“ค่ำคืนอำมหิต โลหิตย้อมเรือนสิ้นเงาแค้นหลบลี้ ไกลถึงดินแดนศัตรูสิบห้าปีผันผ่าน หฤทัยยังปวดร้าวหวนคืนวันแก้แค้น ฟ้าดินสั่นสะเทือน!”
รัชศกเสียนอวิ๋น[1] ปีที่สามสิบ เเคว้นหลงซวี่
ใต้ฟ้าครามหม่นปลายปี หิมะขาวโปรยปรายจากม่านเมฆหนาทึบ ราวกับผืนฟ้าได้หลั่งน้ำตาต่อความเปลี่ยนแปลงของวิถีโลก...
พรมแดนใต้ของแคว้นหลงซวี่ที่ติดกับแคว้นหนานอวี่ บัดนี้ถูกห่มคลุมด้วยม่านหิมะขาวบริสุทธิ์ หลังคา ปลายกิ่งไม้ และถนนหินกรวด ล้วนถูกซ่อนภายใต้เกล็ดน้ำแข็งที่ก่อตัวขึ้นจากความเยียบเย็น ฤดูหนาวของดินแดนนี้มิเคยปรานี แม้แต่ผู้ที่คุ้นชินกับความหนาวเหน็บ
เมืองที่ตั้งอยู่ท่ามกลางพรมแดนนี้ ไม่เล็กจนไร้ชื่อ ไม่ใหญ่จนอลังการ ทว่าอบอวลไปด้วยกลิ่นอายของชีวิต แม้จะอยู่ในห้วงอันหนาวเหน็บ แต่ยามกลางวันยังคงเต็มไปด้วยผู้คน
ควันไออุ่นลอยอ้อยอิ่งจากหม้อน้ำร้อนริมทาง เสียงตะโกนเรียกลูกค้าของพ่อค้าแม่ขายดังก้องไปทั่วทั้งซอย กลิ่นเกาลัดคั่ว หมั่นโถวนึ่ง และน้ำเต้าหู้ร้อนๆ แทรกผ่านม่านหิมะ มอบไออุ่นแก่ผู้ที่ยังยืนหยัดท้าความหนาว เด็กน้อยในอาภรณ์หนาเตอะวิ่งไล่จับกันบนลานกว้าง สองมือน้อยๆปั้นปุยหิมะจนแข็งเกร็ง หัวร่อคิกคักกันอย่างไร้เดียงสา ใกล้กัน ชายชรานั่งจิบชาอุ่นใต้ชายคา มือลูบเคราขาวด้วยท่าทีสำราญใจ ขณะที่หญิงสาวบางนางกำลังคัดเลือกผ้าพันคอด้วยความพิถีพิถัน เพื่อมอบความอบอุ่นแก่คนในครอบครัว
เป็นภาพชีวิตที่เคลื่อนไหวท่ามกลางฤดูหนาวอันเกือบจะแช่แข็งทุกสรรพสิ่ง
ทว่า ท่ามกลางความอบอุ่นของสีสันแห่งชีวิตนั้นกลับมีร่างหนึ่ง…รูปร่างสูงโปร่ง สง่างามในอาภรณ์เนื้อดี ก้าวออกมาด้วยท่วงท่าที่แสนสงบอย่างมั่นคง
เขาคือชายหนุ่มในชุดคลุมยาวสีดำทะมึน ปลายชายเสื้อของเขาเปรอะเปื้อนหิมะที่ท่วมถึงข้อเท้า เขาก้าวเดินอย่างเนิบช้าไปตามตรอกที่เต็มไปด้วยรอยเท้า เส้นผมดำขลับซ่อนเร้นภายใต้หมวกสานทรงลึก ใบหน้าถูกเงาหมวกบดบังจนไม่อาจมองเห็นเค้าโครง
มีเพียงดวงตาคู่คมที่โผล่พ้นม่านเงา คล้ายหอกแหลมแทงทะลุผืนหิมะ แววตาคู่นั้น...ซ่อนความเงียบงันดุจท้องนภาที่หม่นมัว เจือด้วยความโศกเศร้าที่ไร้ถ้อยคำ และความมุ่งมั่นอันร้อนรุ่มราวจะหลอมละลายหิมะด้วยพลังซ่อนเร้นจากภายใน
ปลายทางเบื้องหน้า ปรากฏเงาอาคารหลังหนึ่งซึ่งตั้งตระหง่านเงียบงันอยู่นอกชายขอบของเมือง ตำหนักเก่าแก่ที่ถูกกาลเวลาฉุดคร่าความงามไปอย่างเงียบเชียบ
ผนังหินสีเทาหม่นแตกร้าวเป็นรอยยาว ราวกับรอยแผลฝังลึกในจิตใจมนุษย์ หลังคาพังทลายเผยให้เห็นโครงไม้ภายในที่ถูกกาลเวลากัดเซาะ เศษกระเบื้องเก่ากระจัดกระจายบนพื้นหิมะขาวบริสุทธิ์ ผสานความทรงจำเข้ากับความร่วงโรยอย่างเงียบงัน
แผ่นป้ายไม้ซึ่งควรจะตั้งตระหง่านอย่างสง่างาม บัดนี้กลับล้มตะแคงอยู่บนพื้น อักษรสีซีดจางบนแผ่นไม้เก่าเผยให้เห็นชื่อเดิมของสถานที่แห่งนี้ “ตระกูลเซิน”
หัวใจของเขากระตุกวูบราวถูกเข็มแหลมทิ่มแทงกลางอกภาพความทรงจำย้อนคืนมาราวกับฉายผ่านม่านหิมะตรงหน้า
เขาเคยเป็นเพียงเด็กชายตัวน้อย วิ่งเล่นอยู่ในลานกว้างภายในตำหนักแห่งนี้ เสียงหัวเราะของพี่น้อง...แววตาอ่อนโยนของบิดา...มืออันอบอุ่นของมารดาที่ยื่นขนมให้...เตาผิงที่มีเปลวไฟไหวระริก...ผ้าห่มผืนหนานุ่ม...กลิ่นข้าวสุกและเสียงเป่าขลุ่ยอันแผ่วเบา ความอบอุ่นเหล่านั้น...เลือนหายไปในหิมะที่หนาวเหน็บเฉกเช่นเดียวกับตำหนักเบื้องหน้า
หน้าประตูไม้ซึ่งปิดแน่นและผุพังจนเผยให้เห็นโพรงรอยปลวก มีป้ายไม้แผ่นหนึ่งถูกตอกไว้อย่างหยาบกระด้างอักษรสีดำบนพื้นไม้ซีด เขียนไว้ชัดเจน “ห้ามเข้า”คำเพียงสองคำ กลับทิ่มแทงใจเขาได้ยิ่งกว่าอาวุธใดบนโลกนี้
สายลมหนาวพัดพาร่างเสื้อคลุมของเขาให้ปลิวไหว เบื้องหลังร่างสูงโปร่งนั้น มีกระบี่ไม้หนึ่งเล่มห้อยแน่นิ่งอยู่กลางหลัง มันคือกระบี่ที่เขาพกพามาไกลนับพันลี้ ไม่เพียงเพื่อการต่อสู้...หากเพื่อแบกรับบางสิิ่งในอดีตอีกด้วย
เขาเงยหน้าขึ้นเพียงครู่ ก่อนย่อกายเบาๆ ใช้วิชาตัวเบากระโดดขึ้นกำแพงด้วยท่วงท่าสบายๆ
เงาร่างดำสนิทลอยผ่านม่านหิมะขึ้นไปอย่างเงียบงันลมหนาวพลันพัดกรรโชก ราวจะบ่งบอกถึงบางสิ่งที่กำลังถูกปลุกขึ้น
เขายืนอยู่นิ่งบนกำแพง หิมะปลิวว่อนรอบกาย ดวงตาคู่คมนั้นกวาดมองทั่วบริเวณด้วยสายตาแน่นิ่ง
เถาวัลย์แห้งๆ เกาะเต็มผนัง ซุ้มประตูโค้งที่เคยงดงาม บัดนี้หักพังเหลือเพียงซาก
ลานกว้างที่ครั้งหนึ่งเคยคราคร่ำด้วยเสียงหัวเราะของเด็กๆ บัดนี้เหลือเพียงความว่างเปล่าเเละถูกหิมะทับถมหนาหลายนิ้ว เสาไม้บางต้นโอนเอนราวต้องคำสาปแห่งกาลเวลา ดูสั่นไหวต่อลมหายใจอันเยียบเย็นของฤดูหนาว
ไม่มีสิ่งใดหลงเหลือจากอดีตอันยิ่งใหญ่...นอกจากความทรงจำที่ยังคงฝังลึก
เสียงหัวเราะจากอดีต... ลอยละมุนแผ่วเบาดุจสายลมพัดพา เขาหลับตาลงชั่วครู่ ปล่อยให้ความทรงจำเก่าก่อนไหลผ่านในห้วงจิต
ภาพของคนในครอบครัว...แววตาอันอบอุ่น เสียงเรียกขานอันคุ้นเคย ผุดขึ้นราวไม่อาจข่มกลั้น
ดวงตาที่เคยเย็นเยียบกลับสั่นไหวขึ้นเล็กน้อย ความรู้สึกที่ถูกฝังลึกค่อยๆทะลักออกมา ความคับแค้นในอกปะทุขึ้น ดุจพายุหิมะที่พลันแปรเปลี่ยนจากสายลมบางเบาเป็นสายลมกรรโชก เเววตาที่เคยสงบนิ่งฉายแสงแข็งกร้าวราวเปลวเพลิงในความมืด
ริมฝีปากของเขาขยับช้า ๆ เสียงที่หลุดออกมาแผ่วเบาราวเสียงกระซิบของวิญญาณที่ฝังลึกในหิมะ
“ผ่านมา...สิบห้าปีแล้ว...”
หิมะยังคงตกทว่าในห้วงลึกของดวงตาคู่นั้น กลับเกิดประกายสะท้อนของเพลิงที่ลุกโชน…
ดวงตาคมกริบสั่นไหวเพียงเสี้ยวลมหายใจหนึ่ง ก่อนทุกสิ่งจะถูกพัดพากลับไปยังห้วงเวลาอันไกลโพ้น...เมื่อสิบห้าปีก่อน...
...
รัชศกเสียนอวิ๋น ปีที่สิบห้า ชายเเดนเเคว้นหลงซวี่
แสงตะวันสีทองอ่อนลูบไล้ผืนฟ้า ย้อมม่านไหมเนื้อดีภายในห้องนอนใหญ่ของจวนแม่ทัพเซินให้เปล่งประกายอุ่นละมุน ราวกับพู่กันเทพแต้มแต่งเช้าใหม่ให้คลี่คลายออกจากม่านหมอกแห่งนิทรา ท่วงทำนองของเสียงนกน้อยเจื้อยแจ้วดังคลอเคล้ากับสายลมเย็นสดชื่นที่พัดผ่านใบหม่อนริมลาน ลมหายใจแรกแห่งรุ่งอรุณทำให้ทั่วทั้งจวนชายแดนอันห่างไกลนี้ตื่นจากความสงบงัน
ลานฝึกอันกว้างใหญ่เบื้องหน้าคือเวทีของหนึ่งในบุรุษผู้เกรียงไกรแห่งแคว้นหลงซวี่
เซินหลง แม่ทัพใหญ่เเห่งเเคว้นหลงซวี่ ยืนหยัดเด่นตระหง่านในชุดคลุมผ้าฝ้ายสีเทาเข้ม เขามีรูปร่างสูงใหญ่สง่างาม ผิวกายคล้ำแดดกรำ เส้นผมยาวดำขลับถูกรวบขึ้นอย่างเรียบร้อย คิ้วเข้มดั่งคันศร ดวงตาคมกริบราวกับตาหยี่ยว ฉายแววแห่งปัญญาและประสบการณ์โชกโชน มือขวาถือกระบี่ไม้ไผ่ แกว่งไกวในอากาศด้วยท่วงท่าที่เฉียบคม หนักแน่น และงดงามราวกับระบำ ทุกการเคลื่อนไหวล้วนสลักเสลาด้วยหยาดเหงื่อและเลือดเนื้อในสนามรบมานับทศวรรษ
เซินหลานเหอ เด็กชายวัยเพียงสิบขวบผู้มีดวงตากลมโตดั่งดวงดาวเหมันต์ ยืนสงบนิ่งอยู่มิไกล สองเท้าเปลือยเปล่าสัมผัสพื้นหญ้าชื้นเย็น ดวงตาโตจ้องมองทุกกระบวนท่าของบิดาอย่างตั้งใจ หัวใจดวงน้อยเต้นระรัวด้วยความใฝ่ฝันอันแรงกล้า เงาของบิดาที่ทาบทับในดวงตาคู่นั้น คือวีรบุรุษผู้เป็นต้นแบบในภายภาคหน้า
เสียงกระบี่ไม้ไผ่เสียดสีอากาศดังก้องเป็นจังหวะ ราวกับบทเพลงแห่งการฝึกปรือไม่มีวันสิ้นสุด
เซินหลงหันกายกลับมา ส่งรอยยิ้มอบอุ่นดุจแสงตะวันยามเช้าให้แก่บุตรชาย “จงจำไว้…กระบี่นั้นมิได้อยู่ที่มือ หากแต่อยู่ที่ใจ” น้ำเสียงทุ้มนุ่มนั้นแฝงไว้ด้วยความรักใคร่เอ็นดู
สิ้นคำ เด็กน้อยรีบวิ่งเข้าไปสู่อ้อมกอดของมารดาที่ยืนอยู่ใต้ร่มเงาไม้ใหญ่ มารดาผู้นี้มีใบหน้างดงามราวเทพธิดา ผิวพรรณขาวผ่องดุจหยกเนื้อดี ดวงตาอ่อนโยนราวแสงจันทร์เพ็ญ นางสวมอาภรณ์ไหมบางสีฟ้าอ่อน ปักลายเมฆมงคล มือเรียวเล็กประคองศีรษะบุตรชายด้วยความรักใคร่ ก่อนจะหันไปส่งยิ้มหวานละมุนให้แก่สามี ผู้เป็นดั่งเสาหลักแห่งเรือน
ภายในเรือนใหญ่ เสียงหัวเราะแว่วกังวาน ข้ารับใช้เดินขวักไขว่พากันจัดเตรียมอาหารเช้า กลิ่นโจ๊กหอมกรุ่นโชยมาเป็นระยะ บรรยากาศทั้งจวนอบอวลด้วยความอบอุ่นและสงบสุข คนทุกผู้ต่างภาคภูมิใจในนาม “เซิน” ที่สืบทอดความสัตย์ซื่อและคุณธรรมมานับชั่วอายุคน
แต่เพียงแสงสุริยาเอียงคล้อย สาดแสงสีส้มอ่อนลงมาเหนือหลังคาเรือน
เสียงปีกกระพือดั่งเสียงระฆังเตือนภัยก็ดังขึ้น
นกพิราบสื่อสารตัวหนึ่งโผบินลงจากฟ้า มันโฉบวนรอบยอดเสาอย่างร้อนรน ส่งเสียงร้องระรัวคล้ายจะเอื้อนเอ่ยคำเตือน ก่อนจะเกาะลงบนกิ่งไม้ใกล้เรือนใหญ่ ดวงตากลมของมันจ้องมองไปยังทิศทางเมืองหลวงด้วยแววตาไม่ปกติ
นายหญิงเซินหรี่ตา มองพิราบตัวนั้นด้วยความสงสัยที่เริ่มกัดกร่อนหัวใจนาง
“วันนี้…แปลกนัก” นางเอ่ยเบา ๆ กับตนเอง
ในขณะเดียวกัน หลายคนในจวนเริ่มรู้สึกถึงความแปรปรวนของสายลม บางสิ่งบางอย่างที่ไม่อาจอธิบายได้เริ่มคืบคลาน ราวกับเงาดำแห่งชะตากรรมที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง
ทันใด! ประตูจวนเปิดออกโดยไร้เสียง
เบื้องหน้าปรากฏขบวนผู้มาเยือนกลุ่มหนึ่ง ขันทีชราในอาภรณ์ม่วงทองนำขบวน ก้าวย่างหนักแน่น ใบหน้าเหี่ยวย่นฉายแววเด็ดขาด ตามมาด้วยขุนนางผู้สูงศักดิ์ในชุดเต็มยศสีครามเข้ม ทหารองครักษ์ในชุดเกราะดำสนิทเรียงรายเป็นแถวเป็นแนว ดวงตาทุกคู่เย็นเยียบไร้ปรานี ดุจคมดาบที่พร้อมปลิดชีพ
เซินหลงปรากฏกายสงบนิ่ง ก้าวออกมาต้อนรับพลางโค้งคำนับตามธรรมเนียม แม้ใบหน้าจะยังคงเยือกเย็นดุจเดิม แต่ลมหายใจกลับหนักหน่วงขึ้นเล็กน้อยขันทีชราเอื้อนเอ่ยเป็นคำแรก น้ำเสียงเย็นเฉียบราวกับน้ำแข็ง
“พระราชโองการ ฮ่องเต้ทรงมีพระบัญชาให้แม่ทัพเซินหลงเดินทางเข้าสู่เมืองหลวงโดยด่วน...”เสียงนั้นเฉียบคมดุจมีดกรีดลงบนแผ่นหิน
ดวงใจของภรรยาและบุตรชายพลันสั่นสะท้าน เซินหลงสบตากับภรรยา ดวงตานางไหวระริกเล็กน้อย แต่มิได้เอื้อนเอ่ยสิ่งใด มีเพียงรอยยิ้มบางเบาที่พยายามแสดงความเข้มแข็งออกมา
“ข้าย่อมต้องไป...” เซินหลงกล่าวด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาแต่หนักแน่น
ในยามราตรีนั้น เขาประทับจูบบนหน้าผากของภรรยา ลูบศีรษะน้อยๆของบุตรชาย ก่อนจะขึ้นหลังม้าควบจากไป โดยมิได้หันหลังกลับมามองอีกเเม้เเต่ครั้งเดียว
…
ห้าวันต่อมา ขบวนของแม่ทัพเซินมาถึงเบื้องหน้ากำแพงเมืองหลวง แคว้นหลงซวี่
ตัวเมืองทอดยาวราวพญามังกรจำศีล หลังคาพลับพลากว่าเจ็ดร้อยหลังไล่เรียงจากชั้นนอกสู่วังหลวงกลาง เมืองหลวงแห่งนี้หรูหรา โอ่อ่า มีกฎระเบียบเข้มงวด ชีวิตผู้คนที่นี่เร่งรีบ เย็นชา ต่างจากความเรียบง่ายอบอุ่นของชายแดนโดยสิ้นเชิง
เสียงระฆังใหญ่หน้าประตูเมืองดังกังวาน
แม่ทัพเซินเงยหน้ามองเสาประตูหลวงอันสูงตระหง่าน สายตาเขานิ่งสนิท แต่ภายในกลับสั่นไหวอย่างประหลาด กลิ่นอายบางอย่างในเมืองนี้ ทำให้หัวใจของเขาเย็นเยียบลงเรื่อยๆ
เบื้องหลังท้องฟ้าที่เคยแจ่มใส เมฆครึ้มบางเบาเริ่มลอยมาอย่างเงียบๆ...
ณ ประตูหยกมังกร เข้าสู่วังหลวงหลงซวี่
พระราชวังหลวงแห่งแคว้นหลงซวี่ ตั้งตระหง่านดั่งสรวงสวรรค์จำแลงบนพื้นดิน ผนังหินสีขาวแวววาวดุจหยก ทอดยาวเรียงรายแวดล้อมด้วยสระน้ำและพฤกษา เสาใหญ่สลักลวดลายมังกรพันเมฆประดับทองเปล่งปลั่ง เฉลียงกว้างทอดยาวขึ้นสู่บันไดหินเจ็ดสิบสองขั้นที่เชื่อมต่อไปยังท้องพระโรงอันโอ่อ่า ซึ่งตั้งอยู่สูงเหนือพื้นดั่งยอดภูผาแห่งอำนาจ
ขณะที่แสงแดดยามสายสาดลอดม่านเมฆ บนเส้นทางหินหยกขาว แม่ทัพเซินหลงก้าวเดินอย่างสงบนิ่ง
ชุดขุนนางชั้นสูงสีครามเข้มปักลายมังกรคาบดาบสะท้อนแสงแดดวูบวาบ เขาคือหนึ่งในผู้แบกรับพรมแดนแห่งอาณาจักรมาเนิ่นนาน แต่บัดนี้ กลับต้องเดินเข้าสู่ใจกลางเมืองหลวง...ในฐานะผู้ถูกเรียกตัว
“เชิญท่านแม่ทัพขึ้นเข้าเฝ้าองค์จักรพรรดิ ณ ท้องพระโรงโดยพลัน”
เสียงขันทีชราดังขึ้น สำเนียงแหลมสูงแหบพร่า ใบหน้าเหี่ยวย่นดุจเปลือกไม้ไร้รอยยิ้ม ทว่านัยน์ตาลึกล้ำกลับแฝงไว้ด้วยความพิศวงอย่างประหลาด
เซินหลงพยักหน้าเล็กน้อย ก่อนหันไปกล่าวกับเหล่าผู้ติดตาม “พวกเจ้าจงรอข้าอยู่ที่นี้ อย่าล่วงล้ำเข้าใกล้เขตพระราชฐานเกินกว่าที่ได้รับอนุญาต”
เส้นทางสู่ใจกลางราชสำนัก…
กลิ่นหอมอ่อนของไม้จันทน์ลอยคลุ้งตลอดทางเดิน หินอ่อนที่พื้นสะท้อนเงาเท้า กำแพงทาสีแดงเข้ม แผ่นทองประดับบานประตูไม้แกะสลักวิจิตร ทหารองครักษ์ยืนนิ่งเป็นรูปสลักทั้งซ้ายขวา ม่านไหมหนาสีม่วงเข้มพลิ้วไหวเบาๆ ยามสายลมพัดผ่าน นำเข้าสู่...
ท้องพระโรงต้าเซิ่ง
ภายในคือมหาศาลาดุจแดนสวรรค์ ผืนพรมมังกรปักไหมทองทอดยาวตั้งแต่บันไดไปจนถึงแท่นบัลลังก์ เสามังกรสลักไม้จันทน์ตั้งเรียงรายสูงจรดเพดาน ผนังตกแต่งด้วยจิตรกรรมราชวงศ์จากช่างหลวงชั้นเอก บรรยากาศทั่วทั้งท้องพระโรง แม้ดูหรูหราโอ่อ่า แต่กลับแผ่รังสีเยียบเย็นราวแหล่งพิพากษาแห่งสวรรค์เอาไว้
เหนือบัลลังก์มังกรทองอร่าม คือ องค์ฮ่องเต้หลงเจี้ยน ทรงเครื่องราชูปโภคสีทองเปล่งประกายเจิดจ้า พระพักตร์สงบนิ่งดุจหินผา แววพระเนตรดูเยียบเย็นราวธารน้ำแข็งพันปี
เบื้องขวาแห่งบัลลังก์คือ องค์รัชทายาทหลงหานอวี่ พระองค์รูปงามสง่าดุจเทพบุตร ดวงเนตรคมกริบแต่กลับเคร่งขรึมมิเอื้อนเอ่ยวาจา เบื้องซ้ายคือ องค์ชายรองหลงอวี้เจิน พระเนตรฉายแววเฉลียวฉลาดราวพยัคฆ์ซ่อนเล็บ ภายใต้บัลลังก์ยังมี อัครมหาเสนาบดีสุ่ยเหวิน และเหล่าขุนนางชั้นสูงอีกนับสิบชีวิต ต่างเฝ้ารอการเริ่มประชุมราชสำนักด้วยความสงบเสงี่ยม
เสียงฝีเท้าของแม่ทัพเซินกึกก้องทั่วท้องพระโรง…จนกระทั่งก้าวมาถึงเบื้องหน้าองค์จักรพรรดิ จึงคุกเข่าลงอย่างนอบน้อม
“กระหม่อมเซินหลง น้อมรับพระบัญชา นำทัพป้องกันชายแดนด้วยเลือดเนื้อและชีวิต ขอถวายความจงรักภักดีแด่พระองค์ ตราบจนลมหายใจสุดท้าย”
แต่ในยามนั้นเอง เสียงประกาศอันหนักแน่นก็ดังขึ้น แทรกความเงียบงัน
เสียงนั้น...มิใช่สุรเสียงแห่งองค์จักรพรรดิ หากแต่เป็นเสียงของขันทีชรา ผู้สวมอาภรณ์ม่วงทองอร่าม ถือกลักพระราชโองการไว้ในมือ น้ำเสียงของเขาก้องกังวาน ราวกับตีฆ้องกลางใจของผู้ฟัง
“ฟังพระราชโองการ!”
เสียงทุกอย่างหยุดลง ราวฟ้าเบื้องบนเงียบงัน
ขันทีชราคลี่ม้วนผ้าไหมสีทอง ค้อมกายลงเล็กน้อย แล้วอ่านด้วยน้ำเสียงเฉียบขาดไร้ความปรานี
“โดยพระบรมราชโองการแห่งองค์เหนือหัว ด้วยตระกูลเซิน แม่ทัพผู้รักษาพรมแดน มีพฤติการณ์ส่อไปในทางคิดกบฏ สะสมอำนาจ ข่มเหงราษฎร หมายล้มล้างราชบัลลังก์การกระทำอุกอาจร้ายแรงนี้ สมควรได้รับโทษตายสถานเดียว ไม่อาจให้อภัยได้ จึงมีพระบัญชาให้ประหารชีวิตแม่ทัพเซินและกวาดล้างตระกูลเซินให้สิ้นซาก มิให้เป็นเยี่ยงอย่างแก่ผู้คิดทรยศอื่นสืบไป ผู้ใดขัดขวาง จักต้องโทษทัณฑ์ถึงสามชั่วโคตร!”
ปัง!
กระบี่ไม้ในมือขันทีทุบพื้นดังกึก เสียงสะท้อนกระแทกหัวใจผู้ฟังดั่งเสียงฟ้าผ่ายามกลางวัน
ทั่วท้องพระโรงเงียบงันราวสิ้นชีพ
เซินหลงยังคงคุกเข่าสงบนิ่ง... ดวงตาค่อยๆ กระพริบช้าๆ ราวกับมิอาจเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน ใบหน้าคมสันยังคงเคร่งขรึมมิเปลี่ยนแปลง แต่ภายในจิตใจกลับคล้ายถูกคมดาบนับพันกรีดเฉือน
“ฝ่าบาท...กระหม่อมอุทิศชีวิตทั้งชีวิต ปกป้องแผ่นดินด้วยความภักดี มิเคยล่วงเกินพระราชอำนาจแม้เเต่น้อย...หากมีผู้ใส่ร้ายป้ายสี ขอพระองค์ทรงโปรดพิจารณาด้วยความยุติธรรมเถิดพ่ะย่ะค่ะ!”
องค์ฮ่องเต้หลงเจี้ยนมิได้ตรัสตอบ เพียงยกพระหัตถ์ขึ้นอย่างแผ่วเบา
“เพลิงที่ซ่อนใต้เถ้า ย่อมรอวันลุกลามทุ่ง มิอาจปล่อยไว้ให้เป็นภัย”
พระสุรเสียงแผ่วเบาดุจขนนกต้องผืนน้ำ ทว่าแฝงไว้ด้วยความเด็ดขาดเย็นเยียบ
“แต่ฝ่าบาท!”เซินหลงเงยหน้ากล่าวเสียงหนักแน่น“หากมีพยานหลักฐานอันแน่ชัด ขอพระองค์ทรงประทานโอกาสให้กระหม่อมได้เผชิญหน้ากับความจริง อย่าได้ทรงทำลายคุณงามความดีที่ตระกูลข้าสร้างไว้เพื่อแผ่นดิน เพียงเพราะคำกล่าวหาอันเลื่อนลอย!”
ทว่าสิ้นพระสุรเสียงแห่งองค์ฮ่องเต้ ทหารองครักษ์สองนายก็ก้าวเข้ามาอย่างเงียบเชียบ จับกุมบ่าของแม่ทัพเซินไว้มั่นคง
สีพระพักตร์ขององค์รัชทายาทนั้นเรียบเฉยดุจน้ำแข็ง ทว่าในห้วงแห่งดวงเนตรกลับปรากฏร่องรอยแห่งความสั่นไหวเพียงเสี้ยววินาที
อัครมหาเสนาบดีสุ่ยเหวินขมวดคิ้วมุ่น แววตาทอประกายแห่งความสงสัยเคลือบแคลง
องค์ชายรองก้มพระพักตร์ลงต่ำ ปลายนิ้วลูบไล้พัดในพระหัตถ์อย่างแผ่วเบา
ท่ามกลางหมู่ขุนนางที่ยืนเรียงรายอยู่เบื้องล่าง...ปรากฏบุรุษผู้หนึ่งในอาภรณ์ขุนนางชั้นสูง ผิวพรรณขาวซีดราวกระดาษ ใบหน้าเรียบเฉยไร้ความรู้สึก เขายืนหลบอยู่ ณ สุดแถว ดวงตาเบือนมองไปยังทิวทัศน์ภายนอกหน้าต่าง...แต่หากผู้ใดสังเกตอย่างถี่ถ้วน จะพบว่ามุมริมฝีปากของเขากระตุกยกขึ้นเพียงเล็กน้อย รอยยิ้มอันแสนเงียบงัน ที่มิมีผู้ใดสังเกตเห็น...
สุรเสียงสุดท้ายขององค์ฮ่องเต้ดังขึ้น ไร้ซึ่งความเมตตาปรานี
“นำตัวแม่ทัพเซินออกไป เตรียมการประหารโดยเร็ว...อย่าให้ข่าวนี้เเพร่งพรายถึงชายแดน ก่อนราชโองการจะไปถึงที่นั่น”
ร่างของเซินหลงถูกทหารลากออกจากท้องพระโรงอันกว้างใหญ่ ชุดขุนนางถูกกระชากจนหลุดลุ่ยจากบ่า แต่เขามิได้ขัดขืนแม้แต่น้อย ใบหน้ายังคงแน่วแน่ ดวงตายังคงจับจ้องไปยังบัลลังก์เบื้องบน ราวกับจะจดจำทุกสิ่งทุกอย่างไว้จนวันสิ้นลม
ภายใต้ฟ้าแห่งอำนาจนี้...หาได้มีที่ยืนสำหรับความซื่อสัตย์สุจริตแม้แต่ผู้พิทักษ์แผ่นดิน ผู้กล้าหาญ ก็มิอาจอยู่เหนือเงื้อมมือเล่ห์กลของผู้ครองบัลลังก์...
_________________________________
[1]รัชศกเสียนอวิ๋น เป็นศักราชในรัชสมัยขององค์จักรพรรดิหลงเจี้ยนเเห่งเเคว้นหลงซวี่ เสียนอวิ๋น(宣雲)หมายถึงราชวงศ์ที่ปกครองอย่างมีคุณธรรม แผ่อำนาจและเมตตาดุจเมฆาปกคลุมทั่วหล้า
*ฝากติดตามด้วยนะครับ เรื่องนี้จะมีทั้งเรื่องราวการเมืองเเละกำลังภายในท่องยุทธภพเลยครับผม ( ╹▽╹ )*