องค์ชายเช่อเถอเดินตามมารดาไปอย่างเชื่อฟังท่าทางออดอ้อนของเขาทำให้สตรีหลายนางที่ได้พบเห็นเขาต่างพากันหลงใหล ท่ามกลางพี่น้องทั้งเก้าองค์ชายแปดผู้นี้นับได้ว่ารูปงามที่สุดทั้งให้เกียรติสตรีจะติดก็ตรงที่ไร้อำนาจในมือแม้ถูกใจหญิงสาวแต่ไม่ถูกใจเหล่าบิดา
ณ กระโจมประทับพระมเหสี
“เช่อเถอคิดเสียว่าแม่ขอร้อง ต่อไปสตรีของพี่ชายเ้าก็อย่าได้ยุ่งเกี่ยวกับนางอีก”
“โถ่ ท่านแม่ข้าเองเพียงสงสารพวกนางเท่านั้นต่างเมืองต่างแคว้นไร้ที่พึ่งพา ท่านว่าไม่น่าเวทนาหรือ”
“สงสารนะได้แต่ก็อย่าให้เกินงามในบรรดาพี่น้องมีเพียงเ้าสองคนที่มีมารดาเดียวกันแต่พวกเ้ากลับไม่ไปทางเดียวกันเช่นนี้อีกหน่อยซ่งหยวนเราจะทำอย่างไร”
องค์ชายเช่อเถอรับฟังคำมารดาอย่างตั้งใจอยากกล่าวออกไปว่าตัวเขานั้นไม่สนใจอำนาจลาภยศสักนิดก็เกรงมารดาตำหนิเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา ตัวเขาและพี่ชายเองก็อายุห่างกันมากทั้งเติบโตแยกกันเื่บาดหมางที่มีล้วนเกิดจากการที่พี่ชายนั้นรับฟังคำยุยงอื่นๆ มากกว่าน้องชาย
“ท่านแม่เหตุใดพี่ใหญ่ถึงเกลียดองค์หญิงต้าจิงนักล่ะ”
“ข้าเองก็ไม่รู้ เ้าจะอยากรู้ไปทำไม” พระมเหสีกล่าวพลางยกน้ำชาขึ้นดื่ม
“ข้าก็แค่ไม่เคยเห็นพี่ใหญ่จงชังสตรีใดขนาดนี้”
“ข้าพึ่งกล่าวเมื่อครู่ลืมแล้วหรือ”
“ข้ารู้แล้ว ข้ารู้แล้ว”
สองแม่ลูกพูดคุยเล่นกันตามประสาส่วนองค์ชายใหญ่ที่เดินกลับกระโจมตนไปอย่างฉุนเฉียวเมื่อกลับเข้ามาสาวใช้ทั้งสหายทั้งหลายต่างพากันเงียบลง
“พี่ใหญ่เกิดอะไรขึ้นงั้นหรือ” องค์ชายห้าที่สนิทกันมากเสียกว่าน้องชายแท้ๆ จึงเป็คนเดียวที่กล้าเอ่ยถามเช่นนั้นออกมา
“เช่อเถอเ้านั้นนะสิแส่เื่ข้า”
“องค์หญิงนั้นจะเป็จะตายก็ไม่แน่ ท่านจะขุ่นมัวไปทำไมสู้ดื่มเหล้าคลอเคลียกับพวกนางดีกว่า”
องค์ชายห้ายกจอกสุราขึ้นดื่มพลางเสพราคะอย่างไม่สนใจสายตาเหล่าสาวใช้ สิ่งนี้นับได้ว่าเห็นได้ทั่วไปสำหรับพวกนางองค์ชายห้าและองค์ชายใหญ่นั้นเมื่อไร้ากิจวัตรในทุกวันก็คลุกอยู่แต่ในกระโจมดื่มสุราเคล้านารีอยู่เช่นนี้
ภายในกระโจมองค์หญิงเซียวอวิ๋นยังคงเฝ้าดูแลหลีเหยาอยู่ไม่ห่างหลังจากหมอมารักษานางก็ยังคงไม่ได้สติอยู่เช่นนี้ หมอกล่าวว่านางนั้นภายในภายนอกล้วนบอบช้ำสาหัสหากวันนี้รอดไปได้ก็นับว่าปาฏิหาริย์หากไม่ก็เตรียมตัวส่งพระศพนี้คืนสู่ต้าจิง คำกล่าวของท่านหมอถูกกล่าวออกมาอย่างตรงไปตรงมาทำให้หัวใจของเขาหล่นฮวบไปที่ตาตุ่ม ก่อนจะได้ยินเสียงสะอึกที่ดังขึ้นของหลีเหยาเขารีบสะดุ้งตัวมองนางอย่างห่วงใยแต่นั้นก็เป็เพียงเสียงเบาๆ ที่ไร้ความหมายเพราะนางนั้นยังคงหลับตานิ่งเช่นเดิมร่างกายไร้ขยับเขยื้อน
เวลาผ่านไปหลายชั่วยามเหลืออีกไม่กี่เคอก็จะผ่านค่ำคืนนี้ไปแล้วเซียวอวิ๋นได้แต่สวดภาวนาให้นางตื่นฟื้นขึ้นเสียที มันราวกับคำขอของเขาเป็จริงในที่สุดดวงตาที่เคยสุกสกาวของนางก็ค่อยๆ ตื่นขึ้นจากความมืดเสียงแหบแห้งร้องเรียกหาน้ำดื่ม เซียวอวิ๋นรีบลุกขึ้นจัดหาน้ำดื่มทั้งพยุงกายที่อิดโรยและบอบช้ำของนางให้ดื่มน้ำได้อย่าสะดวก
หลังจากดื่มน้ำเข้าไปหลายอึกหลีเหยาก็รวบรวมสติตั้งใจมองคนตรงหน้าว่าใช่เขาจริงหรือไม่ก่อนเอ่ยถามอย่างสงสัย
“เ้ามาที่นี่ได้ยังไง”
“ข้าแอบตามเ้ามา”
“เ้าบ้าไปแล้วหรือ มาที่นี่ไม่เท่ากับพาตนมาตายหรอกหรือ”
“หลีเหยาเ้าห่วงตัวเ้าเองเถอะ ข้าปลอมเป็ขันทีพวกเขาไม่มีใครสงสัย”
หลีเหยามองเซียวอวิ๋นหัวจรดปลายเท้าก็เห็นได้ว่าเขานั้นอยู่ในคราบขันทีจริงๆ
“เ้าทำเช่นนี้เพื่ออะไร”
“ข้าเป็ห่วงเ้านางกำนัลติดตามสักคนยังไม่มีเ้าจะเอาชีวิตรอดที่นี่ตัวคนเดียวได้ยังไง”
คำพูดของเขาสะท้านใจนางไม่น้อยแม้เศร้าหมองในใจแต่สิ่งที่มีมากกว่าก็คือความโกรธแค้นที่นางมี แม้ไร้แรงพยุงตัวแต่สองมือนางคงกำหมัดแน่นสายตาแดงก่ำจนเซียวอวิ๋นสังเกตได้ เขายื่นมือไปจับมือนางไว้อย่างเห็นใจ
“รักษาดัวให้หายดีแล้วข้าจะช่วยเ้าออกไปจากนรกนี้เอง”
“ข้าไม่ไป”
เสียงกล่าวอย่างก้าวร้าวของนางทำให้เขาต้องประหลาดใจ
“เ้าอยากทรมานอยู่เช่นนี้หรือทำเพื่อตัวเองเถอะอาเหยาคนพวกนั้นส่งเ้ามาที่นี่ทั้งๆ ที่รู้ว่าเ้าต้องพบกับอะไร เ้ายังจะทำเพื่อพวกเขาอีกหรือ”
หลีเหยาที่เหม่อมองอย่างไร้จุดหมายเปลี่ยนหันมองเขาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความโกรธแค้น
“ข้าจะอยู่แต่นั้นเพื่อตัวข้าเอง ข้าสาบานกับตัวเองไว้แล้วหากผ่านพ้นค่ำคืนที่อัปยศนั้นได้”
“ข้าจะต้องแก้แค้นพวกมันทุกคน ให้พวกมันทุกคนสยบแทบเท้าข้าให้ได้”
คำกล่าวของนางนั้นเต็มไปด้วยแรงแค้นที่ััได้ ราวกับว่าหลีเหยาคนเดิมนั้นได้ตายลงั้แ่วันนั้นแล้ว
“อาเหยา”
“เซียวอวิ๋นข้าขอบคุณท่านมากที่คิดช่วยข้า แต่ชีวิตข้าไม่เหลืออะไรให้หวงแหนอีกแล้วมันมีแต่เพียงความเกลียดชังที่ข้าปล่อยวางไม่ลง”
นางหันมองหน้าเขาอีกครั้งด้วยสายตาของหลีเหยาคนเดิมก่อนกล่าวออกไปด้วยน้ำเสียงที่เคยมี
“หากเ้าจะจากไปข้าเข้าใจ แต่หากเ้า้าให้ข้ากลับไปเป็หลีเหยาคนเดิมข้าทำไม่ได้และคงตายตาไม่หลับหากไม่ได้ชำระแค้นในใจนี้”
เซียวอวิ๋นได้แต่หลับตาลงอย่างหนักใจเขาติดตามนางมาไกลเพียงนี้จะให้ทิ้งหญิงที่ปรารถนาไปตามยถากรรมที่รู้อยู่แล้วว่าจุดจบคงไม่ดีนักไปได้อย่างไร
“อาเหยาเ้าคิดแล้วหรือว่าจะทำอย่างไร การแก้แค้นไม่ง่ายดั่งพลิกฝ่ามือหรือใจคิด”
“ชีวิตข้าก็ไม่เคยง่ายดั่งพลิกฝ่ามือ ในเมื่อต้าจิง้าให้ข้าเป็องค์หญิงหกข้าก็จะเป็ ซ่งหยวน้าให้ข้าเป็พระชายาข้าก็จะเป็และจะต้องเป็ให้ดีเหนือผู้ใด”
สายตาของหลีเหยาขณะที่กล่าวนั้นเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นที่จะทำไม่ว่าจะเอ่ยอย่างไรนางคงไม่มีทางเปลี่ยนใจแล้วแน่ เซียวอวิ๋นจึงทำได้แค่เฝ้าระวังและคิดใช้ทั้งชีวิตนี้เพื่อนาง
หลีเหยารักษาตัวโดยมีเซียวอวิ๋นคอยดูแลอยู่ไม่ห่างทั้งเป็หูเป็ตาเื่ภายนอกให้แก่นาง จึงได้รู้ถึงความสัมพันธ์ของเหล่าพี่น้องที่แบ่งฝักฝ่ายอย่างชัดเจน บางคนมีปัญญาแต่ไร้กำลังบ้างมีกำลังแต่ไร้ปัญญาบ้างก็ไม่สนใจในเื่ปกครองไม่ใส่ใจต่ออำนาจ
เวลาเกือบเดือนผ่านไปองค์ชายใหญ่นั้นไม่เคยเหยียบเข้ากระโจมของหลีเหยาอีกเลยทั้งไม่แยแสส่งคนหรือจัดหาของให้กินใช้ ทั้งสองต้องพึ่งพาอาศัยกันเองอย่างลำบากหาอาหารเหมือนดังชาวบ้านทั่วไปอยากกินเนื้อก็ล่าเองอยากกินน้ำก็ตักเองเมื่ออากาศหนาวมาถึงอยากเปลี่ยนเสื้อก็ต้องเย็บเอง
แต่ก็ไม่ใช่จะไม่มีคนสอดแนมคนทั้งสองแม้ไม่เหยียบใกล้ก็ยังส่งคนของตนคอยรังควานทั้งหาเื่อยู่ตลอด องค์ชายแปดเองที่ชอบปลีกตัวที่ลำธารก็มักจะเห็นหลีเหยามาอาบน้ำซักเสื้อผ้าใช้ชีวิตที่ลำเค็ญของนาง จนตัวเขาเองเริ่มสงสัยในตัวขององค์หญิงหกผู้นี้ว่าด้วยเหตุใดถึงสามารถทำงานของสาวใช้ได้ดีถึงเพียงนี้
หลีเหยาเองที่มองดูองค์ชายแปดมองหาตนในเวลาที่นางนั้นไม่ไปที่ลำธารพลางเผยยิ้มอย่างได้ใจ นางนั้นรู้ตัวมาตลอดว่าองค์ชายแปดนั้นมักแอบดูนางอยู่ไกลๆ การกระทำทั้งหมดนั้นล้วนอยู่ในความคิดของนางแล้ว
“หลีเหยา” เซียวอวิ๋นเอ่ยเรียกนางจากด้านหลัง
“มีอะไร”
“พระมเหสีเถียมจินเรียกเ้าเข้าพบ”
หลีเหยาครุ่นคิดในใจว่าพระมเหสีนั้น้าพบนางด้วยเื่อะไรตลอดเวลาที่ผ่านมาทั้งสองนั้นแม้เดินผ่านยังไม่เคยสักครั้ง
“พวกเราจะทำอย่างไรดี” เซียวอวิ๋นเห็นใบหน้าที่เป็กังวลของนางจึงได้เอ่ยถามขึ้น
“พระมเหสีก็คือฮองเฮานางมีคำสั่งปฏิเสธได้หรือ”
หลีเหยาเดินกลับเข้ากระโจมผลัดเปลี่ยนอาภรณ์ใหม่ให้สมฐานะองค์หญิง นางเคยกล่าวไว้แล้วว่าไม่ว่าอย่างไรก็จะเป็ให้ดีที่สุด
หลีเหยาสวมชุดองค์หญิงที่สง่างามแปลกตาชาวซ่งหยวนเดินเคียงคู่ไปกับเซียวอวิ๋นที่อยู่ในคราบขันที บรรดาชาวซ่งหยวนต่างหันมองในความงามและแปลกตาของนาง
พระมเหสีที่ไม่เคยสนใจเห็นหน้านางสักครั้งพอได้เห็นหญิงงามใบหน้าเรียวรีดวงตากลมโตหางตายกขึ้นเล็กน้อยหางคิ้วรับรูปหน้าริมฝีปากแดงช่ำทรวดทรงองเอวได้รูปสมสัดส่วนย่างก้าวเข้ามาอย่างนอบน้อมกิริยามารยาทสง่างามก็ตะลึงอยู่ไม่น้อย
“นั่งสิ”
“ขอบพระทัยเพคะ” หลีเหยากล่าวพลางเดินไปนั่งลงข้างพระมเหสี
“อยู่ที่นี่มาเกือบเดือนแล้วเป็อย่างไรบ้าง” พระมเหสีเอ่ยถามน้ำเสียงนั้นดูเป็มิตรแต่ก็คล้ายปิดบังบางอย่างอยู่
“ดีเพคะซ่งหยวนสงบดีจริงๆ” หลีเหยากล่าวออกไปคล้ายธรรมดาแต่ก็ปนเสียดสีว่านางที่เป็นายจะไม่รู้ถึงความเป็อยู่ขององค์หญิงเช่นนางจริงหรือ
พระมเหสีเมื่อได้ฟังก็เข้าใจได้ไม่ยากเพียงยิ้มออกอย่างไม่อ้อมค้อม
“กล่าวเช่นนี้คงลำบากไม่น้อย แต่ชาวซ่งหยวนเราก็อาศัยอยู่กันอย่างนี้มาช้านานหวังว่าองค์หญิงคงเข้าใจ”
“เพคะหม่อมชั้นเข้าใจ”
“แล้วองค์ชายใหญ่ไปหาเ้าบ้างหรือไม่”
“ไม่เพคะ”
“เขาไม่เคยเรียกหาเลยหรือ”
“ไม่เพคะ”
พระมเหสีที่เห็นว่าหลีเหยานั้นถามประโยคหนึ่งก็ตอบคำหนึ่งก็คิดได้ว่าการกระทำของบุตรชายตนในวันนั้นคงสร้างรอยแผลแก่นาง
“องค์หญิงข้ารู้ดีว่าสิ่งที่บุตรชายข้ากระทำในวันนั้นคงไม่ดีนัก แต่ข้าเองก็อยากจะเตือนเ้าว่าอย่าได้ลืมถึงศักดิ์ของตนทั้งเหตุผลว่าทำไมเ้าถึงมาอยู่ที่นี่หากอยากอยู่รอดปลอดภัยต้องรู้จักเข้าหามิใช่ถอยออก”
หลีเหยารับฟังอย่างตั้งใจก่อนเผยยิ้มเล็กๆ ออกมาอย่างอ่อนโยน การกระทำของนางในตอนนี้ก็เพื่อทดสอบดูว่าพระมเหสีเป็คนเช่นไรและควรจัดการเช่นไร แต่พระมเหสีคิดไปว่าการกระทำของนางนั้นก็เพราะโกรธแค้นต่อองค์ชายใหญ่
“พระมเหสีสั่งสอนได้ดีชุนหลานจะจดจำใส่ใจเพคะ”
พระมเหสีที่เห็นว่านางนั้นยอมอ่อนลงก็ยิ้มออกมาอย่างพอใจทั้งสองพูดคุยเข้ากันได้ดีอยู่นานจนฟ้ามือคล้อยก่อนที่หลีเหยานั้นจะขอตัวกลับกระโจมมา
ขณะที่เดินกลับก็เห็นเงาร่างขององค์ชายแปดอยู่ไม่ไกลนักทั้งเดินตรงมาทางนี้ หลีเหยารีบให้เซียวอวิ๋นนั้นเดินกลับไปก่อนส่วนตัวนางเองก็เดินละล้าละลังแกล้งเดินเชื่องช้าเมื่อเห็นว่าสบโอกาสก็รีบเหยียบชายชุดล้มลงอย่างแรง องค์ชายแปดรีบเข้าโอบกอดร่างนางไว้จนทั้งสองเกี่ยวกันกลมอยู่บนพื้นหญ้าเขียวขจี เขาจ้องมองนางอย่างไม่วางตาหลีเหยาแสร้งทำเขินอายพยุงตัวลุกอย่างทุลักทุเลแล้วรีบวิ่งกลับกระโจมของตนไปเหลือเพียงปิ่นหยกของนางที่ตกอยู่บนพื้น
“องค์ชายเป็อะไรมั้ย” อาช่าเอ่ยถามนายของตนที่ยังคงนั่งนิ่งมองตามสตรีในชุดงามวิ่งห่างออกไป
“ไม่เป็ไร” เขาเอ่ยพลางเอื้อมมือเก็บปิ่นของนางขึ้นมองอย่างพินิจก่อนเก็บเข้าในชุดของตน
หลีเหยาเมื่อมาถึงกระโจมก็เห็นคนขององค์ชายใหญ่ยืนรอตนอยู่แล้วทั้งเซียวอวิ๋นนั้นถูกจับรั้งตัวไว้แน่น
“นี่มันเื่อะไรกัน”
“พระชายาองค์ชายใหญ่เรียกท่านเข้าพบ”
“ปล่อยคนของข้าก่อน”
ลูกน้องคนสนิทขององค์ชายใหญ่สั่งให้คนของตนปล่อยตัวเซียวอวิ๋น หลีเหยารีบดึงตัวเขากลับมาเซียวอวิ๋นพยายามส่ายหน้าร้องขอให้นางกล่าวปฏิเสธ
“ข้าต้องไปเ้ารอข้ากลับมา” นางเอ่ยเพียงเบาบางให้ได้ยินเพียงแค่สองคน
เซียวอวิ๋นแม้เป็ห่วงแต่ก็ทำอะไรไม่ได้หากตนนั้นรั้งนางคงไม่พ้นเกิดปัญหาตามมา มองนางเดินตามคนขององค์ชายใหญ่จากไปด้วยใจกังวล
“พระชายาเชิญ” คนสนิทขององค์ชายใหญ่กล่าวพลางทำท่าเชื้อเชิญรอยยิ้มของเขานั้นไม่ได้สื่อความหมายไปทางที่ดีเท่าใดทั้งสายตาที่มองเรือนร่างของหลีเหยาก็ทุเรศเกินทน
หลีเหยาเพียงคิดเมื่อเื่มาถึงขนาดนี้แล้วถอยกลับคงไม่ได้นางสูดหายใจเฮือกใหญ่ก่อนก้าวเท้าเข้าไปในกระโจมอย่างกล้าหาญ
องค์ชายใหญ่ที่กำลังคลอเคลียกับหญิงสาวชาวซ่งหยวนคนหนึ่งอยู่เมื่อเห็นหลีเหยาเดินเข้าไปก็เพียงส่งยิ้มเย้ยหยันแก่นางทั้งเร่งเร้าอารมณ์ของตนและหญิงสาวบนกาย
เสียงร้องร่ำระทวยของหญิงซ่งหยวนคนนั้นดังอยู่ทั่วกระโจมหลีเหยาคิดจะก้าวเท้าออกเพราะทนต่อการกระทำเช่นนี้ไม่ไหวก็ต้องหยุดชะงักลง
“หากเ้ากล้าก้าวเท้าออกไปขันทีคนสนิทเ้าข้าจะแขวนคอมันในวันพรุ่งนี้แน่”
หลีเหยากำหมัดแน่นข่มอารมณ์โกรธของตนยืนนิ่งอยู่เช่นนั้นหลับตาลงอย่างอดทน องค์ชายเช่อตี๋ที่เห็นนางไม่กล้าก้าวเท้าออกก็ยิ้มออกมาอย่างพอใจก่อนผลักตัวหญิงสาวคนนั้นออกไปพ้นกระโจม
เขาค่อยๆ เดินหน้าเข้าหานางอย่างใจเย็นใบหน้าเผยยิ้มคล้ายคืนนั้นอีกครั้งหลีเหยาได้แต่ถอยร่นจนสุดกระโจม
“ท่านแม่เรียกเ้าพบด้วยเื่อะไร”
หลีเหยาแสร้งใจดีสู้เสือมองสายตาคู่นั้นของเขาตรงๆ ไม่เหมือนที่นางเคยเป็ ใช้สองมือสอดคลำเข้า่คอขององค์ชายเช่อตี๋พลางลูบไล้ยั่วอารมณ์
“ท่านแม่กล่าวถามข้าว่าองค์ชายเรียกหาข้าบ้างหรือไม่เพคะ” หลีเหยากล่าวด้วยน้ำเสียงยั่วยวนเข่าขวาคลึงถูต้นขาของบุรุษ
องค์ชายใหญ่ที่อารมณ์ยังค้างจากหญิงสาวเมื่อครู่เมื่อเห็นทีท่าขององค์หญิงหกเปลี่ยนไปก็ยิ้มออกมาอย่างพอใจ ก่อนจะกระชากอาภรณ์งามของนางออกอย่างรุนแรงผลักตัวนางหันเข้าข้างฝาลูบไล้แผ่นหลังขาวนวลนั้นอย่างบ้าตัณหา หลีเหยาได้แต่อดทนทั้งฝืนแสดงละครราคะอุบาทว์นี้กับองค์ชายอย่างออกรสออกชาติ ทั้งสองเหงื่อไหลโทรมกายผมที่ถูกจัดงามหลุดลุ่ยไปตามแรงอยู่เช่นนั้นทั้งคืนจนองค์ชายเช่อตี๋สลบไสลไปในที่สุด
หลีเหยาดึงปิ่นเงินของตนออกสายตาเร้าอารมณ์เมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็แรงแค้นแดงก่ำราวกับมีเืออกในตาจับจ้องที่อกของเขาอย่างเกลียดชัง
“วันนี้โชคดีของเ้าวันพรุ่งนี้ก็ไม่แน่” หลีเหยาเอ่ยขึ้นมากับตนอย่างข่มใจต่อการกระทำก่อนจะเก็บผ้าสวมใส่เดินกลับกระโจมไปอย่างเ็ป
ทันทีที่เข้ามาในกระโจมนางก็ทรุดลงกับพื้นเซียวอวิ๋นที่เห็นสภาพนางเช่นนั้นก็รีบเข้าปลอบโยนนางอย่างเห็นใจ
“ข้าสกปรกใช่มั้ยเซียวอวิ๋น ข้าสกปรกใช่มั้ย” หลีเหยากล่าวออกมาซ้ำๆ อย่างไร้สติสองมือปัดทึ้งชุดของตนออก
เซียวอวิ๋นปลอบโยนจนนางนั้นสงบลงก่อนไปจะหาน้ำสะอาดมาเพื่อชำระล้างกายให้แก่นางหากไม่แล้วหลีเหยาคงถูผิวขาวจนถลอกแดง
เขาค่อยๆ ปลดชุดนางออกหลีเหยาใช้สองแขนกอดรัดตัวเองอย่างเขินอายก่อนที่เขาจะใช้ผ้าชุบน้ำสะอาดค่อยๆ เช็ดลงบนตัวนาง น้ำเย็นต้องกายทำให้หลีเหยาสะดุ้งตัวเล็กน้อย
“เย็นไปหรือ”
หลีเหยาไม่เอ่ยตอบยังคงนั่งเงียบเพียงส่ายศีรษะเบาๆ เซียวอวิ๋นเช็ดลงบนหลังนางอย่างทะนุถนอมสายตามองรอยแผลบนกายที่เกิดขึ้นใหม่อย่างเวทนา
“เ้ารังเกียจข้ามั้ย” หลีเหยาจู่ๆ ก็เอ่ยขึ้นท่ามกลางความเงียบในกระโจมที่มีเพียงเขาสองคน
“ข้าไม่เคยรังเกียจเ้า” เขาชะงักไปครู่ใหญ่ก่อนกล่าวขึ้นอีกครั้ง
“วันนี้ไม่รังเกียจพรุ่งนี้ก็จะไม่มีวันรังเกียจเ้า”
หลีเหยาคลายสองแขนของนางออกก่อนหันหน้ามาหาเขาด้วยกายอันเปลือยเปล่า เซียวอวิ๋นหันหน้าหลบอย่างท้วงทีแต่นางก็ใช้มืออันอ่อนนุ่มนั้นจับหน้าเขาหันกลับมามองหน้านางอีกครั้ง
“ข้าควรรู้นานแล้วว่าที่ผ่านมาเป็เ้ามาตลอด”
“อาเหยา”
“ทุกครั้งที่ข้าเกิดเื่มักจะเป็เ้า วันนั้นเองคนที่อุ้มตัวข้ากลับเรือนก็เป็เ้าทำไมเ้าไม่เคยบอกข้าเลย”
เขาใช้มือขวาจับมือน้อยๆ ของนางไว้แน่นก่อนกล่าวด้วยความรู้สึกต่ำต้อย
“ข้าเป็เพียงองครักษ์สายตาเ้ามีไว้เพื่อเขาเพียงคนเดียวเช่นนั้นแล้วจะมีประโยชน์อะไร”
หลีเหยารู้สึกว่าตัวเองนั้นโง่งมเสียจนเหลือคณาผู้ที่ปกป้องคุ้มครองเคียงข้างอยู่ตรงหน้านางนั้นกลับมืดบอดวางใจคนผิดมาเกือบทั้งชีวิตนี้ หลีเหยาโน้มตัวจูบริมฝีปากที่แห้งผากของเขาอย่างนุ่มนวล เซียวอวิ๋นััจูบของนางอยู่นานก่อนที่หลีเหยานั้นจะถอยตัวกลับออกไป
“ขอข้าโทษ”
เซียวอวิ๋นใช้มือนั้นปาดน้ำตาที่แก้มของนางออก
“ไม่เป็ไรวันนี้เ้ารู้แล้ว เท่านี้ก็เพียงพอแล้ว”
เขากล่าวเสร็จก็โน้มตัวจูบนางอีกครั้งทั้งสองปล่อยตัวและใจให้เป็ไปตามความรู้สึกที่อัดอั้นมานาน เซียวอวิ๋นกอดรัดกายนางอย่างทะนุถนอมจูบััหน้าผากงามดวงตาคู่สวยแก้มนวลขาวริมฝีปากอวบอิ่มอย่างใจเย็น มืออุ่นของเขานวดเคล้าไปทั่วกายของหลีเหยาอย่างเบามือจนนางนั้นเผยเสียงครางเล็กๆ ออกมา เซียวอวิ๋นรีบใช้มือซ้ายปิดที่ปากนางเบาๆ ความสัมพันธ์ของทั้งสองนั้นไม่สามารถให้ใครรับรู้ได้สัมพันธ์รักนี้ดำเนินไปอย่างเรียบง่ายนุ่มนวลและอบอุ่นทั้งกายและใจของทั้งสอง