เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วตอนนี้ก็เป็เวลาค่ำแล้ว
ฉินลู่เก็บของเรียบร้อย เขาสวมเสื้อคลุม แล้วล็อกประตูห้องพยาบาลก่อนเดินออกไป
เขาเดินออกจากประตูมหาวิทยาลัยหวาชิงแต่ไม่ได้เดินไปทางกลับบ้านของตัวเอง เขาเรียกรถแท็กซี่คันหนึ่ง
“โชเฟอร์ ไปตลาดโบราณของเมืองจิงเฉิงครับ”
“ได้เลยครับ!”
คนขับรถเหยียบคันเร่ง แล้วขับตรงไปที่ตลาดโบราณของเมืองจิงเฉิง
ตลาดโบราณเมืองจิงเฉิงเป็ตลาดชื่อดังในเมืองจิงเฉิงที่ขายของโบราณไม่ว่า่เวลาไหนของวัน ถนนเส้นนี้ก็จะมีคนเดินพลุกพล่าน ทำให้คึกคักเป็พิเศษผู้คนมากมายที่มาถึงก็จะเดินเที่ยวจนไม่อยากกลับ และคาดหวังว่าจะหาของมีค่าได้บ้างจะได้รวยชั่วข้ามคืน แน่นอนว่าคนที่โลภมากแบบนี้มักจะต้องเสียเงินมากมายแต่ก็มีบางคนที่รสนิยมดีกว่าชาวบ้าน แถมยังมีโชคด้วย พวกเขาก็จะได้ของดีไปทว่าคนประเภทนี้มีอยู่น้อยมาก พอเจอคนที่โชคดีแบบนี้คนนั้นก็จะกลายเป็ประเด็นที่คนทั้งตลาดพูดถึงกัน
ก็เหมือนกับการซื้อลอตเตอรี่ ทุกคนต่างก็รู้ดีว่ามีโอกาสน้อยมากที่จะถูกรางวัล แต่ก็ยังรอคอยวันนั้นวันที่ตัวเองจะได้เป็ผู้โชคดีบ้าง
ตอนที่ฉินลู่เดินเข้าตลาดโบราณเมืองจิงเฉิง ก็เกือบจะทุ่มหนึ่งแล้วเวลาหนึ่งทุ่มในฤดูร้อน ฟ้ายังสว่างอยู่เลย แต่ว่าอากาศกลับค่อยๆ เย็นลงแล้วโชคยังดีที่ฉินลู่เตรียมตัวมาแต่แรก เขาสวมเสื้อคลุมมาด้วย
และก็เพราะเหตุผลเดียวกันนี้ ทำให้ที่ตลาดโบราณเมืองจิงเฉิงคึกคักมากกว่าเวลากลางวันเสียอีกทุกคนแทบจะต้องเบียดกันเดินแล้ว
ฉินลู่เดินไปตามถนนของตลาดอย่างไม่รีบร้อน
ตลาดโบราณเมืองจิงเฉิงก็ตามชื่อเลยสองข้างทางของถนนสายเก่าเส้นนี้เต็มไปด้วยร้านขายของโบราณที่ตกแต่งเอาไว้อย่างมีเสน่ห์และของที่ขายภายในร้านก็เป็ของโบราณที่มีราคาแพง เวลาส่วนใหญ่ลูกค้าที่มีกำลังทรัพย์มากพอที่จะเข้าไปซื้อของในร้านก็มีน้อยมากเนื่องจากของโบราณที่อยู่ในร้านมีราคาแพงเกินไปคนที่จะยอมจ่ายเงินจำนวนมากเพื่อซื้อของเหล่านี้มีไม่เยอะนัก
ด้านนอกของตึกร้านค้ามีแผงขายของโบราณหลากหลายวางขายตลอดสองข้างของถนนที่คนใช้เดินเท้าส่วนร้านที่เปิดเป็แผงขายของเช่นนี้จะขายของแท้หรือไม่หรือมันจะใช่ของดีหรือเปล่า ก็ล้วนต้องเลือกดูแล้วพิจารณากันเอาเอง
กลุ่มคนที่มาหาของดีที่นี่ส่วนมากก็คิดว่าอยากให้ตัวเองได้ซื้อของดีในราคาถูกจากแผงขายของพวกนี้แต่ถ้าไม่ได้ก็ไม่เป็ไร เพราะราคาก็ไม่ได้แพงขนาดนั้น และจะได้ไม่รู้สึกเสียดายมากด้วยแต่ถ้าได้ของแท้ ก็จะได้กลายเป็เศรษฐีภายในชั่วข้ามคืนเลยทีเดียว
ฉินลู่มาถึงที่นี่ เขาต้องซื้อหินหยกติดมือกลับไปด้วยหน่อย
ฉินลู่ฝึกฝนเคล็ดวิชารังสรรค์ชีวิตที่อาจารย์สอนให้การฝึกพลังแบบนี้ต้องดึงพลังจากวัตถุภายนอกมาช่วย ซึ่งวัตถุที่ว่านี้ ก็คือหินหยก! หยกหล่อเลี้ยงชีวิต!
หินหยกมีแร่ธาตุจำเป็ที่เป็สารอาหารรองซึ่งมีประโยชน์ต่อร่างกายของคนเราไม่ว่าจะเป็ซีลีเนียม สังกะสี นิกเกิล โคบอลท์ แมงกานีส แมกนีเซียม แคลเซียมและอื่นๆอีกกว่า 30 ชนิด ซึ่งคลื่นที่สารอาหารเหล่านี้ปล่อยออกมาเป็คลื่นชนิดเดียวกันกับคลื่นที่ร่างกายมนุษย์ปล่อยออกมาร่างกายมนุษย์เราจะเกิดเสียงก้องและเสียงสะท้อนตามคลื่นที่ถูกปล่อยจากหินหยกช่วยกระตุ้นการทำงานของเซลล์ในร่างกาย เร่งการไหลเวียนของระบบโลหิตเพิ่มการเผาผลาญและขับถ่ายของเสียออกนอกร่างกายแร่ธาตุแมกนีเซียมที่มีอยู่ในหินหยกถึง 40%เป็หนึ่งในส่วนประกอบสำคัญในการสร้างคลอโรฟิลล์และแร่ธาตุแมกนีเซียมก็มีอยู่ในร่างกายมนุษย์ด้วยหยกสามารถเปลี่ยนน้ำดื่มและน้ำที่อยู่ในธรรมชาติให้กลายเป็น้ำที่มีชีวิตได้ช่วยเพิ่มภูมิต้านทานให้กับร่างกาย และเสริมสมรรถภาพทางกายด้วย!
ตามที่อาจารย์บอกมา หยกสามารถแก้อาการแสบร้อนที่กระเพาะอาหารอาการหายใจเหนื่อยหอบ บำรุงเส้นผม บำรุงอวัยวะภายในทั้งห้า ยืดเอ็นเสริมกระดูกดับกระหาย หล่อเลี้ยงหัวใจและปอด เสียงและลำคอไหลลื่น จิตใจสงบระบบไหลเวียนเืดี มองเห็นและฟังชัด…
ฉินลู่ก็ไม่รู้ว่าหินหยกจะเด็ดดวงอย่างที่อาจารย์ว่าหรือเปล่าแต่พอเขาได้ใช้หินหยกมาฝึกคู่กับเคล็ดวิชารังสรรค์ชีวิตแล้วสมรรถภาพทางร่างกายก็ดีขึ้นมากจริงๆ ตอนเด็กๆ ฉินลู่ป่วยออดๆ แอดๆสามวันดีสี่วันไข้ ถ้าไม่ใช่เพราะได้ฝีมือการรักษาระดับเปี่ยนเชวี่ย[1]กลับมาเกิดใหม่ของอาจารย์ ป่านนี้เขาก็คงตายไปแล้ว
ฉินลู่เดินดูของในตลาดโบราณที่มีคนเดินไปมาคึกคักอย่างไม่รีบร้อน จู่ๆสายตาของเขาก็ไปสะดุดที่แผงขายของข้างทาง
ฉินลู่เรียนรู้จากอาจารย์ั้แ่ยังเล็ก ด้วยความสามารถของเขาในตอนนี้แค่มองปราดเดียวก็รู้แล้วว่า ของที่วางแผงขายอยู่ มีอันไหนบ้างที่เป็ของแท้และอันไหนเป็ของปลอม ขอแค่ฉินลู่อยากทำเขาก็สามารถซื้อของโบราณที่เป็ของแท้จากที่นี่ออกไปทีเดียวจนหมดได้เลย
แต่อาจารย์พร่ำสอนฉินลู่ั้แ่เด็กว่า แม่น้ำรั่วสามพันลี้เพียงหนึ่งจอกก็ดับกระหาย ไม่ว่าเื่อะไรก็ต้องรู้จักยับยั้งชั่งใจอย่าละโมบเกินควร อย่าทำลายกฎธรรมชาติ และอย่าก่อกรรมทำเข็ญ
เอาจริงๆ ฉินลู่เองก็ไม่ได้ชอบของพวกนี้อยู่แล้วด้วย พอมองไปที่แผงขายของปลอมพวกนั้นขอแค่มีของแท้สักชิ้น ก็จะรู้สึกซาบซึ้งน้ำใจมาก ส่วนหินหยกที่เป็ของแท้นั้นฉินลู่เดินจนรอบแล้วก็ยังไม่เจอเลยสักชิ้นเดียว
ฉินลู่หงุดหงิดจนหน้าตาบูดเบี้ยว “เป็คนค้าขายแท้ๆน้ำใจของพวกคุณหายไปไหนกันหมด”
ฉินลู่เข้าใจแล้วว่าเป็ไปไม่ได้ที่จะมาหาซื้อหินหยกราคาถูกจากแผงขายข้างทางแบบนี้อย่างไรก็คงต้องลองเข้าไปหาดูในร้านเสียแล้ว
ถึงจะแพง แต่ก็ไม่มีทางเลือกอื่นแล้วนี่นา
โชคดีที่เพิ่งได้เงินมานิดหน่อย ตอนนี้ก็เลยหมดห่วงเื่เงินไปได้
พอคิดได้แบบนี้แล้ว ฉินลู่ก็หันตัวกลับเดินเข้าไปในร้านขายของโบราณร้านหนึ่ง
การตกแต่งภายในร้านมีเสน่ห์มากของโบราณแต่ละชิ้นถูกวางเรียงรายไว้บนชั้นวางที่หน้าประตูก็มีเครื่องหยกจีนโบราณขนาดใหญ่ตั้งอยู่ด้วยและในร้านก็มีลูกค้าคนหนึ่ง เ้าของร้านที่อยู่ในชุดเสื้อคลุมยาว สวมแว่นตาขอบทองกำลังพูดแนะนำอักษรภาพม้วนหนึ่งให้กับลูกค้าอย่างฉะฉาน
พอเห็นฉินลู่เดินเข้าร้านมาเ้าของร้านก็หันไปพูดกับพนักงานหนุ่มที่อยู่ในร้านว่า “มีลูกค้ามาใหม่! รีบไปต้อนรับเร็ว!”
พนักงานหนุ่มคนนั้นเล่นเกมบนมือถืออยู่ และการต่อสู้ก็กำลังดุเดือดพอได้ยินเสียงเ้านายะโมา เขาก็รีบเก็บมือถือด้วยสีหน้าหงุดหงิดเล็กน้อยก่อนลุกขึ้นแล้วเดินมาหาฉินลู่ เขามองฉินลู่ั้แ่หัวจรดเท้า เห็นว่าฉินลู่แต่งตัวไม่ค่อยดีจึงพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่ไม่ค่อยสนใจว่า “คุณ้าซื้ออะไรครับ”
ฉินลู่ไม่สนใจท่าทีของพนักงานหนุ่ม เขาพูดตอบไปว่า“ขอดูหินหยกในร้านหน่อย”
“หินหยกเหรอครับ” พนักงานหนุ่มผายมือออก แล้วพูดว่า “ได้ครับ ตามผมมา”
พนักงานหนุ่มพูดจบก็เดินนำฉินลู่เข้าไปที่ส่วนกลางของร้านที่อยู่ภายใน
ห้องนี้เป็ห้องที่เอาไว้เก็บเครื่องหยกโดยเฉพาะเครื่องหยกและหินหยกมากมายถูกวางอย่างเป็ระเบียบที่บนชั้นวางในนี้
ฉินลู่มองหินหยกพวกนี้ปุ๊บ ก็ขมวดคิ้วขึ้นมาปั๊บจากนั้นก็เดินเข้าไปใกล้ๆ แล้วหยิบมาดูทีละชิ้น ด้วยสีหน้าที่ประทับใจอย่างมาก
ร้านนี้ให้อารมณ์เหมือนเป็ร้านขายของโบราณที่ดีที่สุดแต่ว่าหินหยกพวกนี้...จะปลอมกว่านี้ได้อีกไหม!
ไม่มีของแท้เลยแม้แต่ชิ้นเดียว!
แล้วมันจะไปต่างอะไรกับแผงที่ขายอยู่ด้านนอกล่ะ แถมยังขายแพงกว่าข้างนอกเป็สิบเท่าอีก!
ฉินลู่วางหินหยกในมือกลับไปที่เดิม แล้วส่ายหัวไปมา
ของพวกนี้เป็ของก๊อประดับพรีเมียมคนนอกวงการหรือแม้แต่คนในวงการที่ไม่ได้ดูดีๆ ก็อาจโดนแกงได้แถมที่ข้างหินหยกหรือเครื่องหยกแต่ละชิ้นยังมีหนังสือรับรองวางอยู่ด้วยดูน่าเชื่อถือไม่น้อยคงเอาไว้หลอกเอาเงินจากพวกคนรวยที่ไม่รู้เื่รู้ราวนั่นแหละ
“เป็ยังไงบ้างครับ ถูกใจชิ้นไหนไหม”พนักงานหนุ่มมองฉินลู่พลางยิ้มเย้ย “เห็นป้ายราคาแล้วซื้อไม่ไหวล่ะสิ”
ฉินลู่เงยหน้าขึ้นมาแล้วตอบว่า “ราคาแพงไม่ใช่ปัญหาแต่ของเก๊แบบนี้ฉันไม่อยากได้หรอก”
พนักงานหนุ่มสีหน้าเปลี่ยนทันที เอามือชี้ไปที่ฉินลู่แล้วพูดว่า“พูดบ้าอะไร พอซื้อไม่ไหวก็มาหาว่าเป็ของเก๊เหรอ ไม่มีเงินก็ไม่ต้องมาดูสิ! ปากเสียนัก เดี๋ยวได้เจ็บตัวหรอก”
ฉินลู่หรี่ตาลง และส่งสายตาพิฆาตออกมา
[1]เปี่ยนเชวี่ย คือ หมอสมัยชุนชิวจ้านกั่ว ผู้นำด้านการแพทย์ในสมัยนั้นถูกยกย่องว่าเป็หมอเทวดา