ตอนที่ 9 ออกศึก (2)
คนตรงหน้ากอดแน่นอย่างดื้อรั้นไม่ยอมปล่อย ลมหายใจอุ่นๆ ที่รินรดต้นคอคล้ายจะกระชั้นถี่ เมื่อมองเข้าไปในดวงตาเอาแต่ใจที่เปล่งประกายคู่นั้น บางแห่งในส่วนลึกของหัวใจมู่ชิวราวกับเกิดการสั่นไหว เขาหลุบตาพยายามเก็บซ่อนสายตาสับสน ยิ้มเล็กน้อยพลางพยักหน้าเบาๆ “พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมจะเชื่อฟังท่านอ๋อง...”
ใบหน้าของเขายังคงแดงไม่จางหาย ราวกับทำให้ดูสดชื่นขึ้นตามไปด้วยอย่างเห็นได้ชัด ซ่งจื่อเฉินจูบหน้าผากของมู่ชิวเบาๆ ไม่หยุด จนกระทั่งคนในอ้อมกอดเขินอายใบหน้าร้อนผ่าว ในที่สุดถึงได้ปล่อยอย่างพึงพอใจ “ไปเถอะ ไปเตรียมทัพ รอเสด็จพ่อให้กำลังใจเสร็จพวกเราก็ออกเดินทางได้”
ราชวงศ์ฉีมีฮ่องเต้ครองราชย์มาแล้วสามรัชสมัย ราษฎรมั่งมีศรีสุข ไม่เคยเกิดศึกใหญ่มานานหลายปี นี่เป็ครั้งแรกในรอบเกือบร้อยปีที่ซยงหนูมารุกรานชายแดน ราชสำนักที่ร้างราจากการศึกมานานจึงโกลาหลในชั่วพริบตา หากไม่ได้ซ่งจื่อเฉินเสนอตัว บรรดาขุนศึกเ่าั้ที่แม้แต่แผนรบทัพจับศึกยังไม่ชำนาญก็มิรู้ว่าจะบอกปัดไปถึงเมื่อไร
ซ่งจื่อเฉินไม่ชอบใส่ชุดเกราะเต็มยศ เขาใส่เพียงเกราะบางที่เบาสบาย ข้างกายมีดาบพระราชทาน เขาไม่ชอบกระบี่ รู้สึกว่ากระบี่เบาเกินไปไม่โเี้พอ ไม่สู้ดาบยาวที่เวลาใช้มีพลังเด็ดเดี่ยว ดาบเล่มนี้เสด็จพ่อพระราชทานให้เขาด้วยตัวเองก่อนกรีธาทัพ แทบจะอยู่กับตัวเขาทั้งชีวิตในชาติก่อน จนกระทั่งสุดท้ายตอนเขาถูกทหารฝีมือดีที่ฝึกมาด้วยตัวเองทรยศ ดาบถึงตกไปอยู่ในมือซ่งจื่อเซวียน
ซ่งจื่อเฉินมองกองทัพที่เคยชินกับการฝึกอย่างเข้มงวดของเขาซึ่งอย่างน้อยก็ถือว่าเป็ระเบียบแล้วก็อดถอนหายใจไม่ได้ เขาส่งอาชาศึกให้ทหารคุ้มกันด้านหลังแล้วเดินไปหาคนข้างกายที่ไม่รู้ว่าเหม่อลอยอะไรอยู่ “มู่ชิว คิดอะไรอยู่”
“กระหม่อมกำลังคิดว่า ขุนศึกของรัชสมัยนี้ดูอ่อนแอไปสักหน่อย หากมีาที่ยาก เกรงว่าคงต้องเสียเปรียบเป็แน่”
มู่ชิวลังเลเล็กน้อย สุดท้ายก็ตอบออกไป สายตาที่มองซ่งจื่อเฉินก็ฉายแววกังวล “ท่านอ๋องพากองทัพเช่นนี้ออกศึกต้องระมัดระวังให้มากนะพ่ะย่ะค่ะ”
“เ้าไม่ถนัดเื่รบทัพจับศึกมิใช่หรือ มองออกด้วยรึ”
สายตาของซ่งจื่อเฉินเปล่งประกายเล็กน้อย มองคนข้างกายด้วยสีหน้าใ ในใจเกิดความรู้สึกที่ยากจะบรรยาย
ในสายตาของขุนนางรัชสมัยนี้พวกนั้นรวมถึงเสด็จพ่อของเขา กองทัพนี้เป็กองทัพที่เพียบพร้อม ดูน่าเกรงขาม ออกศึกก็สู้ไม่ถอย ทั้งยังรบชนะสิบทิศ จะต้องคว้าชัยกลับมาได้อย่างสมเกียรติ
เขาในชาติก่อนก็เชื่อเช่นนั้น ทว่ากลับถูกซยงหนูเล่นงานอย่างโเี้ในการรบครั้งแรก ศึกครั้งนั้นแทบจะสูญเสียทหารไปถึงสองส่วน ตัวเขาเองก็าเ็ไม่น้อย หากปรับแผนการรบไม่ทันในตอนหลังคงถูกซยงหนูไล่ต้อนยาวจนทำลายแนวชายแดน สุดท้ายเป็เพราะเขาอาศัยความกล้าพาทหารเข้าโจมตีค่ายศัตรูอย่างไม่คิดชีวิต ปักหลักอยู่ที่ชายแดนถึงสองเดือน โชคดีบุกเข้าไปเจอตอนกองทัพซยงหนูเกิดศึกภายใน เข่อข่านถูกสังหาร จึงฉวยโอกาสนี้ทำลายค่ายศัตรู นี่แทบจะเป็ชัยชนะใหญ่ที่ได้มาโดยง่าย
เพราะมีบทเรียนจากครั้งนั้น หลังจากกลับเมืองหลวงเขาจึงเริ่มจัดระเบียบกองทัพที่ดูดีแต่ใช้การไม่ได้อย่างเข้มงวด เนื่องจากวิธีการฝึกที่โหดร้ายไร้ความเมตตา ทำให้เกิดเสียงบ่นว่าไม่น้อย ตอนนั้นเขายังไม่รู้จักการใส่ใจ เห็นๆ อยู่ว่าทั้งในและนอกราชสำนักต่างแสดงความไม่พอใจ เขาก็ยังไม่สน คิดเพียงว่าวันหน้าเมื่อต้องทำาอีกครั้งไม่ว่าอย่างไรก็ห้ามเสียเปรียบอีก ฝึกเช่นนี้ในที่สุดก็ถือได้ว่าเป็กองทัพเหล็กที่สู้ไม่ถอยและรบชนะทุกศึกอย่างแท้จริง แต่แล้วก็เป็กองทัพนี้เช่นกันที่ตัดหนทางรอดของเขาจนขาดสะบั้น
“รู้สึกได้อยู่บ้าง กองทัพในยามนี้มิได้ขาดความฮึกเหิม ทว่าอ่อนแอในแก่นแท้ ก็เหมือนกับคนฝึกวรยุทธ์ ลูกศิษย์ฝึกความแข็งแกร่ง ทว่ากลับไร้กำลังจากภายใน ใช้ข่มคนย่อมไม่มีปัญหา แต่หากต้องไปเจอยอดฝีมือที่แท้จริงก็ยากจะเลี่ยงมิให้เสียเปรียบพ่ะย่ะค่ะ”
มู่ชิวครุ่นคิดแล้วตอบ มองซ่งจื่อเฉินที่ทำหน้าหนักใจเหมือนคิดหนัก จากนั้นก็อดพูดขึ้นไม่ได้ “ท่านอ๋อง...กระหม่อมพูดสิ่งใดที่ไม่เหมาะสมหรือไม่”
“ไม่ใช่ ข้าเพียงกำลังคิดว่า ที่เ้าไม่มาเรียนเื่ทางการทหารช่างน่าเสียดายจริงๆ”
ซ่งจื่อเฉินส่ายหน้ายิ้มอย่างจนใจ ค่อยๆ เดินขึ้นหน้าไปพร้อมกับมู่ชิว ผ่านไปสักพักถึงลองถามขึ้นมาอีก “มู่ชิว ถ้า...ข้ารู้ว่าเ้าผิดคำสาบานต่อท่านพ่อไม่ได้ แต่หากเ้าเป็คนพากองทัพนี้ไปออกศึก เ้ามีวิธีอะไรหรือไม่...ที่จะทำให้พวกเขาแพ้อย่างไม่น่าอนาถเกินไปในการรบครั้งแรก”