจจนอกเพื่อมผิวเนื้อใต้สาบเสื้อชุ่มไปด้วยหยาดเหงื่อสะท้อนแสงคบเพลิงเป็เงามันวาวแววตาของราชสีห์ผู้เฒ่าเต็มไปด้วยความกระหาย...ช่างเป็ภาพการต่อสู้ที่ดิ้นรนและงดงามเสียจนเขาอยากจะลิ้มรสพยัคฆ์หนุ่มตัวนี้ให้เร็วขึ้นไปอีก!