นิกายบุปผาหยก
“ไม่ว่าอย่างไรข้าก็จำเจ้าได้ เว่ยเทียน.....แววตาของเจ้าไม่เคยเปลี่ยน”
คืนที่พระจันทร์เต็มดวง บนศาลาริมสระบัวภายในนิกายที่ซึ่งมีเพียงอิสตรีอาศัยอยู่ ปรากฏร่างอ้อนแอ่นนั่งลูบไล้สัมผัสหน้ากากที่เป็นดั่งความหลัง ในอดีตลี่ฮว๋าเคยอาศัยอยู่ที่เมืองดารากระจ่างเป็นสถานที่ซึ่งได้พบกับเด็กน้อยผู้หนึ่งที่ทำให้นางไม่มีวันลืม
‘ตอนนั้นข้ายังเด็กมาก ยืนถือพุทราเชื่อมอยู่ริมฝั่งถนนที่พลุกพล่านไปด้วยผู้คน ข้าถูกชนล้มลงจนพุทราเชื่อมตกลงไปกับพื้น ข้ายืนร้องไห้ฟูมฟายและเจ้าก็ปรากฏตัวเข้ามาช่วยพยุงข้าขึ้น แถมยังแบ่งพุทราเชื่อมให้ข้ากินด้วย’ลี่ฮว๋ายังคงจดจำเรื่องราวในอดีตได้เป็นอย่างดีถึงเด็กน้อยผู้เป็นดั่งรักแรกของนาง ทุกวันคืนนางเฝ้ารอการได้พบเจอเขาอีกครั้ง แม้เวลาได้ล่วงเลยผ่านไปนานถึงสิบแปดปี แต่นางยังคงยึดมั่นรอคอยการกลับมาของเด็กน้อยที่มีนามว่าเว่ยเทียน
แววตาสาวงามลี่ฮว๋าเพ่งจ้องหน้ากากบนโต๊ะหินพลางนึกถึงเรื่องราวในอดีต‘เว่ยเทียน เจ้ายังจำได้รึไม่ เจ้าพาข้าไปเดินเล่นจนท่านปู่ของเจ้ามาตามเจ้ากลับไป แต่ก่อนจาก ด้วยความที่ยังเด็ก ข้าได้บอกกับเจ้าว่าโตขึ้นจะแต่งงานกับเจ้าเพื่อตอบแทนพุทราเชื่อม เว่ยเทียน เจ้าก็ตอบตกลงจะกลับมาแต่งงานกับข้า สิบแปดปีมาแล้วคำสัญญาเจ้ายังจำได้ไหม สิ่งที่ข้ารู้เกี่ยวกับตัวเจ้า มีเพียงชื่อที่ปู่ของเจ้าเรียก เว่ยเทียน!!’
----------
นิกายนักบุญ
ณ ฐานทัพวายุเพลิง
ภายในห้องอันเงียบสงบ เหมาเว่ยนอนหลับสนิทอยู่บนเตียงโดยมีเยว่ฉานคอยดูแลอยู่ไม่ห่าง เขาที่ได้รับบาดเจ็บจากการต่อสู้และต้องสูญเสียพละกำลังเป็นจำนวนมาก จึงต้องพักผ่อนรักษาตัวเพื่อฟื้นคืนร่างกายให้สมบูรณ์ที่สุด
“อึกก.....แฮ่กก แฮ่กกก”
ทว่า จู่ๆร่างกำยำพลันเด้งพร๊วดลุกขึ้นมานั่งราวกับว่าตื่นจากฝันร้าย ใบหน้าที่เต็มไปด้วยหยาดเหงื่อเผยถึงความฉงน เกี่ยวกับภาพที่เพิ่งผ่านเข้าสู่หัวสมองในเวลานี้
‘ฝันหรอ? แต่มันเหมือนจริงมาก ในวัยเด็กเหมือนท่านปู่จะพาข้าไปเที่ยวเล่นทีใดสักแห่ง ระหว่างทางที่ไปต้องผ่านเส้นทางมืดๆ ข้ากลัวจนบีบแขนท่านปู่แรงมากตอนนั้น แล้วเหมือนกับว่าข้าจะมีหน้ากากเด็กเล่นสองชิ้น จำได้ว่าชิ้นหนึ่งเก็บไว้ที่บ้าน แล้วอีกชิ้นล่ะไปอยู่ที่ไหนกันนะ..’
“เหมาเว่ย เจ้าตื่นแล้วเหรอ?”
“ศิษย์พี่ ท่านเฝ้าข้าตลอดเลยหรือ?”เหมาเว่ยหันไปตามต้นเสียง ก็ต้องพบกับใบหน้างดงามที่เพิ่งลืมตาตื่นอยู่ข้างเตียง
“อื้ม”
‘นางคงเป็นห่วงข้ามาก มีเพียงเยว่ฉานเท่านั้นที่ยังอยู่ เห็นได้ชัดว่านางมีใจ และข้าเองก็รักนาง ต่อไปข้าต้องแข็งแกร่งให้มากยิ่งขึ้น ข้าไม่อยากเห็นน้ำตา ไม่อยากให้ใครต้องมาเป็นห่วงเรื่องของข้าอีกแล้ว’เหมาเว่ยเพ่งมองใบหน้าเยว่ฉานเล็กๆ จนสังเกตเห็นคราบน้ำตาบนสองแก้มของนาง
“ต่อไปเรียกข้าเยว่ฉาน หรือฉานเอ๋อก็ได้”
เหมาเว่ยยิ้มพลางหยักหน้า”เข้าใจแล้วฉานเอ๋อ แต่ดูเจ้าสิ ขึ้นมานี่ข้าจะ...”
ร่างเยว่ฉานถูกเหมาเว่ยพยุงขึ้นมานั่งบนขอบเตียง แล้วยังเอื้อมมือใช้นิ้วมือเช็ดคราบน้ำตาที่แห้งกังบนแก้มของสาวงามด้วยความนุ่มนวล พร้อมทั้งเอ่ยความในใจออกไปตรงๆจนใบหน้าขาวนวลแปรเปลี่ยนเป็นสีแดง
“ฉานเอ๋อ...ข้าชอบเจ้า”
นับวันความรักของหนุ่มสาวยิ่งเบ่งบานรอวันสุกงอม ด้วยความใกล้ชิดที่ทั้งสองต่างใช้ชีวิตด้วยกันในนิกายแห่งนี้ จึงทำให้ความสัมพันธ์ยิ่งเพิ่มพูนขึ้น แม้ทั้งคู่จะรู้จักกันได้ไม่นาน หากแต่ความรู้สึกภายในใจกลับมิได้เป็นเช่นนั้น
“ข้า..ก็...”เยว่ฉานลุกขึ้นพร๊วดด้วยความเขินอาย นางพยายามจะตอบกลับไปแต่ก็ทำไม่สำเร็จ ร่างบางก้าวเท้าเดินจากออกไปทั้งที่ยังไม่ได้พูดความในใจ
“เดี๋ยวฉานเอ๋ออย่าเพิ่งไป ข้าก็อะไร?”
.
.
.
ณ หอเก็บบันทึก
“ชิ..! ไม่ยุติธรรมเลย ทำไมมีแต่ข้าที่ถูกลงโทษ”เหมาเว่ยบ่นพึมพำเร่งทำความสะอาดหอเก็บบันทึกตามคำสั่ง
เพราะหลังจากที่ฟื้นตัวเขาก็ได้รับทราบบทลงโทษจากปากของจินหมิง ผู้อาวุโสที่มายุติการต่อสู้ในครั้งนั้น กล่าวทิ้งท้ายให้เหมาเว่ยที่หมดสติต้องมาทำความสะอาดหอเก็บบันทึก โดยนับเป็นการลงโทษสถานเบาจากเรื่องที่เกิดขึ้น หากแต่เรื่องที่สร้างความไม่พอใจให้แก่เขา คงเป็นเรื่องที่มีเพียงตนเท่านั้นที่ถูกลงโทษเพียงผู้เดียว
‘ช่างเถอะ บ่นไปก็ไม่มีอะไรดีขึ้น แต่ไหนๆก็มาหอเก็บบันทึก ขอศึกษาเรื่องสัตว์ปีศาจสักหน่อยแล้วกัน’
เหมาเว่ยใช้โอกาสนั้นอ่านสิ่งที่อยู่ในบันทึกมากมาย เกี่ยวกับเรื่องที่ไม่ช้าก็เร็วเขาก็ต้องมาศึกษาอยู่ดี การจะไปผจญภัยหรือไล่ล่าสัตว์ปีศาจภายนอก ข้อมูลความสามารถหรือแม้แต่ระดับความอันตรายของสิ่งมีชีวิตเหล่านี้ ย่อมถือเป็นเรื่องจำเป็นที่ไม่อาจปฏิเสธ
และหลังจากทำความสะอาดจนเสร็จ เขาได้ใช้เวลาทั้งวันไปกับการอ่านบันทึกสัตว์ปีศาจ จนทำให้ทราบถึงข้อมูลมากมายที่ถูกบันทึกไว้ ด้วยความสามารถที่ยังเป็นปริศนาก็ส่งผลให้เหมาเว่ยจำจดสิ่งที่ผ่านตาได้ทั้งหมด แม้จะมีจำนวนที่มหาศาลเพียงใดก็ตาม
‘แค่ดูผ่านๆตาก็จำได้หมด ข้านี่มันสุดยอดจริงๆ ฮ่า ฮ่า ฮ่า!!’เหมาเว่ยหลงในความสามารถของตนที่ยังเป็นปริศนา พลางนึกถึงเรื่องแปลกที่ผ่านมา ส่งผลให้เขาเริ่มคาดเดาไปต่างๆนาๆ’ทำไมตอนนั้นข้าถึงใช้วิชานั้นได้ เหมือนกับตอนนั้นเลย ที่ก่อปราณเป็นรูปธรรม และตอนนี้ก็เช่นกัน ข้ายังรู้สึกว่าใช้วิชาของเจ้านั่นได้อยู่ แต่กลับไม่อาจก่อปราณเป็นรูปธรรมได้ มันยังไงกันแน่นะ’
เรื่องที่เขาไม่เข้าใจยังมีอีกมาก แต่เรื่องความสามารถที่เกิดขึ้นทั้งหมด เหมาเว่ยเริ่มสะกิดใจมาตั้งนานแล้วว่า ต้องมาจากสิ่งที่อยู่ภายในกายและเผยตัวตนออกมาอยู่ในรูปลักษร์ดวงตาที่สามเป็นแน่แท้
‘ต้องเป็นเพราะเนตรบนหน้าผากแน่ๆ ข้าต้องรีบทราบให้ได้ว่ามันมีความสามารถใด’สายตาเหมาเว่ยมองทอดยาวออกไป พลางปิดบันทึกสุดท้ายที่เกี่ยวกับสัตว์ปีศาจทันที
“ไปล่ะ....นี่ก็ใกล้ค่ำแล้ว รีบกลับไปกินอาหารฝีมือฉานเอ๋อดีกว่า”เหมาเว่ยลุกขึ้นเดินออกไปยังด้านหน้าทางเขาหอบันทึกที่ดูธรรมดา ไม่ได้มีความพิเศษเช่นสถานที่อื่นๆ
“ผู้อาวุโส ข้าขอตัวลากลับก่อนนะครับ”
“จะกลับแล้วหรือ แต่ไว้หลังมาทำความสะอาดที่นี่อีกนะ ฮ่า ฮ่า ฮ่า!!”
“ไม่ล่ะ แค่ถูกลงโทษให้มาทำแค่ครั้งเดียว ไปก่อนละครับ”เหมาเว่ยประสานมือแสดงความเคารพและเดินจากไป
.
.
.
ณ ฐานทัพวายุเพลิง
เมื่อเหมาเว่ยเดินทางกลับมาถึง ก็ได้พบกับสมาชิกทุกคนอย่างพร้อมหน้าจัดเตรียมอาหารค่ำรอคอยเขากลับมา อาหารทุกอย่างเป็นฝีมือของเยว่ฉานที่มีจูเหยียนถงเป็นลูกมือคอยช่วยนาง และหลังจากที่ทุกคนได้ดื่มกินกันอย่างอิ่มหนำก็เริ่มสนทนาถึงสิ่งที่จะกระทำในวันรุ่งขึ้นต่อไป
“พรุ่งนี้ข้าว่าจะไปล่าสัตว์ปีศาจสักหน่อย”เหมาเว่ยเปิดประเด็นกล่าวถึงสิ่งที่ต้องการ
“ข้าจะไปกับเจ้าด้วยนะ”ริมฝีปากบางขยับเบาๆ สีหน้าเยว่ฉานยังคงเขินอายก้มหน้าลงต่ำ ไม่กล้าสบตาเหมาเว่ยตรงๆ
“ก็ไปด้วยกันหมดนั่นแหละ”จูเหยียนถงเสนอความคิด
“ใช่ๆ หากปล่อยศิษย์น้องอย่างเจ้าไปคนเดียว คงต้องไปก่อเรื่องอีกเป็นแน่”ตู้เฉวินเริ่มเป็นมิตรมากกว่าก่อนหน้านี้ หลังจากที่ได้ฟังเรื่องราวของเหมาเว่ยเข้าต่อสู้กับพวกที่มาตามราวีเยว่ฉาน
“ข้าก็ขอไปด้วยนะ เหมาเว่ย”จิมหมิงยิ้มอ่อน
“ไม่ได้ ไม่ได้ ทุกคนต้องบ่มเพาะพลังกันทั้งนั้น จะให้เรื่องของข้าคนเดียว ทำพวกเจ้าไม่ก้าวหน้าได้อย่างไร อีกไม่กี่วันมิติภาพสลักจะเปิดแล้วนะ ข้าว่าพวกเราแยกกันไปทำสิ่งที่ต้องทำเถอะ”เหมาเว่ยโบกส่ายมือเล็กๆ ไม่อยากให้ทุกคนต้องเป็นกังวลเรื่องของตน
“การล่าสัตว์ปีศาจเพื่อนำแกนปีศาจมาดูดซับก็จำเป็น ทั้งตอนนี้แกนปีศาจของพวกข้าที่เหลือก็มีน้อยแล้วด้วย แต่ว่านะเหมาเว่ย การบ่มเพาะปราณก็จำเป็นเช่นกัน เจ้ากับจินหมิงยังอยู่ในระดับต่ำหากนับรวมพวกเรา ข้าคิดว่าพรุ่งนี้ควรจะไปที่ลานจักพรรดิดูก่อน ที่นั่นนะ เหมาะสำหรับฝึกบ่มเพาะมากๆเลยนะ แล้วข้าก็อยากจะเห็นด้วยว่าเจ้าจะสามารถก้าวไปอยู่ในลำดับที่เท่าไหร่บนลานจักรพรรดิ”จูเหยียนถงอธิบายเสียยืนยาว สุดท้ายแล้วนางก็มีจุดประสงค์อื่นอย่างชัดเจน
“ลำดับบนลานจักรพรรดิ?”
“ถูกต้อง ไว้เจ้าไปดูเองก็จะรู้ แล้วก็นะ เจ้าคนที่สู้กับเจ้าที่ผ่านมาน่ะ อยู่เพียงลำดับที่ห้าสิบบนลานจักรพรรดิ แต่ถ้านับจากอันดับการประลองตัวต่อตัวปัจจุบัน มันนับเป็นอันดับที่สิบสองในศิษย์ของนิกายนักบุญแห่งนี้”
‘ปวดหัวชะมัด มีทั้งลำดับลานจักรพรรดิ ทั้งอับดับการประลอง’เหมาเว่ยยิ้มบางๆและตอบกลับไปว่า”เช่นนั้น พรุ่งนี้ไปเยือนลานจักรพรรดิ แล้วค่อยไปล่าสัตว์ปีศาจต่อเป็นไง ส่วนพวกเจ้าจะเอายังไงก็สุดแล้วแต่ ไว้ถึงเวลาค่อยตัดสินใจกันใหม่ก็ได้...”เหมาเว่ยกล่าวจบ พลางล้วงมือเข้าไปสัมผัสเคล็ดบ่มเพาะที่ยังอยู่เก็บไว้’เคล็ดมารรัญจวน คืนนี้ข้าคงต้องพึ่งเจ้าซะแล้ว ยามนี้พลังระดับกษัตริย์ขั้นหนึ่งนับว่าอ่อนแอเกินไปสำหรับการอยู่ที่นี่’