จูจื้อโหยวเป็นฝ่ายเอาชนะในการแข่งขันรอบแรก เพราะขนมที่นางทำออกมาเหมาะกับคนทุกวัย ขนมปังข้าวโพดนมสดนึ่งทั้งสองไส้มีรสชาติที่แตกต่างกัน คนที่ชอบทานหวานก็จะเลือกไส้เนยช็อกโกแลต ส่วนคนที่ชอบรสชาติหวานอมเปรี้ยวก็จะเลือกไส้แยมผลไม้ ส่วนกลุ่มลูกค้าสูงวัยมักจะชอบทานอาหารที่คล่องคอ ซุปข้าวโพดเนื้อเนียนนุ่มจึงเป็นทางเลือกที่ดี และสุดท้ายคือลูกค้าเด็ก ขนมกรุบกรอบเป็นที่ชื่นชอบของพวกเขาอย่างยิ่ง เพราะนอกจากข้าวโพดคั่วจะมีความกรอบแล้ว มันจึงมีความหวานของคาราเมลที่เคลือบอยู่ด้านนอก อีกทั้งเด็กๆ ยังหยิบกินได้สะดวกไม่เลอะมือ ข้าวโพดคั่วจึงครองใจบรรดาเด็กน้อยทั้งหลายได้ไม่ยาก
ส่วนขนมของหลี่หยาง ไม่ว่าจะเป็นขนมปังอบหน้าครีมชีส ขนมปังอบไส้ข้าวโพดมายองเนส และข้าวโพดคลุกเนย รสชาติของขนมทั้งสามอย่างนี้ล้วนมีรสชาติหวานเลี่ยนทุกอัน ทำให้ขาดความหลากหลายของรสชาติ ลูกค้าจึงเลือกซื้อขนมไปทานไม่มากเท่าไหร่
การแข่งขันครั้งนี้หลี่หยางจึงยอมรับความพ่ายแพ้อย่างเต็มใจ เพราะอย่างไรคำติชมนี้ก็มาจากกลุ่มลูกค้าของเขาเอง
“พี่หยางไม่ต้องเสียใจ นี่เป็นเพียงแค่การแข่งขันรอบแรกเท่านั้น เรามาคิดรายการอาหารสำหรับการแข่งขันรอบต่อไปกันดีกว่า” ฟู่วั่งเสียนปลอบใจ
"ข้าไม่ได้เสียใจหรอก ว่าแต่วัตถุดิบหลักสำหรับหัวข้อต่อไปที่เจ้าไปรับมาคืออะไร” หลี่หยางยิ้มถาม
“คราวนี้ส่วนประกอบหลักคือสมุนไพร ไม่จำกัดว่าท่านจะใช้สมุนไพรชนิดใด เพียงแต่ต้องทำอาหารให้ครบทั้งสามประเภทคือเครื่องดื่ม อาหาร และขนม” ฟู่วั่งเสียนถามอย่างกังวล “ท่านรู้เรื่องสมุนไพรบ้างหรือไม่ขอรับ ต้องให้ข้าไปเชิญท่านหมอมาให้คำปรึกษากับเราสักคนหรือไม่”
“เช่นนั้นก็ดี เราไปขอคำปรึกษาจากท่านหมอสักหน่อย เผื่อว่าบางทีเราจะได้ไอเดียดีๆ มาบ้าง”
“พี่หยาง..” ฟู่วั่งเสียนเรียกแต่ยังไม่กล้าพูด
“เจ้าอยากพูดอะไร”
“เมื่อครู่ท่านพูดภาษาตะวันตกใช่หรือไม่ขอรับ ท่าน...ท่านช่วยสอนข้าบ้างได้หรือไม่” ฟู่วั่งเสียนเห็นหลี่หยางทำหน้านิ่งจึงรีบพูด “ข้าเห็นว่าเป่าจงที่เป็นผู้ดูแลโรงน้ำชาฝั่งโน้นเขาสามารถสื่อสารภาษาตะวันตกได้ ข้าจึงคิดว่าหากข้าสามารถสื่อสารได้อย่างเขาบ้าง ไม่แน่ว่าตัวข้าอาจจะเป็นประโยชน์กับท่านได้มากกว่านี้”
“เป่าจงเป็นลูกครึ่ง ที่เขาพูดภาษาตะวันตกได้ก็ไม่แปลก”
ฟู่วั่งเสียนเสียใจเล็กน้อย “นั่นสิขอรับ เป่าจงเป็นบุตรชายของพ่อค้าชาวตะวันตก ที่เขาพูดภาษาตะวันตกได้ก็ไม่น่าแปลกอันใด อีกอย่างตัวข้าก็อายุมากขนาดนี้แล้ว หากต้องไปนั่งจำอักษรภาษาตะวันตกอีก ความจำของข้าคงสู้เด็กๆ ไม่ได้แน่”
“ภาษาตะวันตกมีอักษรแค่ไม่กี่ตัว ข้าสามารถสอนเจ้าได้ เอาไว้วันหลังข้าจะทำกระดานอักษรภาษาตะวันตกให้เจ้าไว้ดูเล่นสักอัน ท่องอักษรได้แล้วข้าถึงจะสอนเจ้าให้เรียนรู้คำศัพท์ จากนั้นค่อยให้เจ้าฝึกพูด” หลี่หยางตอบ ภาษาอังกฤษของเขานับว่าดีมาก ทั้งเขายังไปเรียนที่ต่างประเทศอยู่หลายปี เรื่องนี้จึงถือว่าสบายมากสำหรับเขา อีกอย่างฟู่วั่งเสียนก็ดีกับเขาและเคารพเขามากเช่นกัน ในเมื่อฟู่วั่งเสียนอยากเรียน เขาก็จะช่วยสอนให้ แต่ฟู่วั่งเสียนจะรับการถ่ายทอดได้เท่าไหร่ก็ขึ้นอยู่กับเจ้าตัวเองแล้ว
“ขอบคุณขอรับพี่หยาง ข้าจะตั้งใจเรียนให้ดี จะไม่ทำให้ท่านเสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์อย่างแน่นอน” ฟู่วั่งเสียนพูดอย่างดีใจ ความจริงแล้วข้ออ้างเรื่องเป่าจงนั้นเป็นเพียงเรื่องรอง แต่เรื่องหลักคือ บ่อยครั้งที่เขาเห็นหลี่หยางเขียนสูตรอาหารและเครื่องปรุงต่างๆ รวมทั้งชื่อเรียกของขนมเหล่านั้นเป็นภาษาตะวันตก ในเมื่อเขาทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยให้กับหลี่หยาง เขาก็จำเป็นต้องเรียนรู้ภาษาตะวันตกเอาไว้
“ซีซวน พี่สะใภ้ วันนี้ข้าตั้งใจมาเยี่ยมพวกเจ้าโดยเฉพาะ” เฉียนไหลเฉิงเดินเข้ามาทักทายอย่างดีใจ
“นานเท่าไหร่แล้วที่เราไม่ได้เจอกัน ดีเลย...วันนี้ข้าจะเลี้ยงฉลองการกลับมาของเจ้าสักหน่อย” จูจื้อโหยวยิ้มอย่างดีใจเช่นกัน
“เช่นนั้นข้าไม่เกรงใจแล้ว แต่จะให้ข้าอยู่ทานข้าวที่นี่แค่คนเดียวก็ดูจะน่าเบื่อเกินไป” เฉียนไหลเฉิงเสนอ “ทำไมเราไม่ให้คนไปตามอาซิ่ง อาเหว่ย อาชาง อาชุน แล้วก็พี่เจ๋อมาด้วยเล่า”
“ข้าเห็นด้วยเจ้าค่ะท่านพี่ ท่านรีบให้คนไปตามพวกเขามาทานข้าวเย็นกับพวกเราเถิดเจ้าค่ะ” จูจื้อโหยวรีบสนับสนุน
“ตกลงๆ ข้าจะให้คนไปตามพวกเขามาเดี๋ยวนี้ พวกเจ้าสองคนนี่นะ จะทานข้าวด้วยกันเงียบๆ สักมื้อเป็นไม่ได้ ต้องตามคนมาสังสรรค์กันให้วุ่นวาย” ฟู่ซีซวนรับปาก ทั้งยังมองดูภรรยาและสหายพลางส่ายหน้ายิ้ม
“ข้าว่านะผู้ตรวจการฟู่ ตั้งแต่เจ้าเข้าไปรับตำแหน่งในราชสำนัก ทำไมเจ้าถึงทำตัวได้น่าเบื่อเช่นนี้ ชีวิตเจ้ามันขาดสีสันมากเลยนะรู้ไหม” เฉียนไหลเฉิงมองดูสหายพลางส่ายหน้าเช่นกัน
“จะให้ทำตัวลอยชายไปวันๆ อย่างเจ้านะหรือ ข้าทำไม่ได้หรอก เวลานี้ข้ามีภรรยาต้องดูแล และในอนาคตยังจะมีเจ้าตัวน้อยเพิ่มมาอีกหลายคน ข้าต้องหาเงินไว้เลี้ยงพวกเขา” ฟู่ซีซวนตอบ
“ตอบได้น่าเบื่อมาก” เฉียนไหลเฉิงหันไปมองจูจื้อโหยว “ข้านับถือเจ้ามากเลยพี่สะใภ้ที่ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับบุรุษแข็งทื่อคนนี้ได้”
“เฉียนไหลเฉิง ข้าว่าวันนี้จวนของข้าคงต้อนรับใครไม่ได้แล้ว เพราะบุรุษแข็งทื่ออย่างข้าเพิ่งนึกได้ว่ามีงานด่วนที่ต้องทำอย่างกะทันหัน รบกวนเจ้ากลับไปก่อนเถอะ ข้าจะทำงานและไม่อยากให้ใครมารบกวน”
“ไม่นะ! ซีซวนเพื่อนรัก เพื่อนรูปหล่อ เพื่อนนิสัยดี มีอะไรอีกนะ” เฉียนไหลเฉิงทำท่าคิด “อ้อ...เพื่อนที่มีภรรยาสวยงามราวกับนางฟ้า ดูไปแล้วเจ้ากับพี่สะใภ้เมื่อยืนเคียงคู่กันราวเทพบุตรกับเทพธิดาเลยล่ะ”
“พอ! เจ้าอย่าพูดไร้สาระให้มันมาก” ถึงจะแสร้งทำเสียงดุแต่ฟู่ซีซวนก็แอบยิ้ม เขาไม่ได้พอใจที่สหายชมเขา แต่เขาพอใจที่สหายชมภรรยาเขาต่างหาก
“หมายความว่าข้าอยู่ต่อได้แล้วใช่ไหม” ฟู่ซีซวนหันไปถามเพื่อต้องการยืนยัน พอเห็นฟู่ซีซวนพยักหน้ารับ เขาก็ตบหน้าอกตัวเองอย่างโล่งใจ “ข้านึกว่าวันนี้จะอดกินของอร่อยเสียแล้ว”
จูจื้อโหยวปล่อยให้สามีและสหายนั่งคุยกันต่อ ส่วนนางก็เดินเข้าห้องครัวไปเตรียมอาหารอย่างอารมณ์ดี นางใช้เวลาทำอาหารอยู่นานกว่าจะเสร็จ ซึ่งเวลานี้สหายทุกคนก็มารวมตัวกันครบแล้ว
อาหารมื้อเย็นผ่านไปได้ดีและไม่มีอาหารเหลือแม้แต่อย่างเดียว สหายทั้งห้าคนนั่งลูบพุงของตัวเองอย่างอึดอัด แม้แต่ฟู่ซีซวนก็ยังเผลอตัวกินอาหารเข้าไปมากกว่าปกติ
“พวกเจ้ายังเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนเลย ทำอย่างกับว่าวันพรุ่งนี้จะไม่มีโอกาสกินอาหารอีกแล้วอย่างนั้นล่ะ” จูจื้อโหยวบ่นพร้อมกับเทชาขิงให้หนุ่มๆ คนละหนึ่งแก้ว “จิบชาขิงสักหน่อยเจ้าค่ะ จะได้ช่วยย่อย”
“ขอบคุณมากพี่สะใภ้ ตอนนี้ข้าอึดอัดมากจริงๆ” เฉียนไหลเฉิงคว้าแก้วชาไปจิบก่อนใคร จากนั้นหนุ่มๆ ที่เหลือก็ทำตาม
“พี่ชาง พี่ชุน พี่เจ๋อ ตอนนี้ที่โรงงานเป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ ติดขัดปัญหาส่วนใดหรือเปล่า” จูจื้อโหยวถาม
“กองทัพต้องการนมอัดเม็ดกับธัญพืชอัดแท่งเป็นจำนวนมาก ข้าอยากถามเจ้าอยู่พอดีว่าเจ้าพอจะสั่งซื้อเครื่องจักรมาเพิ่มได้หรือไม่” โจวชางตอบ
“ข้าต้องขอเวลาติดต่อกับเรือแลกเปลี่ยนสินค้าก่อนเจ้าค่ะ แต่คิดว่าคงไม่น่าจะมีปัญหาอะไร เพียงแค่เราคงต้องรอเครื่องจักรนานอยู่สักหน่อย เพราะเดือนหน้าเรือแลกเปลี่ยนสินค้าของแคว้นถึงจะออกเดินทางไปยังดินแดนตะวันตก” จูจื้อโหยวตอบอย่างไม่รีบร้อน เพราะการที่นางจะเอาเครื่องจักรออกมาใช้ต้องให้ระยะเวลาสอดคล้องกับเรือแลกเปลี่ยนสินค้าเข้าออกในแต่ละรอบด้วย เพื่อเป็นการหลีกเลี่ยงข้อสงสัยจากทุกคน
“แล้วพี่เจ๋อเล่าเจ้าคะ ตอนนี้ท่านเริ่มสนุกกับงานบ้างหรือยัง” จูจื้อโหยวหันไปถามฟู่เจ๋อต่อ
“จากคำแนะนำของเจ้าทำให้ข้าคำนวณบัญชีได้เร็วขึ้น งานส่วนนี้จึงไม่มีปัญหา จะมีก็แต่เรื่องของการจัดส่งสินค้าเท่านั้น เพราะความต้องการสินค้าของเรามีเป็นจำนวนมาก ทำให้บางครั้งสินค้าก็ไม่พอส่ง” ฟู่เจ๋อยิ้มตอบ เวลานี้เขาชอบทำงานด้านนี้จริงๆ
“แล้วพวกท่านมีปัญหาด้านอื่นหรือไม่เจ้าคะ” จูจื้อโหยวหันไปถามคนที่เหลือ
จางเหว่ยทำท่าทางลังเล “ช่วงนี้แม่ไก่ของข้าออกไข่ค่อนข้างดี ทำให้มีไข่ค้างอยู่ในไร่อีกมากทีเดียว”
“ถ้าเราทำน้ำซุปไข่ออกขายได้ก็คงจะดี คนของกองทัพเคยมาปรึกษาเราเรื่องที่พวกเขาอยากได้อาหารแปรรูปที่กินง่ายแล้วก็ดื่มได้ชื่นใจ” โจวชุนพูดขึ้น
จูจื้อโหยวขมวดคิ้วคิดก็นึกถึงซุปไข่กึ่งสำเร็จรูปขึ้นมาทันที แต่นางต้องกลับไปปรึกษากับหงหลินก่อนว่าในระบบมีเครื่องจักรประเภทนี้ขายหรือไม่ “ข้าจะลองกลับไปคิดเรื่องนี้ดูก่อนนะเจ้าคะ หากเป็นไปได้ ต่อไปอาหารชนิดใหม่นี้ต้องได้รับความนิยมแน่นอน”
“โหยวเอ๋อ เจ้าลืมถามเรื่องสมุนไพรกับอาซิ่งหรือเปล่า” ฟู่ซีซวนเตือน
“ข้าลืมไปจริงๆ ด้วยเจ้าค่ะ” จูจื้อโหยวยิ้มให้ฟู่ซีซวน
“เจ้ามีอะไรอยากถามข้าหรือ” เจียวซิ่งถามอย่างสงสัย เพราะปกติแล้วไร่ของเขามักจะปลูกธัญพืชตามคำสั่งซื้อของจูจื้อโหยวอยู่แล้ว เมื่อได้ยินว่าสองสามีภรรยากำลังเกิดปัญหา เขาจึงอดที่จะสงสัยตามไม่ได้
“พวกท่านคงรู้แล้วว่าเวลานี้โรงน้ำชาของข้ากับโรงน้ำชาของคุณชายหลี่หยางกำลังแข่งขันกัน” จูจื้อโหยวเริ่มเล่า
“ข้าได้ยินเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน ดูเหมือนว่าพวกเจ้าจะแข่งขันทำขนมและอาหารโดยจะใช้วัตถุดิบหลักอย่างเดียวกันในแต่ละรอบ แต่ไม่ได้จำกัดว่าจะต้องทำอาหารออกมาอย่างเดียวกันใช่ไหม” เฉียนไหลเฉิงพูดตามสิ่งที่ตนรู้มา
“ใช่แล้วเจ้าค่ะ พวกเราจะแข่งขันกันห้ารอบ โดยรอบที่สองนี้วัตถุดิบหลักคือสมุนไพรเจ้าค่ะ”
“ข้าพอจะเข้าใจแล้ว แต่ไร่ของข้าไม่ได้ปลูกสมุนไพรอื่นเลยนอกจากธัญพืชที่นำส่งให้โรงงานของเจ้า” เจียวซิ่งทำท่าคิด “แต่ชาวบ้านที่อาศัยอยู่รอบๆ ไร่ของข้า พวกเขามักจะปลูกสมุนไพรหาง่ายและผักบางอย่างไว้กินเอง เจ้าน่าจะลองไปถามพวกเขาดู”