ตอนที่ 7
“ท่านพี่เ้าคะ ทำไมคนมาที่นี่มากมายเช่นนี้กันล่ะเ้าคะ ไหนท่านพี่เล่าให้ฟังว่าไม่มีญาติที่ไหนไม่ใช่หรอเ้าคะ”
ไม่รอให้ใครได้พูดแทรกระหว่างงิ้วของนาง จิ้งจอกตัวน้อยก็กรีดกรายเข้ามาเกาะแขนของมู่เหิงอย่างไม่อายฟ้าดิน ทั้งยังซบไปที่อกของเขาจนทำให้มู่เหิงได้กลิ่นหอมอ่อนๆจากเยว่เฉียนอีกด้วย
ถึงจะรู้ว่าหญิงสาวกำลังเล่นละครฉากนี้ ทว่ามู่เหิงกลับไม่อยากให้นางหยุดการแสดงเลยแม้แต่น้อย มือหยาบกร้านของเขาแตะไปที่หลังของหญิงสาว ประคองอีกฝ่ายเบาๆด้วยเกรงว่าคนงามที่บอบบางนี้อาจจะล้มลงได้
เมื่อได้แตะไปที่หลังบางๆของนาง เขาจึงได้รู้ว่าที่จริงแล้วแผ่นหลังของนางนั้นเล็กขนาดไหน แค่หนึ่งฝ่ามือของเขาก็เกือบจะปิดเอวบางนี้มิดแล้ว เห็นทีเขาคงต้องขอให้นางกินอาหารเพิ่มขึ้นอีกหน่อยแล้ว ไม่อย่างนั้นจะมีแรงเลี้ยงลูกให้เขาได้อย่างไร
“คนพวกนี้เป็อดีตญาติๆน่ะ ก่อนน้องมาได้ลงนามกันแล้วว่าจะแย่งกัน ไม่ยุ่งเกี่ยว ไม่นับเป็เครือญาติกันอีก” มู่เหิงถือโอกาสนี้อธิบายให้นางได้รู้ไปด้วย เยว่เฉียนแอบชื่นชมเขาในใจ ไม่คิดว่าเขาจะเข้มแข็งขนาดนี้
ในยุคสมัยที่ความกตัญญูคือความเชื่อที่ใหญ่ที่สุด หลายบ้านต้องถูกโขกสับและเอาเปรียบจนตาย ทว่าสามีของนางคนนี้กลับยอมเป็ขี้ปากชาวบ้าน แต่ไม่ยอมให้ใครรักแกคนที่เขารัก เช่นนี้นางยิ่งรู้สึกว่าปลอดภัยยามที่ได้อยู่กับเขา
“เป็เช่นนั้นเองหรือเ้าคะ แล้วพวกป้าๆมาทำอะไรหน้าบ้านเราหรือ” เยว่เฉียนปัดปรอยผมของตนเองไปข้างหลัง
กลิ่นหอมของกุหลาบทำให้มู่เหิงเหม่อลอยไปชั่วขณะ เขารู้สึกเหมือนอยากจะหอมผมเงางามนี้ให้มากขึ้นอีกหน่อย แต่ก็ยังไม่กล้าทำเช่นนั้น ด้วยกลัวว่าแม่สาวงามจะหนีเตลิดเพราะความใกลัว
เห็นจากการตั้งท่าพูดคุยเมื่อวาน ทั้งยังเตรียมที่นอนของตนเองมาพร้อมเสร็จสรรพเช่นนั้น เขาก็รู้แล้วว่านางจะไม่อ่อนข้อให้ตนเองในเร็ววันอย่างแน่นอน
“มู่เหิง เ้าพูดเช่นนี้ก็ไม่ถูก ั้แ่พ่อแม่ของเ้ายังอยู่บ้านใหญ่ก่อนจะมีเ้าเสียอีก พวกเรารักใคร่กัน เป็ครอบครัวเดียวกัน มีอะไรร่วมทุกข์สุขกันเสมอมา พอมารุ่นของเ้ากลับคิดตัดความสัมพันธ์ เช่นนี้ไม่เรียกว่าทำผิดต่อคนตายหรือ?” มู่เฉียนกล่าวออกมา วาจาเผ็ดร้อนยิ่งนัก ทั้งยังเรียกเอาชื่อคนตายแล้วมาเป็พยานของความรักใคร่กันอีก
เยว่เฉียนที่ได้ยิน นางอดที่จะหัวเราะคิกคักออกมาไม่ได้ เรียกสายตาเกรี้ยวกราดจากเหล่าหญิงวัยกลางคนได้เป็อย่างดี
“ฮิฮิ โอ้ ขออภัยนะป้าๆทั้งหลายที่ไม่อาจจะห้ามเสียงหัวเราะนี้ได้เลย” เยว่เฉียนพยายามกลั้นขำ แน่นอนว่านั่นเป็แค่ท่าทางเท่านั้น
“ยัยจิ้งจอกอวดดี คิดว่าตนเองเป็คนจากเมืองหลวงแล้วจะทำท่าทางไร้ยางอายเช่นนี้ได้หรือ? ยืนกอดกันไม่อายฟ้าดิน ยั่วยวนบุรุษเพศอย่างไม่เกรงกลัวสายตาประชาชี ไหนจะยังมาแทรกบทสนทนาระหว่างครอบครัวอีก พ่อแม่ของเ้าไม่คิดสั่งสอนเลยหรือ?”
“โอ้ ท่านพี่เ้าขา ข้ากลัวเหลือเกินเ้าค่ะ คนพวกนี้เป็คนนอกที่เข้ามาในเขตบ้านของเราแท้ๆ กลับบอกว่าน้องไร้ยางอาย เช่นนั้นหลังจากนี้พวกเราก็พลอดอรักกันไม่ได้แล้วหรือเ้าคะ
หมู่บ้านนี้มันอะไรกัน เช่นนั้นนี่ไม่เท่ากับว่าข้ากับท่านพี่จะมีลูกด้วยกันไม่ได้แล้วหรือเ้าคะ เื่นี้น้องไม่ยอมเด็ดขาดนะเ้าคะ ข้าจะตีฆ้องร้องเปล่าแจ้งกับทางการ ความเชื่อเช่นนี้สมควรจะหมดไป!!”
“เ้าพูดอันใดของเ้า แจ้งทางการอันใด!” อี้ฝานถามออกมาด้วยความใ ครั้งก่อนที่พวกนางมาหาเื่แล้วต้องพ่ายแพ้ไปก็เพราะมู่เหิงตั้งใจจะไปฟ้องทางการไม่ใช่หรือ?
แล้วนางปีศาจนี่บอกว่าจะแจ้งทางการอันใดอีก
“เื่นี้พวกเราไม่ผิด ไม่ต้องกลัวไป แจ้งทางการก็เป็แค่คำขู่” จีฉวงคิดเล็กน้อยก่อนจะพูดออกมา นางไม่เห็นถึงความผิดตนเองเลย แน่นอนว่าเยว่เฉียนไม่ได้ปล่อยให้พวกนางมีเวลาคิดมากนัก ริมฝีปากแดงก่ำกล่าวต่อไป
“พวกท่านกล่าวว่าข้าพลอดรักกันในบ้านคือความไร้ยางอาย พวกท่านพยายามใช้ข้อความนี้ให้ข้ากับท่านพี่ไม่สามารถมีลูกกันได้ นี่ย่อมผิดกับนโยบายของทางการที่้าสนับสนุนให้มีบุตร อย่างไรก็ต้องฟ้องร้องเรียกสินไหมเอากับพวกท่าน” เยว่เฉียนกอดอก ท่าทางจริงจังเป็อย่างยิ่ง
ตอนนี้เมื่อทั้งสามได้ยินเหตุผลเช่นนั้น ก็เริ่มมองหน้ากันเองด้วยความกลัว
พวกนางหรือจะมีความรู้อย่างแท้จริง แค่ได้ยินใครพูดอย่างเป็การเป็งานก็เริ่มกลัวแล้ว ไหนอีกฝ่ายจะยกแนวทางของทางการมากล่าวอีก อย่างนี้พวกนางจะไม่กลัวได้หรือ?
“พะ พวกข้ากล่าวเมื่อไรว่าห้ามพวกเ้ามีลูก”
“อ้าว ก็พวกท่านบอกว่าข้าไร้ยางอายที่พลอดรักกัน”
“นั่นเพราะเ้าทำมันประเจิดประเจ้อต่อหน้าผู้คนมากมายต่างหาก!”
“ข้าก็ไม่เข้าใจอยู่ดี หากข้าไม่พลอดรักกันในบ้านของข้า แล้วจะไปทำที่ไหน บ้านของท่านหรือจึงจะไม่มีคน....ว่าแต่
ท่านพี่เ้าคะ ทำไมบ้านของพวกเราจึงมีคนนอกมายืนจ้องพวกเราพลอดรักกันล่ะเ้าคะ อ้า!! ไม่นะ คนพวกนี้ไร้ยางอายขนาดมาแอบดูเรือนร่างของท่านและท่วงท่าที่จะพลอดรักกับข้าเลยหรือ?
ออกไปนะ คนไร้ยางอาย ข้าจะไปแจ้งทางการ!!” เยว่เฉียนโวยวายอยู่คนเดียว นางคิดเองเออเองแล้วก็วกหาคำว่าทางการอีกครั้งแล้ว
คิ้วของนางจีกระตุกขึ้นอย่างห้ามไม่อยู่ สุดท้ายจึงได้ตวาดออกมา
“ทางการอันใดของพวกเ้าอีก!”
“ก็ต้องเรียกสินไหมสิ พวกท่านเป็หญิงแก่ที่มาแอบดูพวกเราหนุ่มสาวพลอดรักกัน ถ้าไม่เรียกสินไหมให้เข็ดหลาบก็อาจจะมีคนเลียนแบบก็ได้ วันพรุ่งนี้คนทั้งหมู่บ้านไม่แห่กันมาบ้านข้าเพื่อดูพวกข้ามีลูกกันหรือ? ไร้ยางอาย ไร้ยางอายเกินไปแล้ว”
เยว่เฉียนเล่นละครเป็ผู้บริสุทธิ์ ทำเอาสตรีทั้ง 3 หน้าเสียไปเลย
สามพี่น้องลอบมองหน้ากันเองด้วยความใ ปกติแล้วกว่าพวกเขาจะไล่คนเหล่านี้ออกไปจากบ้านได้นั้นต้องทะเลาะกันเสียยืดยาว บางครั้งเพื่อตัดรำคาญก็ต้องให้พวกนางหยิบของบ้านพวกเขาออกไปสองสามชิ้น หรือไม่ก็ต้องยอมให้พวกนางเล่นละครเหมือนถูกรังแก วันนั้นพวกเขาก็ต้องอับอายขายหน้าต่อคนทั้งหมู่บ้านไป
ถึงอย่างนั้นพวกเขาก็ไม่กลัวความอาย รู้ว่าถ้ายังยอมอยู่ก็ต้องถูกเอาเปรียบ แม้ว่ามู่เหิงจะกลัวว่าชื่อเสียงของน้องสาวไม่ดีเพราะคำพูดของคนในหมู่บ้าน ทว่าน้องสาวตัวน้อยก็ไม่สนใจ นางกล่าวว่าตอนนี้ให้มีชีวิตรอดไปได้ก่อนเป็พอ นั่นทำให้มู่เหิงตัดสินใจตัดขาดกับคนบ้านมู่ทั้งหมด
ทว่าหลังจากที่ได้เห็นการต่อสู้ทางปากของสมาชิกในบ้านคนใหม่แล้ว พวกเขาก็ต้องยกนิ้วนับถือในใจ นางนั้นต่อสู้ได้เก่งจริงๆ ทำเอาป้าๆน้าๆทั้ง 3 คนพูดไม่ออก หน้าเสียกันไปตามๆกันแล้วตอนนี้
“เด็กคนนี้พูดจาไม่รู้ความ ยังไม่เคยชินกับที่นี่ล่ะสิ พวกเราค่อยมาให้เ้าทำความเคารพภายหลัง ตอนนี้มู่เหิงก็ดูแลภรรยาของเ้าให้ดีๆล่ะ นางจิ้งจอกเ้าเล่ห์คนนี้ไม่ใช่ธรรมดาแน่นอน” มู่เถียนไม่รู้จะพูดอะไร
นางสูดลมหายใจออกมาก่อนกล่าวยอมแพ้แต่โดยดี
“น้องเถียน นี่หมายความว่าวันนี้พวกเราเสียเที่ยวหรือ? อย่างไรก็ต้องมีตำลึงทองติดมือกลับไปบ้างไม่ใช่หรือ?” จีฉวงแม้จะรู้ว่าฝีปากตนเองพ่ายแพ้แล้ว ถึงอย่างนั้นก็ไม่อยากกลับไปมือเปล่าเช่นนี้อยู่ดี
อี้ฝานรู้สึกหน้าแดงด้วยความอับอาย ไม่คิดว่าจีฮวงจะพูดโพล่งเื่เงินตำลึงทองที่พวกนางตั้งใจจะมาหยิบฉวยไปในวันนี้ ทว่าก็ทำเป็เหมือนหูทวนลม พยายามลากคู่สะใภ้กลับบ้านใหญ่ก่อน
หลังจากที่ทั้งสามกลับไปแล้ว เยว่เฉียนก็ปล่อยมือออกจากแขนแกร่งของมู่เหิงอย่างไม่ได้คิดอะไรให้มากความ ทว่าใบหน้ามู่เหิงที่นางหันไปเห็นนี้กลับแดงก่ำไปแล้ว
เยว่เฉียนลืมไปว่าคนยุคสมัยนี้ใสซื่อขนาดไหน จับนิดจับหน่อยก็หน้าขึ้นสีเสียแล้ว ถ้าเป็ในยุคที่นางจากมาก่อนหน้านี้ แค่จับมือถือแขนไม่นับเป็เื่อะไร ขนาดข่าวยังมีออกกันตูมๆว่าไปทำอะไรกลางสี่แยกไฟแดงเหมือนกับสุนัขไม่รู้ความก็ยังมีมาแล้ว
“พวกนางสามคนนับเป็ญาติผู้ใหญ่ของท่าน หลังจากนี้ก็อาจจะแวะเวียนมาอีกหลายต่อหลายครั้งเป็แน่ เงินทองที่ข้านำมาก็มีอยู่หลายพันตำลึงทอง จะอย่างไรก็ต้องรบกวนท่านช่วยคิดเื่นี้” เยว่เฉียนเอ่ยปากเหมือนกับว่าเมื่อครู่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น
น้ำเสียงที่เอ่ยถามอย่างเป็การเป็งานนั้นทำให้มู่เหิงเรียกสติตนเองกลับมาได้ เยว่เฉียนยังแอบลอบสังเกตทั้งสามคนหลังจากที่นางเอ่ยปากเื่เงินหลายตำลึงทองไป กลับไม่เห็นสายตาแห่งความโลภเลย ถือว่าทั้งสามคนนั้นเป็คนดีระดับหนึ่งล่ะนะ
“พี่สะใภ้ต้องซ่อนเงินนั้นนะขอรับ ถ้าคนพวกนั้นมาเห็นเข้าจะต้องแย่แน่ๆ” เสี่ยวหลงพูดไปขนลุกชูชัน
ตอนที่พวกนางมาหยิบเอาน่องไก่ที่พี่ใหญ่จับมาได้ไปนั้น ขนาดห้ามก็เอาเอาไม่อยู่ ยิ่งตอนที่เขากับน้องสาวอยู่กันลำพังด้วยแล้ว จะสู้อะไรคนเ่าั้ได้กัน
“พวกนางจะกล้าขโมยเงินของผู้อื่นเลยหรือ?” เยว่เฉียนเอ่ยถามออกไป
ถึงจะรู้คำตอบอยู่แล้วก็เถอะ แต่เื่การเพิ่มความร้าวฉานให้คนอื่นๆน่ะ นางถนัดนักล่ะ ลองดูสีหน้าของมู่เหิงในตอนนี้เอาเถอะ เหมือนกับถูกกระตุ้นให้กินยาขมอยู่เลย
“ครั้งก่อนป้าจีบอกว่าคุณปู่ไม่สบาย เอาเงินพวกเราไปตั้งเยอะ แต่สุดท้ายแล้วคุณปู่ก็เป็ไข้หวัดธรรมดาๆเท่านั้น คนพวกนั้นเอาเงินพวกเราไปหมด” หวนเอ๋อร์พูดออกมาอย่างเจ็บใจ
“งั้นหรอ” คนมาใหม่ได้ยินก็พยักหน้าเข้าใจ
นางก็พอจะเดาได้ว่าคนเ่าั้ต้องอ้างเื่ความกตัญญูมาขู่เข็นอย่างแน่นอน อีกอย่างหากปู่ของทั้งสามเป็อะไรขึ้นมาจริงๆ ถึงตอนนั้นไม่ช่วยดูแลจะนับว่าลำบากกว่าอีก
“เช่นนั้น มีเงินไม่ปลอดภัย ก็เอาเงินไปซื้อของดีกว่า” เยว่เฉียนคาดเดาได้เลยว่าต่อไปคนเหล่านี้จะต้องมาเพราะความเจ็บป่วยของคนในบ้านอีกแน่ๆ ยิ่งพวกเขารู้ว่านางมีเงินทองจะไม่เข้ามายุ่งวุ่นวายหรือ?
ตัวนางเองเป็แค่สะใภ้ที่ขายทิ้งเสียด้วย แต่เดิมก็ไม่ได้มีเกียรติอะไรอยู่แล้ว แต่บ้านของมู่เหิงนั้นอยู่ที่นี่มานาน หากดูแล้วอย่างไรก็ต้องเอนเอียงไปยังบ้านใหญ่สกุลมู่อย่างแน่นอน คนนอกอย่างนางที่ถูกพ่อแม่ขายประจานมาชดเชยความผิดหรือจะมีใครเห็นใจ
สู้มีเงินแล้วไม่เอาเงินไปใช้ให้หมดไม่ดีกว่าหรือ?
“เฉียนเอ๋อร์ เงินทองนั้นจำเป็อย่างมาก เ้าไม่จำเป็ต้องเอามาใช้เพียงเพราะกังวลเื่นั้น ตัวข้าเป็สามีของเ้าย่อมต้องออกหน้าให้” มู่เหิงรับคำกับนาง บอกให้นางเชื่อใจว่าเขาจะไม่ทำให้นางลำบาก
“ไม่เป็ไร ตัวข้ามีเงินมาเพียง 4000 ตำลึงทองเท่านั้น ใช้เดี๋ยวเดียวก็หมดแล้ว” เยว่เฉียนพูดจำนวนเงินของนางออกมา เด็กๆเบิกตากว้างทันทีด้วยความใ
4000 ตำลึงทอง เท่ากับ 40,000 ตำลึงเงิน คิดเป็ 40,000,000 อีแปะ
เงินจำนวนนี้ใช้ทั้งชาติก็ไม่หมด!
………………………………….