รวิสากำลังจะเอ่ยปากถามเกี่ยวกับตัวตนของชายหนุ่มที่เธอเพิ่งรู้จักได้ไม่นานนักและนึกสังหรณ์ใจว่าเขาคือคนที่เธอเองอยากจะเจอตัวมานานแล้วคนที่เธอได้รู้จักจากการบอกเล่าของคุณขจรและคุณพราวพรรณ คุณพ่อคุณแม่ของเธอแต่เธอไม่เคยมีโอกาสได้เจอตัวจริงสักที
ั้แ่สมัยที่เธอไปเรียนต่อต่างประเทศเวลาที่โทรศัพท์คุยกันกับพ่อแม่พวกท่านมักจะเอ่ยถึงนายภาคิน วงศ์บริรักษ์หรือนายภาคบ่อยๆและเขาเป็คนที่เธอคิดว่า น่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการตายของท่านทั้งสองแต่ยังไม่ทันที่เธอจะเอ่ยปากถาม เธอก็ได้รับคำตอบนั้นอย่างชัดเจนแล้ว
“ขอเชิญคุณภาคินวงศ์บริรักษ์ขึ้นมากล่าวเปิดงานบนเวทีด้วยค่ะ” พอพิธีกรพูดจบรวิสาก็รู้สึกแขนขาชาขึ้นมาทันทีเธอรู้สึกราวกับถูกน้ำเย็นราดรดลงมาที่ตัวเธอั้แ่หัวจรดปลายเท้าเธอหยุดยืนอยู่กับที่และมองตรงไปสบตาชายหนุ่มซึ่งตอนนี้ได้ก้าวขึ้นไปยืนอยู่บนเวทีเรียบร้อยแล้วภาคินมองตรงมาที่เธอชั่วขณะก่อนที่จะเริ่มกล่าวเปิดงานอย่างเป็ทางการและปล่อยให้พิธีกรดำเนินงานต่อไปภาคินลงมาจากเวทีและหวังจะได้พบรวิสาตรงตำแหน่งที่เธอยืนอยู่ก่อนหน้านี้แต่เขากลับพบแต่ความว่างเปล่า
“สาเป็อะไรรึเปล่า”ไมค์ทักเมื่อเห็นรวิสาเดินเลี่ยงออกมาจากงานและเงียบไป
“ไมค์รู้ั้แ่แรกใช่ไหมว่านายภาคินที่สารู้จักเป็ใคร ทำไมไมค์ไม่บอกสาให้เร็วกว่านี้”
“ไมค์ขอโทษ จริงๆไมค์ตั้งใจจะบอกสาแล้ว แต่ไมค์คิดว่าถ้าสารู้ความจริงก่อนหน้านี้สาอาจจะทำอะไรไปในระหว่างที่ไมค์ไม่อยู่และไม่มีเวลาได้คุยกับสาให้รู้เื่ก่อนก็ได้”
“โอเค เข้าใจแล้วไมค์ไม่ต้องห่วงหรอกนะว่าสาจะทำอะไรบ้าๆ ออกไปให้เสียแผนคนคนนี้เป็เป้าหมายเดียวที่สาจะพลาดไม่ได้สาจะทำทุกอย่างเพื่อเผยธาตุแท้ของเขาให้ได้ เรากลับเข้าไปในงานกันดีกว่าสาพร้อมจะเผชิญหน้ากับความจริงแล้ว” รวิสาพูดจบก็เดินนำไมค์กลับเข้าไปในงานอย่างหมายมาดเธอจะต้องทำความรู้จักกับนายภาคินให้ดีกว่านี้ก็นับว่าไมค์ตัดสินใจถูกที่ไม่บอกเธอก่อนหน้านี้ เพราะเธออาจจะทำอะไรบ้าๆหรือเผลอพูดอะไรออกไปโดยทำให้เสียโอกาสสืบหาความจริงเกี่ยวกับการตายของพ่อแม่เธอก็ได้
“สา นายภาคินเดินมานู่นแล้ว”ไมค์สะกิด เมื่อเห็นภาคินกำลังเดินตรงเข้ามาที่พวกเขาทั้งสอง
“คุณสา”ภาคินทักแต่ยังไม่ทันได้พูดอะไรต่อรวิสาก็ตอบกลับมาซะก่อน
“ยินดีที่ได้รู้จักนะคะคุณภาคินวงศ์บริรักษ์ ฉันนี่โง่จริงๆ เลยมีตาแต่ไม่มีแวว ดันเสียมารยาทรบกวนคนระดับคุณภาคินวงศ์บริรักษ์มาขับรถให้ซะหลายครั้งเลย ต้องขอโทษด้วยจริงๆ นะคะถ้าฉันรู้ว่าคุณเป็ใครก่อนหน้านี้ฉันคงไม่กล้ารบกวนหรอกค่ะ”รวิสาพูดโต้ตอบชายหนุ่ม ในขณะที่ไมค์ถูกดึงตัวไปทำธุระอีกด้านนึงเป็โอกาสให้ทั้งสองได้พูดคุยกันตามลำพัง
“คุณสาคุณเป็อะไรไปครับผมก็แค่นายภาคคนเดิมที่คุณรู้จักทำไมต้องพูดจาเป็ทางการกันขนาดนี้ด้วย”
“คนเดิมหรือคะฉันว่าฉันไม่เคยมีโอกาสได้รู้จักตัวตนคุณจริงๆ ด้วยซ้ำแม้กระทั่งตอนที่ฉันเล่าให้คุณฟังว่าจะมาร่วมงานนี้ในฐานะนักข่าว”
“ผมขอโทษผมแค่อยากทำให้คุณประหลาดใจเท่านั้นเองนะครับผมไม่ได้คิดจะหลอกลวงหรือเจตนาจะแกล้งคุณเลยนะ ขอโทษจริงๆถ้าเื่นี้ทำให้คุณโกรธผมขนาดนี้”
“ฉันว่าคุณคงเข้าใจผิดแล้วละคะฉันไม่มีสิทธิ์อะไรจะไปโกรธคุณด้วยซ้ำ ทำไมคุณถึงคิดอย่างนั้นละคะ”
“คุณสา ผมไม่”ภาคินยังพูดไม่ทันจบประโยค ก็มีหญิงสาวคนหนึ่งเดินเข้ามาแทรกซะก่อน
“คุณภาคขามาทำอะไรอยู่ตรงนี้คะ เมย์เดินหาคุณซะทั่วไปหมด ปวดขาจะแย่แล้ว” เมธาวีนางแบบกิตติมศักดิ์ ซึ่งได้รับเชิญมาเดินแบบโชว์เครื่องเพชรในวันนี้เข้ามาเกาะเกี่ยวแขนชายหนุ่มแสดงตัวเป็เ้าของทันที เธอตั้งใจจะเข้ามาจัดการหญิงสาวที่ยืนคุยกับชายหนุ่มอยู่นานแล้วแต่กลับต้องชะงักไปเมื่อหันมาเห็นหน้ารวิสาชัดๆ
“ยัยสานี่ต๊ายเธอหายไปอยู่ไหนมายะเนี่ยั้แ่พ่อแม่เธอตายไปฉันก็ไม่ได้ข่าวคราวเธออีกเลยนะ อ้อมีก็แต่คุณป้าจิตรีที่เคยบอกว่าเธอหลบไปทำงานอยู่ที่กรุงเทพฯ เพราะทำใจอยู่บ้านที่มีคนถูกฆ่าตายไม่ได้อย่างว่าแหละเป็ฉันก็ไม่เอาเหมือนกันน่ากลัวจะตายไป” เมธาวีซึ่งจริงๆแล้วก็คือหลานสาวของคุณจิตรีเพื่อนสนิทของครอบครัวรวิสาเธอเองก็เป็เพื่อนสมัยเรียนของรวิสาั้แ่ชั้นประถมมาแยกย้ายกันก็ตอนที่เมธาวีขอครอบครัวไปเรียนต่อต่างประเทศหลังเรียนจบชั้นมัธยมปลายในขณะที่ครอบครัวของเธอย้ายกลับไปอยู่ที่กรุงเทพฯเพื่อให้เธอไปศึกษาต่อยังมหาวิทยาลัยชื่อดังแห่งหนึ่งของรัฐบาลที่ที่พ่อกับแม่ของเธอได้พบเจอและรักกันในที่สุด
“เมธาวีสาอย่าบอกนะว่ายัยนี่เป็เพื่อนสมัยเรียนของเธอนะ ไม่บอกไม่รู้นะว่าสนิทกันมาก่อน”ไมค์กลับเข้ามาร่วมวงสนทนาพอดีหลังจากคุยธุระเสร็จ
“นี่นายพูดแบบนี้หมายความว่ายังไงยะ ฉันกับยัยสาเคยสนิทกันมากนะฉันเองยังเคยไปวิ่งเล่นอยู่ที่บ้านเขาบ่อยๆ”
“อ้าวเหรอครับก็ใครจะไปรู้ละครับว่าคนที่สนิทกันขนาดเรียกได้ว่าเพื่อนจะพูดเื่ไม่ควรพูดในเวลาแบบนี้”ไมค์สวนเพราะได้ยินทุกอย่างที่เมธาวีพูดมาก่อนหน้านี้ทั้งหมด
“เื่อะไรไม่ควรพูดยะฉันไม่เห็นว่าตัวเองจะพูดอะไรผิดซะหน่อย”
“แหมสมองดีแบบนี้นี่เองถึงพูดไม่คิด ก็ที่คุณ..” ไมค์พูดไม่ทันจบก็โดนรวิสาเบรกไว้ซะก่อนเพราะรู้ดีว่าเพื่อนเธอคนนี้ หน้าตาอะไรก็ดีหมดรวมทั้งฝีปากด้วย
“สาว่าพอเถอะไมค์คนมองใหญ่แล้ว อีกอย่างสาเริ่มจะคอแห้งแล้วละ หาอะไรดื่มกันสักหน่อยดีกว่า”พูดจบรวิสาก็ลากตัวไมค์ออกมาทันทีโดยไม่สนใจสายตาของภาคินที่มองตามมาติดๆ
“สาเป็อะไรรึเปล่าโทษทีนะที่ไมค์ปล่อยให้สาต้องคุยกับนายภาคินแล้วก็ยัยนั่นคนเดียวน่ะ”
“ไม่เป็ไรหรอกน่าเื่เล็กไมค์ นี่มันแค่เริ่มต้น ถ้าสาเก็บอาการไม่ได้งานเราล้มไม่เป็ท่าแน่”
“โอเคว่าแต่สาคิดจะทำยังไงต่อไปละเนี่ย”
“สาอยากรู้จักนายภาคินนั่นให้มากกว่านี้สาจะได้มีโอกาสสืบหาความจริงได้ง่ายขึ้น” รวิสาพูดอย่างหมายมาด
“สาคิดจะทำอะไรกันแน่ปรึกษากันก่อนนะสา อย่าคิดทำอะไรแปลกๆ ต้องให้ไมค์อนุมัติก่อนตกลงไหม”
“นี่ไมค์สารู้นะว่าไมค์เป็ห่วงสา สาจะระวังตัวไม่ต้องห่วงหรอกอีกอย่างดูจากท่าทางของนายนั่น เขาคงไม่รู้ว่าสาเป็ใครและคิดจะทำอะไรแน่ๆถึงจะรู้เื่ของสาจากยัยเมย์ ก็ไม่น่าจะมีผลอะไร”
“อย่าประมาทนะสาถ้าเขาเป็คนที่เราคิดจริงๆ แสดงว่าเขาฉลาดและอันตรายมากเลยละ”
“เอาเป็ว่าสาจะระวังตัวก็แล้วกันตอนนี้เราไปหาอะไรดื่มกันเถอะ สา้าน้ำอย่างด่วน”พูดจบรวิสาก็หันไปคว้าค็อกเทลสีสวยในถาดที่บริกรเดินมาเสิร์ฟพอดีส่วนไมค์ก็หยิบแชมเปญมาด้วยเช่นกัน
“ท่าทางคุณสาจะชอบสีโทนนี้นะครับ”ภาคินผละออกมาจากการเกาะกุมของเมธาวีได้ในที่สุดเมื่อเธอต้องไปเตรียมตัวเดินโชว์เครื่องประดับต่อจากการแสดงในชุดที่สอง
รวิสาไม่โต้ตอบกลับคนตรงหน้าได้แต่เอียงคอเล็กน้อยมองตรงไปที่ชายหนุ่มพร้อมส่งสายตาเป็เชิงตั้งคำถาม
“ก็สีโทนฟ้าน้ำเงินนี่ไงละครับ ทั้งชุดที่คุณสวมมาในงานคืนนี้แล้วก็เครื่องดื่มที่คุณเลือกเป็สีโทนเดียวกันหมด” ภาคินอธิบาย
“คุณภาคินนี่เดาใจคนเก่งจังนะคะแต่เสียใจด้วยนะคะที่คุณเดาผิด ดิฉันไม่ได้ชอบสีโทนนี้อันดับแรกชุดนี้ไมค์เป็คนเลือกมาให้ฉันส่วนค็อกเทลนี่ก็แค่เื่บังเอิญเท่านั้นเองค่ะ” รวิสาพูดปดเพราะรู้สึกไม่สบอารมณ์เมื่อภาคินทำตัวราวกับว่าอ่านใจเธอได้และรู้จักเธอดีงั้นละ
“ผมว่าไม่น่าจะผิดนะครับเพราะวันที่ผมอยู่กับคุณกลางทะเลวันนั้น ชุดว่ายน้ำของคุณก็เป็สีโทนนี้เหมือนกันสีฟ้าครามสดใสมากจนผมไม่มีวันลืมเลยละครับ”ภาคินพูดให้รวิสานึกถึงวันแรกที่พวกเขาได้เจอกันมันเป็อุบัติเหตุที่เธอไม่มีวันลืม เพราะั้แ่เกิดมายังไม่เคยมีผู้ชายคนไหนได้ใกล้ชิดกับเธอแบบนั้นมาก่อนชุดว่ายน้ำแบบบิกินี่ที่เธอสวมใส่อวดรูปร่างของเธอได้อย่างชัดเจนทั้งตัวเธอเองก็แนบชิดไปกับร่างกำยำของคนตรงหน้าที่มีเพียงกางเกงว่ายน้ำติดกายเท่านั้นคิดแล้วมันก็น่าอายนักไม่รู้ว่าเขาเจตนาจะมาพูดให้เธอนึกถึงอีกทำไม ท่าทางนายภาคินนี่จะเป็คนชอบเอาชนะจริงๆคนแบบนี้ไม่น่าไว้วางใจเลยสักนิดไม่รู้ทำไมเธอถึงยอมไปไหนมาไหนกับเขามาได้ตั้งหลายวันแต่ยังไงซะมันก็เป็ข้อดีอย่างหนึ่งเพราะการที่เธอได้รู้จักภาคินมาก่อนที่จะรู้ตัวตนที่แท้จริงของเขาสร้างความผูกพันให้เธอมีโอกาสได้ต่อยอดต่อไปในการสืบค้นหาความจริงเกี่ยวกับการตายของคนในครอบครัวเธอว่าแต่ตอนนี้เธอขอถอยไปตั้งหลักก่อนดีกว่าแล้วค่อยมาหาวิธีสืบหาข้อมูลของนายคนนี้ต่อไป
“เอาเถอะค่ะฉันี้เีจะเถียงกับคุณแล้วขอตัวดีกว่า” รวิสาทำท่าจะผละออกไปเมื่อสังเกตได้ว่าไมค์ถอยออกไปคอยเฝ้าสังเกตการณ์อยู่ไม่ไกลนักอย่างรู้หน้าที่
“เดี๋ยวสิครับคุณสาทำไมคุณต้องเอาแต่หนีผมเรื่อยเลย ขอโทษนะครับไม่ทราบว่าผมทำอะไรให้คุณโกรธรึเปล่าหรือคุณไม่พอใจที่ผมไม่ยอมบอกคุณั้แ่แรกว่าผมเป็ใคร”ภาคินรู้สึกไม่สบายใจเลยเมื่อรวิสามีท่าทีเปลี่ยนไปหลังจากที่เธอรู้ว่าจริงๆแล้วเขาคือใคร
“ไม่หรอกค่ะใครจะไปกล้าโกรธเ้าของงานละคะ ฉันแค่ไม่ค่อยชอบงานแบบนี้สักเท่าไหร่ขอตัวไปสูดอากาศข้างนอกสักหน่อย ขอตัวนะคะ” รวิสาทำท่าจะผละออกไปอีกครั้งแต่คราวนี้ถูกภาคินคว้ามือเธอไว้แล้วจูงเธอออกไปด้วยกันรวิสาใและพยายามมองหาไมค์เพื่อหาทางหนีทีไล่แต่ไมค์กลับถูกดึงตัวไว้กับกลุ่มนางแบบซึ่งหนึ่งในนั้นเป็คู่ควงที่เขาไปไหนมาไหนด้วยบ่อยๆ ในระยะหลังนี้
“นี่คุณภาคินปล่อยฉันนะคะคุณทำแบบนี้ไม่ได้นะคุณภาคิน” รวิสาพยายามดึงมือตัวเองออกจากการเกาะกุมของมือใหญ่แต่ดูเหมือนจะไม่ได้ผลเพราะภาคินไม่สนใจสิ่งที่เธอพูดเลยสักนิดทั้งยังจับจูงมือเธอไว้แน่นพร้อมกับพาเธอเดินตามไปเรื่อยๆจนกระทั่งมาหยุดยืนอยู่บริเวณริมระเบียง ซึ่งค่อนข้างจะเป็ส่วนตัวมุมนึงแต่เขาก็ยังไม่ยอมปล่อยมือเธออยู่ดี
“คุณภาคินคุณปล่อยมือฉันได้แล้วนะ” รวิสาพูดพร้อมกับพยายามดึงมือตัวเองให้หลุดจากการเกาะกุมของชายหนุ่มตรงหน้า
“ผมไม่ปล่อยจนกว่าคุณจะรับปากว่าจะไม่เดินหนีผมไปก่อนที่เราจะคุยกันให้รู้เื่”ภาคินยื่นคำขาดและกุมมือเธอแน่นขึ้นไปอีก
“เื่อะไรกันฉันว่าฉันไม่มีเื่อะไรต้องคุยกับคุณนะคะ คุณภาคิน” รวิสาสะบัดมือออกจากการเกาะกุมอีกครั้งและครั้งนี้ก็สำเร็จเธอเตรียมจะเดินหนีไปทันทีแต่ภาคินรู้ทันดักทางเธอไว้ก่อนและกั้นเธอไว้ด้วยแขนทั้งสองข้างบังคับให้เธอเดินไปทางผนังด้านนึงกักตัวเธอไว้ไม่ให้หลบไปไหนได้
“คุณภาคินนี่คุณลืมไปรึเปล่าคะว่าคุณกำลังทำอะไรอยู่ ข้างในนั้นมันงานเปิดตัวเครื่องเพชรของคุณนะแล้วเ้าของงานหายตัวมาแบบนี้มันคงไม่เหมาะนะคะ”รวิสาเตือนเพื่อจะหาทางเลี่ยงผู้ชายตรงหน้าที่เธอยังไม่พร้อมจะเผชิญหน้าด้วยสักเท่าไหร่ถ้าภาคินจะเป็แค่นายภาคที่เธอเคยรู้จักก่อนหน้านี้เธอก็คงจะไม่รู้สึกแปลกๆและคอยหลบเลี่ยงเขาแบบนี้หรอกนะ
“ผมไม่ได้ลืมหรอกนะครับแต่ถ้าจะกลับเข้าไปเราต้องไปด้วยกันแล้วก็ต้องคุยกันให้รู้เื่ก่อน”ภาคินย้ำด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“โอเคๆมีอะไรก็ว่ามาเลย” รวิสาเงยหน้าขึ้นสบตาชายหนุ่มตรงหน้าโดยไม่คิดจะหลบเลี่ยงอีก
“คุณหลบหน้าผมทำไม”ภาคินเข้าประเด็นทันที
“ฉันไม่ได้คิด..”รวิสาจะพูดเลี่ยงไปอีก แต่ภาคินเริ่มส่งสายตาดุมาให้
“โอเคฉันโกรธที่คุณไม่ยอมบอกความจริงกับฉันทั้งๆ ที่รู้ว่าฉันจะต้องมางานนี้แน่ๆคุณทำเป็ไม่รู้เื่อะไรเลย ไม่บอกอะไร แล้วอยู่ๆ ก็มายืนตรงหน้าแนะนำตัวว่าคุณเป็ใครอีกคน ที่ฉันไม่เคยรู้จักมาก่อนได้อย่างหน้าตาเฉยฉันเลยรู้สึกหงุดหงิดมากแล้วก็ไม่อยากจะเห็นหน้าคุณอีก”
“ผมขอโทษจะให้ผมขอโทษคุณกี่ครั้งผมก็ยอม ผมผิดเองผมยอมรับว่าผมแค่อยากทำให้คุณประหลาดใจเท่านั้นเองไม่คิดว่าคุณจะโกรธผมมากขนาดนี้”ภาคินกล่าวขอโทษพร้อมกับส่งสายตาสำนึกผิดมาให้หญิงสาวตรงหน้า
“พอเถอะค่ะคุณภาคินคุณไม่ต้องทำขนาดนี้ก็ได้ เราเองก็เพิ่งรู้จักกันไม่นานไม่ใช่เื่แปลกถ้าคุณจะไม่รู้จักฉันดีพอที่จะรู้ว่าฉันเกลียดหรือไม่ชอบอะไรคุณถึงได้แกล้งฉันแบบนี้”
“ผมไม่ได้ตั้งใจจะแกล้งคุณนะคุณสาผมแค่อยากทำให้คุณประหลาดใจเท่านั้นเอง เอาล่ะ เอาเป็ว่าต่อไปนี้ผมจะไม่ปิดบังอะไรคุณอีกแต่คุณต้องเข้าไปในงานกับผมก่อน ตกลงไหมครับ” ภาคินส่งสายตาเว้าวอนอีกครั้งจนรวิสาอ่อนใจเพราะคนตรงหน้าคงไม่ยอมปล่อยเธอไปง่ายๆ แน่ถ้าเธอไม่ตอบตกลง
“ตกลงค่ะฉันจะกลับเข้าไปในงานกับคุณ ปล่อยฉันได้แล้ว” รวิสาส่งสายตาไปยังมือทั้งสองข้างของชายหนุ่มที่เกาะยึดไหล่เธอไว้ทั้งสองข้างพอรวิสายอมตกลงโดยดีภาคินจึงยอมปล่อยตัวเธอและทำท่าเชื้อเชิญเธอให้เดินเข้างานไปด้วยกันพอทั้งสองคนเข้ามาในงานก็ถึงโชว์เครื่องเพชรชุดสุดท้ายพอดีเครื่องเพชรสีน้ำเงินล้ำค่าเปล่งประกายงดงามอยู่บนเวที มันดึงดูดสายตาทุกคู่ให้หยุดนิ่งมองอย่างตกตะลึงในความสวยงามของเพชรแท้ที่ฉายแสงได้อย่างเจิดจรัสแม้กับรวิสาซึ่งไม่ค่อยจะสนใจพวกเครื่องประดับแบบนี้เท่าไหร่ก็ยังต้องหยุดมองด้วยความทึ่งกับความงดงามของมัน
“สวยใช่ไหมล่ะครับเครื่องเพชรชุดแรกและชุดสุดท้ายนี้เป็ของคุณนะครับ” ภาคินบอกคนข้างๆที่ทำท่าไม่แน่ใจกับสิ่งที่เธอได้ยินว่ามันคืออะไรแต่ยังไม่ทันที่เธอจะถามเขาให้เข้าใจภาคินก็เดินขึ้นเวทีไปซะก่อน
“สวัสดีอีกครั้งนะครับทุกท่านตอนนี้ก็ได้เวลาที่ผมจะเปิดตัวเครื่องเพชรชุดใหม่อย่างเป็ทางการแล้วนะครับเครื่องเพชรสีน้ำเงินเข้มไฮไลท์ของงานในค่ำคืนนี้มีชื่อว่า Tear of Andamanหรือหยดน้ำตาแห่งท้องทะเลเป็เครื่องเพชรที่ผมออกแบบขึ้นมาโดยอาศัยคำแนะนำจากผู้ใหญ่ท่านหนึ่งที่ผมเคารพนับถือเครื่องเพชรต้นแบบชุดนี้เป็ชุดแรกและชุดเดียวที่จะไม่ถูกนำออกจำหน่ายเพราะมันถูกทำขึ้นมาเพื่อมอบให้กับตัวแทนของบุคคลที่ผมรักและนับถือมากที่สุดนั่นก็คือลูกสาวคนเดียวของหุ้นส่วนคนสำคัญของผมซึ่งท่านได้ลาจากโลกนี้ไปแล้วแต่ผมยังคงรำลึกถึงท่านเสมอ ผมขอเชิญคุณรวิสา วรรณศิลป์ขึ้นมาบนเวทีด้วยครับ
“สา นายภาคินเรียกเธอนะขึ้นไปสิ” ไมค์เตือนเมื่อเห็นว่ารวิสายังคงยืนนิ่ง เพราะเธอคาดไม่ถึงพอๆกับไมค์ว่าภาคิน จะรู้จักเธอดี และดูเหมือนจะดีมากทีเดียวเธอรู้สึกตัวอีกครั้งก็ต่อเมื่อภาคินเดินลงจากเวทีมายืนอยู่ตรงหน้าและจับจูงมือเธอให้ขึ้นไปบนเวทีด้วยกัน
“คุณภาคินนี่คุณคิดจะทำอะไรกันแน่ แล้วคุณรู้ได้ยังไงว่าฉันเป็ใคร” รวิสาถามคนข้างกายเบาๆขณะกำลังเดินไปสู่เวทีซึ่งมีนางแบบสวมเครื่องประดับเพชรน้ำงามยืนรออยู่
“ถึงแม้คุณจะไม่ได้สนใจผมและก็ไม่รู้ว่าจริงๆแล้วผมเป็ใครทำอะไร แต่สำหรับผมแล้วคุณไม่ใช่คนแปลกหน้าเลยนะครับผมรู้จักคุณผ่านทางคุณพ่อคุณแม่คุณก่อนที่ท่านจะเสียชีวิต ผมขอแสดงความเสียใจด้วยอีกครั้งนะครับตอนงานศพของท่านทั้งสองผมมีธุระด่วนต้องไปทำงานที่ต่างประเทศเลยไม่ได้ไปร่วมงานและมีโอกาสเจอคุณั้แ่ครั้งนั้น”ภาคินอธิบายเมื่อเห็นว่าหญิงสาวมีท่าทางสงสัย
“นี่คุณสนิทกับพ่อแม่ฉันขนาดที่ท่านเล่าเื่ฉันให้ฟังที่สำคัญท่านคงให้คุณดูรูปฉันด้วยละสิ คุณถึงรู้จักฉันดีขนาดนี้คุณนี่มันร้ายกว่าที่ฉันคิดไว้เยอะเลยนะ ทั้งๆที่รู้จักฉันดีอยู่แล้วยังไม่ปริปากบอกกันสักคำว่าตัวเองเป็ใคร”รวิสารู้สึกโมโหขึ้นกว่าเดิมซะอีกเพราะดูเหมือนว่าศัตรูของเธอจะรู้จักเธอดีในขณะที่เธอไม่ค่อยจะรู้เื่อะไรเกี่ยวกับเขาเลยเอาละยังไงเื่มันก็มาในรูปแบบนี้แล้วเธอจะฉวยโอกาสนี้ตีสนิทกับเขาและสืบเื่ของพ่อแม่เธอให้รู้ความจริงให้ได้
“ผมขอโทษแต่ยังไงผมก็ตั้งใจจะบอกเื่ทั้งหมดให้คุณรู้ในวันนี้อยู่แล้วนะครับเลิกโกรธผมได้แล้ว”
“ฉันบอกแล้วไงว่าฉันไม่ได้โกรธ”
“โอเค ถ้าไม่ได้โกรธก็ช่วยทำตามที่ผมขอร้องหน่อยนะครับเชิญ”ภาคินหลีกทางให้หญิงสาวก้าวนำขึ้นไปบนเวทีก่อนที่เขาเองจะก้าวตามขึ้นไปและรับไมค์มาจากพิธีกรซึ่งยืนรออยู่ก่อนแล้ว