ซูเจียวเจียวเอ่ยตอบว่า‘ค่ะ’ ก่อนจะลุกขึ้นไปอาบน้ำในห้อง
ภายในห้องมีตะเกียงน้ำมันก๊าดจุดให้ความสว่างไสว
ชนบทแห่งนี้สภาพแวดล้อมไม่สู้ดีนักไม่มีห้องอาบน้ำแยกต่างหาก มีเพียงอ่างอาบน้ำขนาดใหญ่ ซึ่งตอนนี้ถูกเติมน้ำจนเต็ม
ซูเจียวเจียวลองทดสอบอุณหภูมิน้ำพบว่าอุ่นกำลังดี
ช่างเป็ผู้ชายที่ละเอียดอ่อนและใส่ใจจริงๆ...
ซูเจียวเจียวหยิบเสื้อผ้าสะอาดวางบนเก้าอี้จากนั้นก็หยิบสบู่ก้อนออกมา ก่อนจะถอดเสื้อผ้าลงแช่ในอ่างอาบน้ำ
เมื่อท้องฟ้าเริ่มมืดลงเรื่อยๆรอบข้างก็เงียบสงัดเสียงเคลื่อนไหวในห้องจึงถูกขยายให้ดังขึ้นอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
เซียวหยวนินั่งอยู่ในลานบ้านได้ยินเสียงน้ำในห้องดังแว่วมาเป็ระยะเขาพลันรู้สึกกระหายน้ำขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ภาพเหตุการณ์เมื่อคืนก่อนผุดขึ้นมาในความคิด ทำให้เขารู้สึกร้อนรุ่มไปทั้งตัวราวกับมีกองไฟกำลังเผาผลาญอยู่ภายใน
ชายหนุ่มรีบลุกขึ้นเดินไปที่โอ่งน้ำ ตักน้ำหนึ่งถังมาราดลงบนศีรษะจากนั้นก็อาบน้ำเย็นในลานบ้านอย่างรวดเร็ว
ซูเจียวเจียวอาบน้ำเสร็จออกมาก็เห็นเขายืนเปียกปอนอยู่ในลานบ้าน จึงอดแปลกใจไม่ได้“คุณอาบน้ำแล้วเหรอคะ?”
เซียวหยวนิไม่กล้าสบตาเธอเขาหันหน้าหนีอย่างรวดเร็ว ทำท่าจะเดินไปหยิบเสื้อผ้าที่แขวนอยู่ข้างๆแล้วตอบรับเสียงต่ำว่า ‘อืม’
“คราวหน้าอย่าอาบน้ำเย็นอีกนะคะ”
ซูเจียวเจียวคิดถึงชาติที่แล้วที่เซียวหยวนิสุขภาพไม่ดีเมื่อแก่ตัวลงซึ่งส่วนหนึ่งก็มาจากนิสัยชอบอาบน้ำเย็น ไม่ว่าฤดูหนาวหรือฤดูร้อน เพื่อความสะดวกเขาจะอาบแต่น้ำเย็นเสมอ
เมื่อทำงานเสร็จกลับมาพร้อมเหงื่อโซมกาย แล้วอาบน้ำเย็น ร่างกายย่อมได้รับความเย็นเข้าสู่ภายใน
ตอนนี้เขายังหนุ่มจึงยังไม่รู้สึกถึงปัญหาแต่เมื่ออายุมากขึ้น ก็ย่อมแตกต่างออกไป
เซียวหยวนิตอบรับ‘อืม’ อย่างไม่ใส่ใจอีกครั้งก่อนจะเข้าไปเปลี่ยนเสื้อผ้าในห้อง หลังจากเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จเขาก็เทน้ำในอ่างอาบน้ำทิ้ง
ซูเจียวเจียวกลับเข้าห้องไปแล้ว
เซียวหยวนิกลับมาที่ห้องก็เห็นซูเจียวเจียวนั่งอยู่ข้างโต๊ะกำลังอ่านหนังสือ เธอตั้งใจอ่านหนังสือในมือแสงสลัวจากตะเกียงน้ำมันก๊าดส่องกระทบใบหน้าขาวผ่องของหญิงสาวทั้งนิ่งสงบและอ่อนโยน
เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าซูเจียวเจียวเงยหน้าขึ้นจากหนังสือ ยิ้มให้เซียวหยวนิ“อาิ มานี่สิคะ เรามาอ่านหนังสือด้วยกันเถอะ”
อีกสองปีการสอบเข้ามหาวิทยาลัยก็จะกลับมา เธอจะต้องเข้าสอบอย่างแน่นอน
ไม่เพียงแต่เธอเท่านั้นเธอจะดึงเซียวหยวนิมาสอบด้วยกัน
เซียวหยวนิมีวุฒิการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นอยู่แล้วพื้นฐานของเขาก็ถือว่าแน่น แต่หลังจากนั้นเขาก็ยุ่งอยู่กับการทำงานไม่ได้สนใจการอ่านหนังสือ พอถึงเวลาสอบเข้ามหาวิทยาลัยหลายสิ่งหลายอย่างก็ลืมไปเกือบหมดแล้ว
ไม่เพียงแต่เขาเท่านั้นรวมถึงยุวชนผู้มีการศึกษาหลายคนก็เช่นกัน
เมื่อทุกคนได้รับข่าวการกลับมาของการสอบเข้ามหาวิทยาลัยอย่างกะทันหันเวลาก็กระชั้นชิดมาก หลายคนไม่มีเวลาเตรียมตัวอ่านหนังสือจึงพลาดโอกาสในการเข้ามหาวิทยาลัยในครั้งนั้น บางคนเลือกที่จะสอบซ้ำในปีถัดไป
แต่หลังจากนั้นการสอบก็จะยากขึ้นเรื่อยๆ
เซียวหยวนิใ“อ่านหนังสืองั้นหรือ?”
“ค่ะ” ซูเจียวเจียวพยักหน้า เห็นเขายังคงยืนนิ่งอยู่เธอจึงลุกขึ้นดึงเซียวหยวนิมานั่งบนเก้าอี้ข้างๆแล้วหยิบหนังสือการเมืองออกมาให้เขา
“คุณลองอ่านก่อนนะคะ ถ้ามีอะไรไม่เข้าใจก็ถามฉันได้เลย”
จนกระทั่งเซียวหยวนิเปิดหน้าแรกของหนังสือสมองของเขาก็ยังคงมึนงงเล็กน้อย พวกเขาเป็ชาวนา อ่านหนังสือไปจะมีประโยชน์อะไร?
เจียวเจียวรังเกียจเขาเพราะความด้อยการศึกษาอย่างนั้นหรือ...
เขาจำได้ว่าคู่หมั้นเก่าของเจียวเจียวเป็นักเรียนสายอาชีพที่เก่งกาจว่ากันว่าเป็นักเรียนหัวกะทิในโรงเรียน ได้รับการจัดสรรงานที่ดีมากและยังได้ทำงานในธนาคารอีกด้วย
เื่เหล่านี้เดิมทีเขาไม่รู้แต่ก่อนหน้านี้ซูเจียวเจียวมักจะชอบพูดถึงเื่นี้กับโจวเม่ยและคนอื่นๆดังนั้นเมื่อมีคนพูดถึงบ่อยๆ เขาก็เลยรู้ด้วย
เขาก้มหน้าลงดวงตาฉายแววหม่นหมองอย่างรวดเร็ว
ซูเจียวเจียวเห็นเขาก้มหน้าจึงถามว่า “เป็อะไรไปคะ?”
เธอยกมือขึ้นเคาะหัวตัวเองเบาๆจริงสิ!
เซียวหยวนิแก่กว่าเธอสี่ปีการเรียนจบชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นของเขาเป็เื่เมื่อหลายปีก่อนตอนนี้ไม่ได้จับหนังสือมานานแล้ว เนื้อหาในหนังสือคงลืมไปหมดแล้ว
ซูเจียวเจียวครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วก็เก็บหนังสือการเมืองเข้าไปเธอวางหนังสือเรียนภาษาจีนที่เธอกำลังอ่านอยู่ตรงหน้าพวกเขา“งั้นเรามาอ่านภาษาจีนด้วยกันนะคะพออ่านจบแล้วก็ผลัดกันอ่านและท่องจำ คุณว่าไงคะ?”
โชคดีที่มีเวลาเตรียมตัวถึงสองปี
แม้ว่าเซียวหยวนิจะไม่ได้แตะหนังสือมาหลายปีแล้วแต่อย่างน้อยสิ่งที่เคยเรียนมาก็ยังพอมีอยู่ในความทรงจำบ้างการทบทวนใหม่ก็น่าจะไม่ยากเกินไปนัก
เซียวหยวนิพยักหน้า“อืม”
ถ้าเจียวเจียวให้เขาอ่านหนังสือเขาก็จะอ่าน
ทั้งสองคนเริ่มอ่านจากหน้าแรกต่างคนต่างอ่านในใจ
เนื่องจากแสงจากตะเกียงน้ำมันก๊าดไม่ค่อยสว่างนักทั้งสองคนจึงขยับเข้ามาใกล้กันเรื่อยๆ จนหัวชิดชนกัน
ในตอนแรกเซียวหยวนิตั้งใจอ่านมากแต่เมื่อร่างกายที่นุ่มนวลและอบอุ่นของหญิงสาวเอนพิงอยู่บนตัวเขาอย่างแ่เบาพร้อมกับกลิ่นหอมอ่อนๆ ของสบู่ ก็ทำให้เขาสับสนว้าวุ่นใจขึ้นมาเรื่อยๆจนไม่รู้ว่าตัวเองกำลังอ่านอะไรอยู่แล้ว
ตอนนี้เป็ฤดูร้อนอยู่แล้วในใจจึงอัดอั้นไปด้วยความร้อนรุ่มเซียวหยวนิรู้สึกราวกับว่าทั้งตัวกำลังจะลุกไหม้โดยเฉพาะบางส่วนที่ทำให้เขานั่งไม่ติด
แต่เขาก็ไม่กล้าพูดออกไปและไม่กล้าให้ซูเจียวเจียวสังเกตเห็นความผิดปกติของตัวเองด้วยเขาทำได้เพียงกัดฟันอ่านเนื้อหาบทแรกกับซูเจียวเจียวจนจบ
นี่เป็บทเรียนระดับมัธยมปลายซึ่งเซียวหยวนิไม่เคยเรียนมาก่อน ซูเจียวเจียวจึงอธิบายให้เขาฟังบางส่วนมีคำอธิบายประกอบ ซึ่งเธอเขียนไว้ั้แ่สมัยเรียนลายมือของเธอสวยงามและชัดเจน
เซียวหยวนิเห็นเธอสอนอย่างตั้งใจก็พลอยตั้งใจตามไปด้วย จนลืมความรู้สึกที่ชวนเคลิ้มเมื่อครู่ไปเสียหมด
เมื่อบทเรียนแรกจบลงเวลาก็ล่วงเลยไปหนึ่งชั่วโมงแล้ว ซูเจียวเจียวให้เขาท่องจำประเด็นสำคัญส่วนเธอก็หยิบกระดาษและปากกามาขีดเขียน
วันนี้ดึกมากแล้วพรุ่งนี้เธอต้องให้เขาลองทำแบบฝึกหัด เพื่อที่จะได้พัฒนาต่อไป!
เมื่อเซียวหยวนิท่องจำเสร็จซูเจียวเจียวก็เขียนเสร็จพอดี เมื่อเห็นว่าดึกมากแล้วเธอจึงชวนเซียวหยวนิเข้านอน เพราะพรุ่งนี้ยังต้องไปทำงาน จะนอนดึกไม่ได้เดี๋ยวร่างกายจะรับไม่ไหว
ตอนนี้ประมาณสองทุ่มครึ่งจริงๆ ก็ยังไม่ถือว่าดึกมากนัก
หลังจากดับตะเกียงน้ำมันก๊าดแล้วทั้งสองคนก็ขึ้นนอน
ภายในห้องมืดมิดและอบอ้าวเล็กน้อย
ซูเจียวเจียวนอนอยู่ด้านในร้อนจนนอนไม่หลับ เธอถือพัดใบลาน ค่อยๆ พัดอยู่ในความมืดมิด
ในอนาคตมีทั้งพัดลมและเครื่องปรับอากาศชีวิตช่างเสรีและมีความสุข
เซียวหยวนินอนเงียบๆอยู่ขอบเตียง แต่กลับข่มตาหลับไม่ลง ความรู้สึกวาบหวามที่เคยเก็บกดไว้พลันหวนคืนมาอีกครา ทำให้เขาอดรนทนไม่ได้ที่จะขยับกายเข้าไปใกล้ชิดคนด้านในเตียง
ซูเจียวเจียวหลับตาลงััได้ถึงลมหายใจที่เปลี่ยนไปเล็กน้อยของเขา ท่าทางเหมือนอยากจะขยับแต่ก็ไม่กล้า ขอบปากของเธอยกขึ้นเป็รอยยิ้มบางๆ ในความมืดสลัว
ชาติที่แล้วเธอและเซียวหยวนินอนด้วยกันแค่คืนเข้าหอเท่านั้น หลังจากนั้นก็แยกกันนอนแต่ครั้งนี้กลับแตกต่างออกไป
เธอขยับเข้าไปใกล้เซียวหยวนิอย่างตั้งใจและคว้าแขนของเขามาวางบนหมอนของเธอ จากนั้นก็หนุนแขนของเซียวหยวนิ
พร้อมกันั้นพัดใบลานในมือที่ค่อยๆ แตะลงบนหน้าอกของเขา “ร้อนจังเลยค่ะช่วยพัดให้หน่อยได้ไหมคะ”