ตำนานที่2 ฝากตัวเป็ศิษย์
“ข้าตัดสินใจแล้วแต่นี้ต่อไปชื่อของข้าคือหลงจื่อเพียงเท่านั้น” นางบอกหมอเทวดาด้วยสีหน้าจริงจังขณะที่สองมือยังคงบดยาอย่างขยันขันแข็ง“ข้าควรมีเพียงชื่อเดียวพอ”
“แล้วลี่จินมันไม่ดีตรงไหนหรือ” หวงเฟยย้อนถามศิษย์เอกอย่างขำขัน
“ข้าชอบชื่อนี้มากกว่า” นางแย้มยิ้มพราย
“ก็แล้วแต่เ้า” หวงเฟยตามใจอีกฝ่ายแม้เขาจะชอบอีกชื่อเสียมากกว่าในเมื่อนางบอกเองว่านางชื่อลี่จิน ทว่าไม่รู้ด้วยเหตุผลกลใดจู่ ๆ นางก็อยากเปลี่ยนแปลงชื่อของตนเสียเองอย่างนั้นจึงเซ้าซี้ให้เขาตั้งให้ซึ่งก็ดูเ้าตัวจะชอบอกชอบใจเสียเหลือเกินเขาไม่เคยเข้าใจความคิดและการกระทำของนางเลยตลอดแปดเดือนที่ผ่านมาราวกับว่านางอยู่คนละโลกกับเขาก็มิปาน
“เ้าช่วยนำยาไปให้พ่อเฒ่าร้านขายหมูตรงหัวมุมถนนทีจะได้หรือไม่”
“ได้สิ” หญิงสาวรับคำเสียงใสก่อนจะจัดแจงเก็บยาที่เพิ่งบดใส่ห่ออย่างเรียบร้อย
แม้หญิงสาวจะได้รับใบประกาศการเป็หมออย่างเป็ทางการจากหวงเฟยกระนั้นนางก็ยังคงติดตามเขาในฐานะศิษย์เพียงคนเดียวและยังคงทำงานจิปาถะของเด็กรับใช้ได้เป็อย่างดี
อัย หรือชื่อในโลกนี้ก็คือหลงจื่อเดิมหญิงสาวมีชื่อจีนประจำตัวว่าลี่จินด้วยความที่เธอเคยเรียนโรงเรียนที่มีหลักสูตรภาษาจีนมาก่อนจึงมีชื่อเรียกประจำตัวภาษาจีนของตน เ้าหล่อนจึงใช้ชื่อที่ว่านั้นแต่ก็ไม่ถูกใจจึงหยิบยกชื่ออื่นมาตั้งแทน
ใช่...โลกนี้ที่ว่าคือต่างโลกแบบที่เห็นได้บ่อย ๆ ในการ์ตูนหรือนิยาย อัยไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าพาราเรลเวิรด์โลกคู่ขนาน หรืออันใดก็ตามจะมีอยู่จริง แต่สิ่งที่แปลกพิกลในความคิดของเธอก็คือเธอไม่ได้ตายแล้วเกิดใหม่มาสิงร่างใครแบบสูตรสำเร็จ หากพิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้ว...โลกนี้ช่างคล้ายกับเกมคอนโซลที่เธอเล่นกับลูกพี่ลูกน้องซึ่งอายุน้อยกว่าหนึ่งปี
เกม Talent of destiy – Kingdomwarriors เกมแนวาตะลุยด่านฆ่าล้างบางศัตรูฝั่งตรงข้าม คล้ายกับเกมอย่างสามก๊ก(แน่ล่ะ ในเมื่อเป็ตัวอ้างอิงของเกมนี้นี่นา) ภาพสุดท้ายที่อัยเห็นก่อนทุกอย่างจะเลือนหายก็คือหน้าจอเข้าสู่เนื้อหาหลักจากนั้นเธอก็มาโผล่อยู่กลางทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ไร้ซึ่งสิ่งก่อสร้างใดในค่ำคืนที่แสงดาวพราวระยับจากฝนดาวตกแล้วงหวงเฟยก็มาพบเธอและพาเธอกลับไปด้วยกันโดยที่เธอคิดว่าตนเองหลงมาอยู่ในกองละครพิเรียดจีนโบราณสักเื่หนึ่งก่อนจะรู้ว่าทุกอย่างไม่ใช่ความฝันหรือเื่ล้อเล่นของรายการใดเธอหลงมาต่างโลกจริง ๆ!
“ขอบคุณท่านหมอมากที่นำยามาให้ข้า”ชายชรายิ้มกว้างอวดฟันที่หายไปเกือบครึ่ง “ได้ยาของพวกท่านช่วยไว้จริง ๆ”
“หากท่านลุง้ายาอีกสามารถบอกข้าได้เลยนะข้ากับท่านอาจารย์ยังคงอยู่ที่เมืองนี้อีกสักพัก”
“พวกเ้าไม่คิดจะลงหลักปักฐานอยู่ที่นี่หรือ”ชายชราชักชวนอย่างมีความหวัง “ที่นี่ทั้งสงบเงียบ ปลอดภัย ห่างไกลจากสนามรบมากโขหากพวกเ้าติดขัดปัญหาเื่ที่พักข้าสามารถช่วยได้นะ”
ในยุคที่าแทบจะเป็ส่วนหนึ่งของชีวิตหลงจื่อไม่คิดว่าจะมีที่แห่งใดที่ไม่ได้รับผลกระทบจากาเมืองนี้เองก็ไม่ต่างกัน เพียงแต่ยังไม่ถึงเวลาเช่นที่ว่า
“ขอบคุณสำหรับความเอื้อเฟื้อของท่านแต่ข้ากับอาจารย์ชอบที่จะเดินทางท่องเที่ยวแบบนี้มากกว่า” หลงจื่อปฏิเสธอย่างสุภาพทำเอาอีกฝ่ายหน้าหมองลงด้วยความเสียดาย“ข้ามีธุระต้องไปทำต่อ คงต้องขอตัวก่อน” โค้งให้เขาเล็กน้อยแล้วหมุนตัวกลับไปตามทางเดินทันที
“ถ้าเปลี่ยนใจขึ้นมาบอกข้าได้นะ!”ชายชราะโไล่หลังซึ่งหญิงสาวไม่ได้แสดงอาการตอบรับใดจนกระทั่งนางกลืนหายเข้าไปในฝูงชนที่เนืองแน่น
แปดเดือนที่ต้องใช้ชีวิตในต่างโลกโดยไร้ซึ่งสิ่งอำนวยความสะดวกแบบโลกเดิมอาหารการกินอย่างเนื้อสัตว์ก็ค่อนข้างหาได้อย่างยากลำบากในยุคาที่ข้าวยากหมากแพงน้ำสะอาดจากเครื่องกรองที่เคยได้ดื่มอยู่ทุกวันกลับกลายเป็น้ำฝนหรือน้ำตามลำธารที่เคลื่อนผ่านเมื่อต้องเดินทางไกลไม่มีห้างสรรพสินค้าให้จับจ่ายซื้อของเธอต้องตุนเสบียงให้เพียงพอในการเดินทางหากในชุดแวะพักนั้นไม่มีเมืองอยู่
การเดินทางกับหวงเฟยทำให้เธอได้เรียนรู้อะไรหลายๆ อย่างแบบที่หากอยู่โลกเดิมคงไม่มีทางได้ทำเป็แน่ น่าแปลกที่อัยรู้สึกว่ามันช่างน่าตื่นเต้นขึ้นเรื่อยๆ ด้วยนิสัยอยากรู้อยากเห็นและพร้อมจะลองผิดลองถูกในสิ่งที่ตนคิดว่าน่าสนใจเธอสามารถปรับตัวได้อย่างรวดเร็วและใช้ชีวิตในแต่ละวันกลมกลืนไปกับสิ่งแวดล้อมรอบตัว
ทว่าเธอก็ยังไม่เคยพบเห็นแม่ทัพตามเนื้อเื่เกมแม้สักคนเดียวจนอดจะสงสัยไม่ได้ว่าโลกนี้ใช่โลกเดียวกับเกมที่เธอเล่นหรือไม่ถึงแม้ชื่อแคว้นหรือชื่อของฮ่องเต้กับผู้สำเร็จราชการจะเหมือนเื่ราวของเกมที่เล่นก็ตาม
พลันความคิด-สายตาก็เหลือบไปเห็นชายสูงวัยคนหนึ่งซึ่งยืนค้ำยันไม้เท้าเก่าๆ เขาถูกรายล้อมด้วยชายฉกรรจ์สามคนท่าทางไม่เป็มิตร เขากำลังถูกนักเลงท้องถิ่นหาเื่อยู่สินะ
...ไม่ได้อยากมีเื่เลย...แต่ปล่อยไว้ก็คงไม่ได้...
อัยสาวเท้าเข้าไปใกล้ขณะที่หลายคนเลือกจะเมินเฉยหญิงสาวพอจะมั่นใจในฝีมือการทะเลาะวิวาทอยู่บ้างเพราะได้เรียนศิลปะการป้องกันตัวมาเล็กน้อยไม่ทันที่เธอจะได้เปล่งวาจาออกไปดวงตาสีดำขลับก็ต้องเบิกกว้างด้วยความใกับภาพเบื้องหน้า
ทันทีที่ชายคนหนึ่งพุ่งตัวเข้าหาชายสูงวัยเขาก็ต้องล้มลงไปกองกับพื้นจากการถูกอีกฝ่ายใช้ไม้เท้าตีเข้ากับข้อพับขาชายสูงวัยใช้การเคลื่อนไหวเพียงเล็กน้อยก็สามารถทำให้ชายอ่อนวัยกว่าทั้งสามพ่ายแพ้อย่างราบคาบด้วยเวลาเพียงไม่นาน
หญิงสาวยืนมองชายสูงวัยแปลกหน้าซึ่งเหมือนจะเป็นักเดินทางเพราะเขาแบกห่อผ้าเก่าๆ ที่เสื้อผ้าข้างในโผล่ออกมาจากรอยขาดเล็กน้อย
จู่ ๆความนึกคิดอันแปลกประหลาดก็ผุดขึ้นภายในหัว หญิงสาวไม่รีรอให้ความคิดของตนตกผลึกเธอกึ่งเดินกึ่งวิ่งเข้าไปหาอีกฝ่าย กว่าที่จะรู้สึกตัวว่ากำลังทำอะไรริมฝีปากเอิบอิ่มก็เผลอกว้างเสียแล้ว
“หยุดก่อนท่านผู้เฒ่า”
คนถูกเรียกหยุดชะงักก่อนจะเอี้ยวหันมามอง
“ข้าดูแก่ขนาดนั้นเลยหรือ”
“ขออภัยที่เสียมารยาท” หลงจื่อรีบค้อมศีรษะเป็เชิงขอโทษ“ข้าขอรบกวนเวลาท่านสักครู่จะได้หรือไม่”
“ข้าไม่คิดว่าคุณชายอย่างท่านจะมีธุระกับคนเร่ร่อนแบบข้าหรอกนะ”ชายสูงวัยพูดกลั้วหัวเราะขณะที่ดวงตาหรี่มองหลงจื่ออย่างพิจารณา
“ถ้าเป็เพียงคนเร่ร่อนธรรมดาคนไม่อาจดึงดูดความสนใจของข้าได้หรอก”
“ท่านจะบอกว่าไม่ได้มองข้าเป็เพียงชายเร่ร่อนธรรมดาอย่างนั้นหรือ”เขาย้อนถามกลับด้วยความประหลาดใจ “ท่าน้าสิ่งใดจากข้า”ถามอย่างตรงประเด็นโดยไม่อ้อมค้อมทำเอาหญิงสาวชะงักเล็กน้อยก่อนจะโพล่งออกไปด้วยน้ำเสียงมุ่งมั่น
“ได้โปรดรับข้าเป็ศิษย์จะได้หรือไม่”ประโยคของหลงจื่อทำเอาชายแปลกหน้างุนงงระคนสงสัย ผนังตาเบิกกว้างเล็ก ๆแต่ยังคงเก็บอากัปกิริยาได้เป็อย่างดี
“ข้าไม่เข้าใจ ท่านหมายถึงเื่อะไร”
“ข้าอยากจะเรียนการต่อสู้เพิ่มเติม”
“เพิ่มเติมหรือแสดงว่าท่านพอจะต่อสู้เป็สินะแล้วเหตุใดถึงได้อยากเรียนเพิ่มเติมแถมยังมาขอให้คนเร่ร่อนเช่นข้าเป็ผู้สอน”
“เพราะข้าต้องเดินทางไปทั่วสารทิศ ในบางครั้งก็ต้องปะทะกับเหล่าโจรผู้ร้ายการจ้างคนคุ้มกันก็ค่อนข้างแพง ข้าจึงอยากจะเรียนการต่อสู้เพื่อที่จะปกป้องตัวเองกับอาจารย์ของข้าได้”
“อาจารย์ของท่านหรือ”ชายวัยกลางคนเลิกคิ้วสูงหากอีกฝ่ายมีอาจารย์แล้วเหตุใดถึงมาขอให้ตนเองเป็คนสอนการต่อสู้ให้
“อาจารย์หมอ” หลงจื่อรีบอธิบาย“และข้าก็เป็หมอเช่นเดียวกัน”
ชายวัยกลางคนเดินยักเย่ยักยันเข้ามาใกล้หลงจื่อเขาทอดสายตามองคนร่างเล็กกว่าก่อนจะเอ่ยเสียงแ่เบา
“น่าประหลาด...สตรีเป็หมอหรือนี่”ประโยคของเขาทำเอาหลงจื่อชาวาบไปทั่วร่าง เขามองออกด้วยอย่างนั้นหรือว่านางเป็สตรี“เป็หมอช่วยคนแต่ก็อยากเรียนรู้วิธีทำร้ายคน ข้าไม่เคยพบเจอสตรีคนใดเช่นเ้าเลย”
“นั่นคือสิ่งที่อาจารย์หมอของข้าเพียรถามกับข้ามาตลอดแปดเดือนเต็ม”หลงจื่อยิ้มแห้งยอมรับอย่างเสียมิได้
“เ้าก็น่าจะเคยพบเจอผู้คนมากมายเหตุใดถึงได้เลือกข้า”
หากนางบอกว่าเป็สังหรณ์เขาก็คงมองว่าไร้สาระแล้วจากไปอย่างไม่แยแสในขณะที่เขาดูจะให้ความสนใจอยู่เล็กน้อยนางควรจะ่ชิงโอกาสอันแสนจะเลือนรางนี้ให้ได้
“ทั้งที่ขาของท่านดูจะมีปัญหาแต่ท่านก็สามารถเคลื่อนไหวได้อย่างคล่องแคล่วราวกับไม้เท้านั้นเป็แค่ของประดับตกแต่งถึงกระนั้นท่านใช้เพียงการขยับแค่เล็กน้อยก็สามารถหลบเลี่ยงการโจมตีของอันธพาลทั้งสามแล้วยังสวนกลับพวกเขาได้อย่างง่ายดายเห็นขนาดนี้มีหรือที่ข้าจะมองท่านเป็เพียงคนเร่ร่อนปกติธรรมดา”หลงจื่อกระตุกยิ้มมุมปากขณะที่ดวงตายังจับจ้องสบประสานกับคู่สนทนาอย่างตรงไปตรงมา
“แค่นั้นหรือ”
“การที่ท่านบอกว่าแค่นั้นนั่นหมายถึงว่าท่านยังคงเก็บซ่อนบางสิ่งไว้ภายใต้คราบของชายเร่ร่อนสินะ” ั์คู่สวยพราวระยับถึงกระนั้นอากัปกิริยาของนางยังคงสงบเยือกเย็นเพราะกำลังสังเกตทีท่าของอีกฝ่าย
อย่างที่ชายวัยกลางคนว่าหลงจื่อได้พบเจอผู้คนมากมายไม่มีทางที่นางจะไม่เคยเจอผู้ที่เชี่ยวชาญเก่งกาจในด้านการต่อสู้แต่เพราะยังไม่มีผู้ใดต้องตาต้องใจนางจึงยังไม่เคยได้ร่ำเรียนวิชาการต่อสู้ของโลกนี้
“ข้าไม่เคยรับศิษย์”
“อาจารย์หมอของข้าก็เคยพูดแบบเดียวกัน”
สตรีนางนี้ช่างปากกล้าเสียเหลือเกินในความคิดของชายวัยกลางคนครั้นมาขอให้เขาเป็อาจารย์ด้วยท่าทางยะโสโอหังแต่ยังคงแฝงความนอบน้อมไว้เล็กน้อยเขาไม่เคยเจอคนเช่นนางมาก่อนแม้เป็บุรุษด้วยกันเองก็ตาม
“ข้ามันก็แค่ทหารแก่ที่ปลดเกษียณตัวเองแล้วคงไม่อาจสอนอันใดเ้าได้หรอก”
“หากท่านสอนไม่ได้ก็คงเพราะข้าอ่อนแอเกินไปให้ท่านเชื่อเถิดว่าข้านั้นอยากจะฝากตัวเป็ศิษย์ของท่านจริง ๆ”
ชายวัยกลางคนนิ่งเงียบพลางครุ่นคิดหนักเขารู้สึกสนใจคนตรงหน้าแต่ยังคงแบ่งรับแบ่งสู้เพราะเกรงว่าอีกฝ่ายจะมีใจเพียงระยะสั้น
“ถ้าอย่างนั้น...ข้าขอไปพบอาจารย์ของเ้าก่อนจะได้หรือไม่”