ตอนที่ 6 — เสียงสะท้อนแห่งปีติ
ฉาก: ห้องทำงานในออฟฟิศของอาเจียง — เวลาบ่ายสองโมงตรง
บรรยากาศในห้องประชุมเต็มไปด้วยความตึงเครียด แอร์เย็นฉ่ำกลับไม่ได้ช่วยให้อุณหภูมิในใจของผู้คนลดลง หัวหน้าแผนกหน้าตาบึ้งตึง กำลังตบโต๊ะและพูดจาใช้อารมณ์ข่มลูกน้องในทีมเื่รายงานที่ล่าช้า
หัวหน้า:
"ทำไมงานแค่นี้ถึงทำไม่ได้เื่กันสักคน! เจียง! สรุปงานส่วนของคุณทำไมมันถึงได้ดูไม่มีประสิทธิภาพแบบนี้ ฮึ?"
เป็อีกครั้งที่คำพูดแรงๆ ลอยมากระทบหู แต่ในวินาทีนั้น อาเจียงกลับไม่รู้สึกตึงแน่นที่อกเหมือนแต่ก่อน คำสอนของพ่อและแม่ลอยเข้ามาในความคิด *'นั่นคือขยะของเขา เขาอยากแบกไฟก็เื่ของเขา เราไม่ต้องเอาไฟมาเผามือตัวเอง'*
อาเจียงหลับตาลงเสี้ยววินาที ถอยจิตออกมาจากคำพูดร้ายๆ พักใจให้สงบในความว่างเปล่าชั่วขณะ สูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วลืมตาขึ้นด้วยแววตาที่สงบ มั่นคง และเปี่ยมด้วยปัญญา
อาเจียง:
(ตอบกลับด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล แต่หนักแน่นและไร้ความโกรธ)
"ขอบคุณสำหรับคำแนะนำครับหัวหน้า ส่วนที่ยังล่าช้าเพราะข้อมูลระบบฝั่งลูกค้ายังไม่ส่งมาครับ แต่ผมเตรียมแผนสำรอง A และ B ไว้เรียบร้อยแล้ว ถ้าหัวหน้าเห็นชอบ ผมจะดำเนินการตามแผน B ทันทีเพื่อให้งานเดินต่อได้ครับ"
หัวหน้าชะงักกึก... สายตาที่เคยกร้าวร้าวสับสนไปชั่วขณะเมื่อเจอความนิ่งสงบและปัญญาของอาเจียงสลายไฟโกรธลง บรรยากาศอันอึดอัดในห้องประชุมค่อยๆ ผ่อนคลายลงทันตา เพื่อนร่วมงานข้างๆ แอบถอนหายใจด้วยความโปร่งเบา และมองอาเจียงด้วยความรู้สึกทึ่งและปลอดภัย
--------------------------------------------------
ฉาก: ห้องพระและห้องโถง บ้านของเฉิน — เวลาสองทุ่มครึ่ง
แสงไฟ warm light สีอบอุ่นส่องสว่างทั่วบ้าน เฉินนั่งหลับตาภาวนาอยู่ในห้องพระ จิตของเขาเงียบสงบดุจผิวน้ำที่ไร้ระลอกคลื่น
เสียงหัวเราะเบาๆ และบทสนทนาอันเบาจดจื่นดังมาจากห้องโถงด้านนอก อาเจียงกลับมาจากทำงานด้วยสีหน้ายิ้มแย้มสดใส กำลังนั่งเล่าเื่ในออฟฟิศให้กิมหลวนฟังด้วยความภาคภูมิใจ
อาเจียง:
"แม่รู้ไหม วันนี้พอผมไม่รับขยะของหัวหน้า แล้วใช้ปัญญาตอบกลับไปตามที่พ่อสอน นอกจากผมจะไม่โกรธแล้ว บรรยากาศในออฟฟิศดีขึ้นมากเลยครับ เพื่อนในทีมเดินมาขอบคุณผมกันใหญ่ บอกว่าอยู่ใกล้ผมแล้วรู้สึกปลอดภัย รู้สึกเย็นใจขึ้นมากเลยครับแม่!"
กิมหลวน:
(ยิ้มกว้าง แววตาเปี่ยมความสุข)
"ดีแล้วลูก... เห็นไหม พอใจเราไม่แบกไฟ เราก็เป็ที่พึ่งให้คนอื่นได้ วันนี้แม่ไปตลาด แม่ก็ลองใช้ความสงบฟังเจ๊เหมยพูด พูดดีๆ ตอบเขาไป กลายเป็ว่าเจ๊เหมยเกรงใจแม่จนยอมลดราคาผักให้อีกต่างหาก!"
กระแสความสุข ความสงบ และความปลื้มปิติจากสองแม่ลูกในห้องโถง แผ่ซ่านเข้ามาถึงในห้องพระ... มันเป็ "คลื่นสะท้อนบวก" ที่เกิดจากการที่เฉินส่งต่อสติและความสงบให้คนใกล้ตัว แล้วพวกเขานำไปสร้างคลื่นความสุขส่งต่อให้สังคมรอบข้าง ก่อนจะสะท้อนกลับมาสู่บ้านหลังนี้อีกครั้ง
เฉินที่นั่งอยู่ในสมาธิ รับรู้ได้ถึงกระแสคลื่นแห่งกุศลและปีติอันบริสุทธิ์นั้นได้อย่างชัดเจน
จิตของเฉินเกิด **"สภาวะปีติในธรรม"** อันนุ่มนวล หล่อเลี้ยงให้สมาธิจิตของเขายิ่งลึกล้ำ กระจกเงาในใจที่เคยสะอาดอยู่แล้ว ยิ่งใสกระจ่างบริสุทธิ์ขึ้นไปอีกระดับ แสงแห่งปัญญาและอภิญญาการหยั่งรู้ในจิตขยายกว้างออกไปโดยไม่มีขอบเขต
เฉินลืมตาขึ้นช้าๆ ริมฝีปากปรากฏรอยยิ้มบางๆ เปี่ยมด้วยความเมตตาอันลึกซึ้ง
เฉิน:
(คิดในใจอย่างสงบ)
*(เมื่อต้นไม้แห่งสติหยั่งรากลึกในใจคนหนึ่งคน... เมล็ดพันธุ์แห่งความสงบเย็น ก็พร้อมจะปลิวไปงอกงามในใจของผู้คนอีกนับไม่ถ้วนอย่างไม่มีที่สิ้นสุด)*
เฉินก้าวออกจากห้องพระ เดินตรงไปหาครอบครัวที่กำลังหัวเราะอย่างมีความสุข คลื่นพลังงานบวกอันยิ่งใหญ่... กำลังหมุนเวียนโอบล้อมบ้านหลังนี้ไว้ด้วยความสงบเย็นอันแท้จริง