บทที่ 27 ให้คนเลวเขมือบจูจูไปเถอะ
แม่ทัพใหญ่เซี่ยกุมขมับ พลางกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า
"จูจูอยากเรียน ต้องเริ่มเรียนจากพื้นฐานก่อน จูจูกลัวเหนื่อยหรือไม่?"
"มั่ยกลัว!" เ้าก้อนแป้งตัวน้อยตอบด้วยน้ำเสียงใสแจ๋ว "จูจูเก่งกาจ! จูจูทำได้ มั่ยกลัว!"
ถ้าอย่างนั้นก็ได้
แม่ทัพใหญ่เซี่ยจึงเดินเข้ามาตรงข้ามกับเซิ่งิหลิน สั่งจัดแจงท่าทางการยืนม้าให้แก่นางอย่างละเอียดถี่ถ้วน พร้อมกับกล่าวว่า
"ห้ามขยับนะ! ห้ามขยับแม้แต่นิดเดียว หากขยับลุงจะตีก้นนะ"
จูจูยืนนิ่งอย่างว่าง่าย ทั้งยังฉีกยิ้มกว้าง ส่งยิ้มให้เซิ่งิหลินไม่หยุด
เซิ่งิหลินเหนื่อยจนแทบไม่ไหว แต่ก็ยังฝืนยิ้มตอบนาง
แม่ทัพใหญ่เซี่ยจ้องมองนางอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหันไปดูองค์ชายเจ็ด
จูจูมองซ้ายมองขวาด้วยความอยากรู้อยากเห็น เมื่อเห็นพี่ชายมีเหงื่อเต็มหน้า จึงวิ่งเข้าไปชูมือน้อย ๆ ขึ้นเช็ดเหงื่อให้เขา
เฝิงพั่วจู๋ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ดุนาง
อย่างไรเสีย เด็กตัวเล็กเพียงนี้ เดิมทีเขาก็ไม่ได้คาดหวังว่านางจะเรียนรู้อะไรได้ เขาจึงเบือนหน้าหนี แล้วหันไปมองทางด้านนั้นต่อ
ความจริงแล้วจูจูเช็ดได้เพียงแค่คางของพี่ชายเท่านั้น ทั้งยังถามเขาว่า
"พี่จ๋าเหนื่อยหรือไม่?"
เซิ่งิหลินพยักหน้าเงียบ ๆ จูจูคิดครู่หนึ่ง จึงวิ่งไปด้านข้าง กอดม้านั่งกลมของเฝิงพั่วจู๋แล้วลากกลับมา
สายตามองไปยังเฝิงพั่วจู๋ที่กำลังถอยหลังเพื่อจะนั่งลง แต่กลับนั่งลงบนความว่างเปล่า โชคดีที่เขาเป็ผู้ฝึกยุทธ์ จึงรีบใช้ท่าเท้าตั้งหลักได้อย่างรวดเร็ว มิเช่นนั้นคงก้นจ้ำเบ้าไปแล้ว
เขาหันกลับมาด้วยความประหลาดใจ ก็เห็นเ้าก้อนแป้งตัวน้อยกำลังออกแรงดันม้านั่งกลมเข้าไปไว้ใต้ก้นของเซิ่งิหลิน
"พี่จ๋า นั่ง"
จะว่าไป ความสูงนั้นช่างพอเหมาะพอเจาะเสียจริง
เซิ่งิหลินหลุดขำออกมา ความเหนื่อยล้าพลันมลายหายไปทันที เขานั่งลงบนม้านั่งนั้นจริง ๆ แล้วกอดเ้าก้อนแป้งตัวน้อยไว้ พร้อมกับหอมแก้มฟอดใหญ่
เ้าก้อนแป้งตัวน้อยเงยหน้าขึ้น พลันคลี่ยิ้มราวกับดอกไม้
ในขณะที่สองพี่น้องกำลังยิ้มให้กันอยู่นั้น เฝิงพั่วจู๋ก็เดินเข้ามาเงียบ ๆ แล้วถามนางว่า
"ท่านหญิงน้อย? ท่านทำอะไรน่ะ?"
เ้าก้อนแป้งตัวน้อยไม่ได้รู้สึกเลยว่ามีสิ่งใดผิดปกติ นางมองเขาด้วยใบหน้าไร้เดียงสา
เฝิงพั่วจู๋เมื่อเผชิญกับใบหน้าที่น่ารักเช่นนี้ ก็ไม่สามารถดุลงได้ อีกทั้งเขาไม่ใช่พวกหน้าตายอย่างสวี่เฮ่อซู จึงไม่กล้าดุนาง ได้แต่กล่าวด้วยน้ำเสียงนอบน้อมว่า
"ท่านหญิงน้อย ท่านบอกเองว่าจะฝึกฝนการยืนม้ามิใช่หรอกหรือ? การยืนม้านั้นห้ามขยับ คุณชายหลินก็กำลังฝึกท่าการยืนม้าอยู่ เขาจึงขยับไม่ได้ และยิ่งนั่งไม่ได้ด้วย"
จูจูไม่เข้าใจ "เพราะอาไย?"
"เพราะพวกท่านกำลังฝึกท่าการยืนม้าอย่างไรเล่า?"
"ทำไมฝึกแย้วนั่งไม่ได้?" จูจูกล่าว "มันไม่ได้เรียกว่ายืนม้าหยอ?"
เฝิงพั่วจู๋ไม่เข้าใจชั่วขณะว่านาง้าจะสื่ออะไร "ใช่แล้ว!"
เ้าก้อนแป้งตัวน้อยเอียงศีรษะเล็กน้อย แล้วให้เหตุผลอย่างมั่นใจ
"ตอนขี่ม้า ใต้ก้นก็ยังมีม้า แย้วทำไมตอนฝึกการยืนม้า ใต้ก้นถึงมีม้านั่งไม่ได้?"
เฝิงพั่วจู๋ "...??"
จะว่าไป มันก็มีเหตุผลจริง ๆ!
เขาเดาะลิ้นอย่างไม่รู้จะพูดอะไร ได้แต่เดินไปเชิญแม่ทัพใหญ่เซี่ย
แม่ทัพใหญ่เซี่ยต้องพยายามอธิบายให้นางฟังอย่างยากลำบากว่า ทำไมต้องฝึกท่าการยืนม้า เื่การกดลมปราณลงสู่เบื้องล่าง การทำให้่ล่างมั่นคง... เ้าก้อนแป้งตัวน้อยฟังจนตาพร่ามัว
เซิ่งิหลินที่มองอยู่ข้าง ๆ แทบจะกลั้นขำไม่อยู่
จากนั้นเขาจึงฉวยโอกาสพักผ่อนครู่หนึ่งจนหายเหนื่อย แล้วจึงกล่าวกับนางว่า
"จูจู พี่ชายขอถามเ้า ปกติเวลาจูจูเดิน ใต้ก้นไม่มีม้า และไม่มีม้านั่งใช่หรือไม่?"
เ้าก้อนแป้งตัวน้อยพยักหน้า "ใช่เ้าค่ะ"
"อืม แล้วเวลาเดินใช้อะไรเดินเล่า?"
เ้าก้อนแป้งตัวน้อยตอบทันที "ใช้ขา"
"ใช่ ฉลาดมาก!" เซิ่งิหลินยิ้มพลางหอมหน้าผากนาง แล้วกล่าวต่อว่า "พี่ชายขอถามอีกอย่าง เวลาเดิน ขาต้องขยับตลอดเวลาใช่หรือไม่?"
เ้าก้อนแป้งตัวน้อยพยักหน้าอีกครั้ง "ใช่เ้าค่ะ!"
เซิ่งิหลินจึงกล่าวกับนางด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า "การฝึกยืนม้า ก็ต้องใช้ขาตั้ง แต่ขาไม่ต้องขยับ นี่เป็วิธีประหยัดแรงที่ดีมาก เมื่อเ้าฝึกจนชำนาญ ในอนาคตหากเจอคนเลวที่น่ากลัวซึ่งชอบกินเด็ก จูจูก็จะสามารถหนีไปได้อย่างรวดเร็ว มีประโยชน์มากใช่หรือไม่? ดังนั้น อยากจะฝึกฝนการยืนม้าหรือไม่?"
จูจูถูกหลอกเข้าให้แล้ว "อยาก!"
ดังนั้นเซิ่งิหลินจึงถอยหลังหนึ่งก้าวแล้วตั้งท่ายืนม้าให้ดู เ้าก้อนแป้งตัวน้อยรีบทำตามทันที
แม่ทัพใหญ่เซี่ยเหลือบมองดูเซิ่งิหลินแวบหนึ่ง ก่อนจะเดินเข้ามาช่วยจัดแจงท่าทางให้แก่เ้าก้อนแป้งตัวน้อย
ทว่า ต่อให้เตรียมการทางความคิดมาดีเพียงใด เ้าก้อนแป้งที่ไร้ประโยชน์ก็ยังคงไร้ประโยชน์เหมือนเดิม
ไม่นานจูจูก็เหนื่อยจนโงนเงน ร้องะโว่า
"พี่จ๋า! พี่จ๋า จูจูจะล้มแย้ว!"
เซิ่งิหลินมองนางโดยไม่พูดอะไร เพียงแต่แอบส่งสัญญาณทางสายตาให้แม่ทัพใหญ่เซี่ย
จูจูเข้าใจความหมายทันที จึงร้องเรียกอีกว่า "ท่านลุงใหญ่ ท่านลุงใหญ่ ขาของจูจูบอกว่ามันยืนม่ายไหวแย้ว!"
แม่ทัพใหญ่เซี่ยพยายามจะฝึกระเบียบให้นาง "ห้ามร้อง ห้ามขยับ! อดทนไว้!"
เ้าก้อนแป้งตัวน้อยมองใบหน้าที่ดุของท่านลุงใหญ่ แล้วพยายามอดทนต่ออีกครู่หนึ่ง ก่อนจะหงายหลังล้มลง แม่ทัพใหญ่เซี่ยที่จดจ่ออยู่กับนางตลอดเวลา จึงรีบเข้าไปรับตัวไว้ทันที
เ้าก้อนแป้งตัวน้อยนอนอยู่ในอ้อมแขนของเขา สายตาน้อย ๆ มองเขาอย่างเศร้าสร้อย
"จูจูยืนไม่ไหวแย้ว หากเจอคนกินเด็กเข้า ก็ให้เขาง่ำจูจูไปเยย"
แม่ทัพใหญ่เซี่ยทั้งสงสารทั้งขำ "ไม่มีทางหรอก ลุงใหญ่จะปกป้องจูจู จะไม่ยอมให้คนเลวง่ำจูจูเด็ดขาด"
จูจูพยายามใช้สมองน้อย ๆ วัยสามขวบคิดทบทวนอยู่นาน แต่ก็ยังรู้สึกว่าไม่ถูกต้อง
"แล้วพี่จ๋ากับจูจู ทำไมต้องเรียนอันนี้ด้วย พวกเรามีท่านลุงอยู่แล้วนี่นา?"
แม่ทัพใหญ่เซี่ยไม่รู้จะตอบอย่างไรชั่วขณะ
เซิ่งิหลินกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า "เพราะท่านลุงก็เคยเป็เด็กตัวเล็ก ๆ เหมือนจูจู ที่เขาสามารถเติบโตขึ้นมาเก่งกาจได้ขนาดนี้ เป็เพราะตอนที่เขาตัวเล็กเท่าจูจู เขาต้องอดทนฝึกยืนม้า เรียนวิทยายุทธ์อย่างหนัก ดังนั้นในอนาคตเขาจึงสามารถเป็แม่ทัพใหญ่ เพื่อปกป้องเด็ก ๆ ได้"
จูจูเข้าใจแล้ว
จูจูเป็เด็กที่มีความเห็นอกเห็นใจผู้อื่นสูงมาก นางนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ทันใดนั้นน้ำตาก็คลอเบ้า
"ท่านลุงใหญ่ ตอนที่ท่านลุงใหญ่ตัวเย็กเท่าจูจู เหนื่อยหรือไม่เ้าคะ?"
แม่ทัพใหญ่เซี่ยถูกท่าทางน่ารักน่าเอ็นดูของนางทำให้ใจสั่น "ไม่เหนื่อยหรอกเด็กดี ลุงไม่กลัวเหนื่อยหรอก"
เ้าก้อนแป้งตัวน้อยเบิกตากว้าง มีคำพูดมากมายที่อยากจะบอก แต่ไม่รู้จะพูดอย่างไร
จากนั้นนางจึงพยายามยืดแขนเล็ก ๆ ออกไป กอดไหล่กว้างของท่านลุงใหญ่ไว้ พร้อมกับแนบแก้มลงไป
"ท่านลุงใหญ่ไม่กลัวเหนื่อย แต่ก็เหนื่อย! ท่านลุงปกป้องเด็กคนอื่นเยย จูจู... จูจูจะวิ่งหนีเอาตัวรอดด้วยตัวเอง ท่านลุงจะได้ใช้แรงน้อยลง"
ความคิดเล็ก ๆ ของเด็กน้อย ช่างเรียบง่าย บริสุทธิ์ และอบอุ่นยิ่งนัก แม่ทัพใหญ่ผู้เด็ดเดี่ยวโอบกอดนางไว้ โดยไม่อาจเอ่ยคำใดออกมาได้... เขารู้สึกว่า เพียงเพื่อคำพูดประโยคเดียวนี้ การตรากตรำในสนามรบมาครึ่งชีวิตก็คุ้มค่าแล้ว
เซิ่งิหลินเองก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกตื้นตันจนขอบตาแดง
จูจูช่างว่านอนสอนง่าย อ่อนโยน และใจดีเช่นนี้ เด็กเช่นนี้ ต่อให้ตามใจเพียงใด ในอนาคตก็ไม่มีทางกลายเป็คนแบบนั้น
เขามั่นใจอย่างยิ่งว่า นางไม่ใช่คนคนนั้น
หลังจากนั้น จูจูก็เริ่มตั้งท่ายืนม้าด้วยตัวเอง แม้จะเหนื่อยแทบขาดใจแต่ก็ยังฝืนตั้งท่าต่อไป
แม่ทัพใหญ่เซี่ยไม่กล้าฝึกระเบียบให้นางอีก ได้แต่ขอร้องด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนให้นางเลิกฝึก... แต่จูจูก็ยังคงฝืนทำต่ออีกพักใหญ่
เมื่อถึงเวลา จูจูเหนื่อยจนแทบสิ้นแรง เสื้อผ้าชุดใหม่ที่เพิ่งเปลี่ยนก็เปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ แม่ทัพใหญ่เซี่ยจึงอุ้มเ้าก้อนแป้งตัวน้อยผู้นี้กลับไปส่ง เมื่อพระชายาตวนอ๋องรับตัวไป ก็ถึงกับตกตะลึง
แม่ทัพใหญ่เซี่ยรู้ดีว่าเื่ไม่ดีแน่ จึงเดินตามอย่างเจียมตัว ไม่กล้าส่งเสียงแม้แต่คำเดียว
และเป็ไปตามคาด พระชายาตวนอ๋องหันมาทั้งทุบทั้งเตะเขา "ใครสั่งให้เ้าสอนจริงจังขนาดนี้! ฮึ! ใครสั่งให้เ้าสอนจริงจังนัก! จูจูอายุเท่าไหร่กัน เ้าคิดว่านางเป็ทหารในสังกัดเ้าหรืออย่างไร!?"
แม่ทัพใหญ่เซี่ยถูกน้องสาวรังแกมาั้แ่เด็ก จึงชินเสียแล้ว เขาอดทนต่อหมัดมวยของน้องสาวอย่างเงียบ ๆ แม้แต่มื้อเย็นก็ยังไม่ได้ทานก็โดนไล่ตะเพิดกลับบ้านไปเสียแล้ว
เดิมทีพระชายาตวนอ๋องไม่ได้ใส่ใจเื่นี้ นางชินกับการตามใจลูกสาว จูจูอยากเรียน ก็เรียนไปเถอะ อย่างไรเสียเล่นอะไรก็เหมือนกัน แต่การเรียนดูจะส่งเสริมภาพลักษณ์ให้ดูดีกว่า ทว่าไม่ว่าจะเป็่เช้าหรือ่บ่าย ผลลัพธ์กลับไม่สู้ดีนัก
พระชายาตวนอ๋องจึงเริ่มคิดหาทางแก้ไข