แผนกบุคคลโรงพยาบาลกลางประเทศ B
หยางซินซินกำลังนั่งรออยู่ที่หน้าประตูหัวหน้าแผนกบุคคล มองดูที่ป้ายชื่อสีทองตัวอักษรสีดำหน้าประตูมาสักพัก ตอนนี้เธอยัง งง ๆ ว่าเธอทำอะไรผิดพลาดไปโดยไม่รู้ตัวหรืออย่างไร เท่าที่นั่งรอก็พยายามทบทวนถึงเหตุการณ์หลายวันที่ผ่านมาก็ยังนึกไม่ออกบอกไม่ถูกว่าทำไมตนเองถึงถูกเรียกตัวด่วนมาที่นี่ เพราะถ้าไม่มีอะไรคงไม่มีใครอยากจะเจอหัวหน้าแผนกบุคคลหรอกนะ
“เอาล่ะ เข้ามาได้” เสียงดังจากในห้อง ทำให้หยางซินซินหยุดความคิดลงไว้ก่อน เพราะคำตอบอยู่ด้านในแล้วจะกังวลอะไรไปก็ไม่มีความจำเป็แล้ว จึงเคาะประตูอีกครั้งแล้วเอ่ยขออนุญาตเข้าไป เมื่อพบหน้ากันหัวหน้าฝ่ายบุคคลเป็หญิงสาววัยกลางคนช่วยปลายรูปร่างท้วมหน้าตาคล้ายจะใจดีแต่แว่นตาสามเหลี่ยมที่อยู่บนใบหน้าทำให้ดูเหมือนว่าจะแสดงถึงความเข้มงวดเต็มไปด้วยกลิ่นอายแห่งความสยองเหมือนกัน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเป็จินตนาการส่วนตัวของหยางซินซิน
หัวหน้าแผนกบุคคลขยับตัวเล็กน้อยผายมือเชื้อเชิญให้หยางซินซินนั่งลงที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้ามกัน
“คุณคือ หยางซินซิน แผนกฉุกเฉิน”
“ใช่ค่ะ” เธอพยักหน้าและขานรับ หยางซินซินมีอาการตกประหม่าเล็กน้อย แต่ก็เรียกเก็บคืนได้อย่างรวดเร็วทันควัน เพราะสภาพการทำงานในแผนกฉุกเฉินที่ต้องเผชิญกับเหตุการณ์ไม่คาดฝัน อุบัติเหตุ สภาพต่าง ๆ ที่ไม่ได้คาดหมายบ่อยครั้ง ก็หล่อหลอมให้หยางซินซินต้องสามารถปรับตัว ปรับสติให้กลับสู่ความพร้อมได้รวดเร็ว เพราะคงไม่มีใครอยากเห็นเ้าหน้าที่พยาบาลห้องฉุกเฉินเป็ลม เมื่อญาติคนไข้อุ้มห่อขาคนไข้ที่ขาดมีเืท่วม วิ่งตามคนไข้ที่นอนเตียงเข้ามา หรืออาเจียนต่อหน้าผู้ร่วมงาน ญาติ และตัวคนไข้ที่มีแผลเหวอะหวะจนอวัยวะจะแยกออกจากส่วนของร่างกายแล้วเป็แน่
“ตอนนี้ทางโรงพยาบาลมีโอกาสได้รับทุนก้อนใหญ่จากโครงการพัฒนาศักยภาพด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ A และ B โดยมีเงื่อนไขให้ส่งบุคลากรทางสาธารณสุขของเราไปศึกษาแลกเปลี่ยนดูงานและลงพื้นที่ทำงานร่วมกับทีมแพทย์พยาบาลอาสาของประเทศ A คนที่ไปจะได้รับเงินเดือนตามปกติของต้นสังกัด ไม่แป๊กขั้นเงินเดือน และได้ทุนค่าใช้จ่ายรายเดือนระหว่างอยู่ที่นั่นด้วย มีที่พักและอาหารฟรี แต่อาจจะต้องหมุนเวียนไปปฏิบัติหน้าที่ตามพื้นที่ที่ได้รับมอบหมาย”
หยางซินซินฟังอย่างตั้งใจ แต่เงื่อนไขมันดูเหมือนจะดีมากเลยสำหรับคนทำงาน แต่ว่าอะไรดีดีขนาดนี้จะตกมาถึงเธอได้ยังไงกัน
เหมือนว่าหัวหน้าฝ่ายบุคคลพอจะมองความคิดในสมองของหญิงสาวออกอยู่ จึงกล่าวต่อไป
“ที่จริงทุนนี้มีหลายคนที่สนใจนะ แต่ติดปัญหาด้วยเื่ระยะเวลา 1 ปี นี่แหละทำให้คนที่มีครอบครัว พ่อแม่ พี่น้อง สามีภรรยา ปู่ย่าตายาย ลุงป้าน้าอา ไม่ตกลงรับเงื่อนไข ส่วนคนที่ยังไม่มีครอบครัว หรืออยากจะไป ดูอ่อนประสบการณ์การทำงาน ทางโครงการฯ ก็ไม่้า ด้วยคุณสมบัติของคุณหยางซินซินที่ไม่มีครอบครัว ผลการเรียนและการปฏิบัติงานดี อายุงาน ประสบการณ์เหมาะสม ช่วยไปให้โรงพยาบาลเราหน่อยนะ เพราะเรา้าเงินทุนก้อนนี้มาช่วยผู้ป่วยยากไร้ และซื้ออุปกรณ์การแพทย์เพิ่ม ดังนั้นเธอคงไม่ปฏิเสธนะ เพราะตอนเรียนพยาบาลเธอก็เคยได้รับทุนจากโรงพยาบาลเรา มาช่วยกันต่อลมหายใจให้โรงพยาบาลกันเถอะ”
“คะ ??” หยางซินซินในสมองเธอกำลังประมวล แปลความหมายของคำพูด ที่หัวหน้าแผนกบุคคลกำลังกล่าวรวมถึงประโยคท้ายของข้อความเมื่อสักครู่
“หมายถึงว่า ถ้าจะปฏิเสธว่าไม่ไป คือไม่ได้ อย่างนั้นใช่ไหมนะคะ”
“เด็กดี ถูกต้องจ้ะ ถึงอยากปฏิเสธ ทางพี่ก็ไม่อนุญาต เข้าใจตรงกันนะ เธอมีปัญหาอะไรไหม” พูดไปก็ขยับเ้าแว่นสามเหลี่ยมบนจมูกสองสามครั้งพร้อมกับหลี่ตามองจ้องมายังหยางซินซินแบบบอกกลาย ๆ ว่าเป็อย่างที่พูดนั่นแหล่ะ ถ้าเธอจะปฏิเสธฉันไม่รับรองว่าจะเกิดอะไรขึ้นนะ เพราะโรงพยาบาลต้องมาก่อน
“ไม่มีค่ะ เงื่อนไขน่าสนใจ มีโอกาสได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์เพิ่มเติม และโรงพยาบาลได้รับทุนบริจาคเพิ่ม ฉันยินดีค่ะ”
“ฉันรู้อยู่แล้วว่าเธอต้องเห็นด้วย ขอบใจนะ ออกเดินทางวันศุกร์ มารับเอกสารตอนเช้า ออกเดินทาง่บ่าย ค่ำก็คงจะถึง” เมื่อได้รับคำตอบที่น่าพึงพอใจ จากหน้าตาเคร่งขรึมเมื่อสักครู่ หัวหน้าแผนกบุคคลก็กลายร่างเป็คุณป้าใจดีแสนอบอุ่นขึ้นมาทันทีทันใด
หยางซินซินปิดประตู แล้วเดินกลับแผนกฉุกเฉินเพื่อไปทำงานต่อ พลางคิดถึงประเทศ A เมื่อสมัยเป็นักศึกษาพยาบาลเธอเคยสอบชิงทุนได้ไปเป็นักศึกษาแลกเปลี่ยนระยะสั้นระหว่างคณะพยาบาลระหว่างประเทศ A และ B อยู่หนึ่งเดือน
“พี่ไป๋หยูชิง เป็ยังไงบ้างนะ” หยางซินซินคิดถึงแพทย์ผู้ช่วยอาจารย์แผนกโรคหัวใจและหลอดเื เป็ผู้ชายที่น่ารักนิสัยดี ที่ได้ดูแลผู้ป่วยเคสเดียวกัน และเอ็นดูคอยดูแล เพราะสงสารที่เธอเป็เด็กกำพร้าและมาจากประเทศอื่น เงอะงะ เงอะงะ ทำอะไรไม่ถูก แถมยังถูกหลอกอีกเลยทำให้ได้รู้จักกัน
ประเทศ A ประมาณ 3 ปีก่อนหน้านี้
“โง่ ซื่อบื้ออย่างนี้ จะรอดได้ยังไง ไม่ต้องร้อง ไม่ต้องร้อง” เสียงของชายหนุ่มทุ้มนุ่มพูดขึ้น กอดเธอไว้ในอ้อมแขน ลูบหัวและปลอบประโลมเธอ นั่นเป็เหตุการณ์แรกที่ได้เจอกับเขาไป๋หยูชิง
วันนั้นเธอลงเครื่องที่สนามบินประเทศ A ด้วยความที่อยากจะประหยัดค่าใช้จ่ายจึงนั่งรถประจำทางออกจากสนามบินเพื่อเข้าท่ารถของตัวเมืองใหญ่ ต่อรถประจำทางไปโรงพยาบาล ด้วยความเหนื่อยล้าจากการเดินทาง เธอนั่งสัปหงกโดยไม่รู้ตัว จนได้ยินเสียงสถานีโรงพยาบาลกลาง A ก็รีบผุดขึ้น จะรีบลงรถ แต่ว่ากระเป๋าเป้ใส่ของและเงินส่วนตัวที่เธอพกมาหายไปแล้ว ระหว่างที่เธอกำลังใ คนขับรถก็ตะคอกถามว่าจะลงไหม หยางซินซินในตอนนั้นไม่รู้จะทำอย่างไร เธอเป็คนต่างถิ่นตอนนี้ที่พอจะรู้จักก็คือโรงพยาบาลนี้ อย่างน้อยคงพอจะทำอะไรได้บ้าง จึงจำเป็ต้องลงเพราะถ้าไปลงที่อื่นเธอก็ไม่มีเงินพอที่จะจ่ายแล้ว
ลงจากรถมา แขนขาเธอก็อ่อน ล้มลง แต่สุดท้ายไม่ได้ล้มเพราะมีมือหนึ่งมาพยุงเธอไว้ สอบถามเธอด้วยน้ำเสียงเป็ห่วงและอ่อนโยน ในสถานการณ์ที่เธอแทบจะสิ้นหวัง เขาเปรียบเสมือนไม้ที่ยื่นมาช่วยชีวิต หลังจากเล่าเื่ราวที่น่ารันทดให้เขาฟัง น้ำตาแห่งความอัดอั้นก็เหมือนเขื่อนพัง ไหลบ่าลงมาไม่หยุด เขามอบความอบอุ่นจากการกอดและด่าเธอ จากนั้นค่อยพูดต่ออย่างมีเหตุผล
“พาสปอร์ตก็ยังอยู่ บัตรประจำตัวก็ยังอยู่ หนังสือรับรองการเป็นักเรียนแลกเปลี่ยนก็ยังอยู่ ตัวเธอก็ไม่าเ็ แล้วมีอะไรที่ไม่ดีอีกนอกจากเื่เล็กน้อยพวกนั้น” พอได้ฟังเขาพูดเธอจึงได้มีโอกาสคิดตาม
“ใช่ จริงด้วย” น้ำตาเธอก็พลันเหือดแห้ง
“555 เข้าใจง่ายดี” เขาขยี้หัวเธออย่างเอ็นดู
ในวันนั้น เธอจึงได้รู้ว่าเขาชื่อไป๋หยูชิง เป็แพทย์ผู้ช่วยอาจารย์ และพี่ไป๋หยูชิงเลี้ยงข้าวเธอปลอบขวัญที่เข้าประเทศ A เป็ครั้งแรก
พอมาฝึกที่โรงพยาบาลจึงได้เจอเขาอีกครั้ง โชคดีที่ได้ดูแลผู้ป่วยกับพี่ไป๋หยูชิงอีกหลายครั้ง ระหว่างฝึกงานเป็นักเรียนแลกเปลี่ยนอยู่ที่นั่นมีเขาคอยดูแลอยู่ตลอด จนสัปดาห์สุดท้ายสัปดาห์ที่สี่ เธอก็ไม่ได้เจอพี่ไป๋หยูชิงอีกเลย ถามพี่พยาบาลที่เป็พี่เลี้ยงได้ความเพียงว่าพี่ไป๋หยูชิงได้รับทุนอาจารย์ไปศึกษาต่อทางการแพทย์หัวใจและหลอดเื และต้องรีบไปรายงานตัวให้ทัน เธอทำได้เพียงเขียนจดหมายขอบคุณฝากไว้ และสอดที่คั่นหนังสือที่เธอทำจากดอกไม้แห้งด้วยตนเองไว้ให้เขาในจดหมาย เผื่อมีวันไหนที่เขากลับมาจะได้รับไป และหวังว่าสักวันหนึ่งจะได้พบกันอีกครั้ง
สายตาเธอเหม่อลอย ปล่อยให้ความคิดล่องออกไปไกล “ใช่หวังว่าจะได้พบเขาอีกสักครั้ง พี่ไป๋หยูชิง เธอหวังอย่างนั้นจริงจริง”
เวลาในประเทศ B ของหยางซินซิน เหลืออีกเพียงไม่กี่วัน เธอต้องรีบคืนห้องพักที่เช่าไว้ บอกพี่ซูจิน พี่ผู้จัดการศูนย์เลี้ยงเด็กกำพร้า ขนของที่ไม่ได้นำติดตัวไปฝากที่ศูนย์เลี้ยงเด็กกำพร้าที่เธอเติบโตมาชั่วคราวระหว่างที่เธอไปประเทศ A ั้แ่ที่จบมาทำงานและย้ายออกมาพักข้างนอก เธอยังสานสัมพันธ์กับศูนย์เลี้ยงเด็กกำพร้าที่ดูแลเธอมาตลอด ยังแวะไปช่วยดูแลสุขภาพเด็ก ๆ เป็ระยะ ส่งเงินเดือนทุกเดือนเข้าบัญชีของศูนย์เลี้ยงเด็กกำพร้า เก็บไว้เฉพาะเงินค่าเวรและค่าทำงานพาร์ทไทม์ไว้ใช้จ่ายเท่านั้น หลังจากจัดการเื่ราวทั้งหมดเรียบร้อย ในที่สุดก็มาถึงวันเดินทางจนได้