ตอนที่ 16 แสงลึกลับ
*****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****
เมอร์ลินเห็นการปะทะของแสงเ่าั้เป็ทั้งคลื่นและอณู เขาไม่รู้ว่ามันหมายความว่ายังไง แต่ใน่เวลาที่เขาสังเกตเห็นถึงเหตุการณ์นี้ เขาก็รู้สึกว่าเวลามันหมุนช้าลง แต่แท้จริงแล้วเวลามันไม่หมุนช้าลงเลยแม้แต่น้อย แต่กลับเป็จิตของเขาที่กำลังเคลื่อนตามแสงเ่าั้ที่มองเห็นผ่านสายตา
เมี่อเมอร์ลินมองเห็นถึงคลื่นและอณูของแสง เขาก็พบว่าแท้จริงแล้วแสงสีม่วงนั้นประกอบไปด้วยระลอกคลื่นอณูถี่ๆ ส่วนสีคราม สีน้ำเงิน หรือสีอื่นๆ คือคลื่นความถี่ที่มี่ที่ห่างยาวออกไป
สีแดงคือคลื่นความถี่ของอณูที่ยาวที่สุด
แล้วเวลานั้นเองเมอร์ลินก็พบว่านอกจากสีทั้งหมดที่เขาเคยเห็นก่อนหน้านี้แล้วเขายังสามารถมองเห็นสีที่มากกว่านั้น
นั่นคือสีที่มีคลื่นความถี่ของอณูที่มากกว่าสีม่วง มันเป็สีที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน ซึ่งมีมากกว่าหนึ่งสี ความถี่ของคลื่นนั้นราวกับจะเป็อำนาจทำลายล้างมหาศาล
เช่นกันนอกจากสีที่มีคลื่นความถี่สูงแล้ว มันยังมีสีที่มีคลื่นความถี่ที่ยาวกว่าสีแดง คลื่นความถี่นี้แทบจะกลายเป็เส้นตรงเลยด้วยซ้ำ เพียงแค่มองเขาก็ััได้ถึงการเจาะทะลุทะลวงทุกสรรพสิ่งของมัน
เหตุการณ์เหล่านี้เป็สิ่งที่ไม่น่าเชื่อว่ามนุษย์คนหนึ่งจะสามารถสังเกตเห็นถึงมันได้
หากเป็เมอร์ลินตอนปกติก็ใช่ว่าจะสามารถเห็นอะไรแบบนี้ได้ ทั้งๆ ที่ตอนแรกเขามองเห็นได้เพียงแค่สีม่วงหรือสีน้ำเงินเท่านั้น แต่ตอนนี้เขากลับสามารถมองเห็นสีได้ทั้งหมด
วินาทีนั้นเองการปะทะของแสงนั้นราวกับว่ามันจะรับรู้ได้ว่าเมอร์ลินนั้นล่วงรู้การมีอยู่ของมัน
ซึ่งนั่นเองจึงเป็เหมือนฝันร้าย!
จู่ๆ แสงทั้งหมดก็เกิดการรวมกัน สีม่วง สีคราม สีน้ำเงิน สีเขียว สีเหลือง สีแสด สีแดง และสีที่มีคลื่นความถี่เหนือกว่าและยาวกว่าสีเหล่านี้
พวกมันเกิดการรวมกันจนกลายเป็การปะทะครั้งใหญ่
วูมมมมมมมมมมมมมมม
การปะทะนี้รวดเร็วมาก ความเร็วของแสงไม่ใช่สิ่งที่เมอร์ลินจะมองตามได้ทันอีกต่อไป
ภาพสุดท้ายที่เขาเห็นก็คือสัญลักษณ์สีเงินและแสงสีขาวจำนวนนับไม่ถ้วนที่สาดซัดเข้าใส่ดวงตาของเขา
อ๊ากกกกกกกกกกกกก
เด็กน้อยส่งเสียงกรีดร้อง ดวงตาของเขาไม่สามารถมองแสงเหล่านี้ได้อีก มันถูกแทนที่ด้วยความเ็ป
เขารู้สึกได้ว่าดวงตาของตนเองจะไม่สามารถมองเห็นสิ่งต่างๆ ได้อีกต่อไป
ใช่แล้ว เขากำลังตาบอด!
ทว่านี่ไม่ใช่เวลาที่เขาจะมาห่วงเื่ตาบอด เพราะการรวมของแสงทั้งหมดนั้นได้ก่อให้เกิดปรากฏการณ์ที่ผิดธรรมชาติ
ณ จุดที่แสงปะทะกัน จู่ๆ การรวมของพวกมันก็สร้างจุดๆ หนึ่งที่กลืนกินแสงทั้งหมด
ไม่เท่านั้นการกลืนกินนี้ยังส่งผลกระทบไปถึงห้วงเวลาและกาลอวกาศ
ราวกับว่าทั้งอนาคต อดีต และปัจจุบันได้ปรากฏขึ้นตรงนั้น
นี่เป็เหตุการณ์ที่เหนือสามัญสำนึกของคนทั่วไป
แต่สิ่งที่ทำให้มันเลวร้ายก็คือพื้นที่แห่งนี้กำลังพังทลาย!
ไม่ว่าูเาสูง หรือสะพานลึกลับ ไม่เว้นแม้กระทั่งท้องฟ้าและความว่างเปล่า
ทั้งหมดกำลังถูกทำลายเพราะการรวมของแสง
วูม! วูม! วูม!
เมอร์ลินเองก็เป็ส่วนหนึ่งในนั้น แต่ทว่าเขาในตอนนี้กลับไม่สามารถััถึงสรรพสิ่งรอบตัวได้ เพราะจิตของเขาได้จับจ้องเพียงความเ็ปของดวงตาที่มีมากกว่าััใดๆ
อ๊ากกกกกกกกกกกกกก
เสียงกรีดร้องดังขึ้นอย่างไม่รู้ตัวและมันไม่รู้ว่าจะกรีดร้องไปถึงเมื่อไหร่
เมอร์ลินแทบจะอยากให้ตนเองตายไปเลยโดยที่ไม่ต้องมารับรู้ความเ็ปในตอนนี้เลยด้วยซ้ำ
ซึ่งความจริงแล้วหากเป็สิ่งมีชีวิตอื่นที่ต้องมาเผชิญหน้ากับเหตุการณ์นี้พวกเขาคงจะทนรับไม่ไหว เพราะความเ็ปทางดวงตานี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากััทั่วไป แต่มันคือความเ็ปของ “ดวงิญญา”
ใช่แล้ว ความเ็ปทางิญญานั้นทุกข์ทรมานมากกว่า
มันคล้ายกับว่าคนที่ถูกตัดแขนทั้งข้างออกไป แต่กลับรู้สึกเ็ปบนฝ่ามือ ทั้งๆ ที่แขนข้างนั้นไม่มีอยู่อีกต่อไปแล้ว
มันเป็ความเ็ปที่ยากจะบรรยาย แต่ความเ็ปที่เมอร์ลินกำลังได้รับมันเหนือกว่าความเ็ปที่ว่าเลยด้วยซ้ำ
บางทีความตายอาจจะทำให้เขามีความสุขกว่าก็ได้ แต่เขาก็ไม่สามารถตายได้
นั่นเพราะิญญาของเขาแข็งแกร่งเกินไป!
มันแข็งแกร่งกว่าการโจมตีของแสง
อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกก
เมอร์ลินกรีดร้องอย่างเ็ปทรมานจนไม่รู้ว่าเวลานั้นผ่านไปนานเท่าไหร่ จนท้ายที่สุดสติของเขาก็ดับไป
เขาไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าโลกแห่งสะพานนั้นจะยังคงมีอยู่หรือหายไป
เขาไม่รู้เลยว่าร่างของตนเองจะตกถึงพื้นหรือไม่
สติที่หลุดลอยไป นั่นทำให้เมอร์ลินตัดขาดทุกสิ่งจากโลกภายนอก เขาในตอนนี้ไม่ได้สนใจว่าตนเองจะเป็หรือตายเลยด้วยซ้ำ
ทุกอย่างนั้นกลายเป็ความว่างเปล่าสำหรับเขา
...
เสียงขีดเขียนดังขึ้นร่อนเข้าสู่โสตัั
ท่ามกลางความเงียบมีเพียงแค่เสียงของการขีดเขียนนี้เท่านั้น
แต่เมื่อเงียบฟังให้ดีก็จะพบว่านอกจากเสียงของการขีดเขียนแล้ว มันยังมีเสียงของสายลม เสียงของการขยับตัว หรือแม้แต่เสียงของแมลงที่แว่วดังเข้ามา ซึ่งเสียงเ่าั้มีความดังน้อยกว่าเสียงของการเขียนเท่านั้น
เปลือกตาที่ปิดสนิทค่อยๆ เคลื่อนไหว
ร่างเล็กที่นอนอย่างสงบมานานกำลังลืมตาขึ้นมา เขาเริ่มขยับร่างกาย และเสียงการขยับร่างกายของเขานั้นเรียกความสนใจให้เสียงขีดเขียนนั้นหยุดลง
ผู้ที่กำลังถือปากกาขนนกหรี่ดวงตาลงแล้วจ้องมองเด็กน้อยที่กำลังหลับอยู่บนโซฟาตัวโปรดของเขา
ชายสูงวัยผู้มีหนวดเคราและผมยาวสีขาวถักเปียดันแว่นตาทรงกลมของตัวเองขึ้น เขาสวมใส่เสื้อคลุมสีเทาอันหลวมโพล่ง ท่าทางดูเหมือนนักปราชญ์ผู้ทรงภูมิ
“เธอตื่นแล้วหรอ?” ชายชราเอ่ยถาม
เสียงของชายชรานั้นได้ไปกระตุ้นสติรับรู้ของเด็กน้อยให้ตื่นขึ้นมา เปลือกตาที่ทำท่าว่าจะเปิดขึ้นจึงเปิดมันอย่างสมบูรณ์
ภาพแรกที่เด็กน้อยเห็นคือเพดานที่สะท้อนกับแสงไฟ ซึ่งแสงนั้นดูเหมือนจะเป็แสงของไฟที่มาจากเตาผิง
ทว่าเขากลับไม่ได้ยินเสียงของไฟเลยแม้แต่น้อย
“ฉันยังไม่ตายหรอ?” เด็กน้อยกล่าวพึมพำออกมา
ใช่แล้ว เด็กคนนี้ก็คือเมอร์ลิน