ตอนที่ 99 วิธีการทำลายล้างคน
มนุษย์เป็นเช่นนี้เอง เมื่อภัยอันตรายกำลังจะมาถึงก็มักจะเชื่อในหลักการที่ว่า คนอื่นตายได้ แต่ตัวเราต้องรอด มนุษย์ก็สนแค่เพียงความอยู่รอดของตนเองเท่านั้น แม้กระทั่งคนสนิทที่สุด ในยามที่ตนเองอาจถูกลากเข้าไปพัวพัน ก็จะตัดสินใจละทิ้งผู้อื่นเพื่อรักษาตัวเองอยู่ดี
ยามนี้ ทุกคนในชุมชนถวนเจี๋ยต่างก็อยากจะเขี่ยเหรัญญิกหลี่... ไม่ใช่สิ ควรจะเรียกว่า หลี่โก่วเชิ่งมากกว่า เพราะเขาไม่ใช่เหรัญญิกอีกแล้ว ทุกคนอยากจะเขี่ยเขาออกไปจากชุมชนจนทนแทบไม่ไหว ปล่อยให้เขาเป็นไปตามยถากรรม จะได้ไม่ต้องมาลากชุมชนทั้งชุมชนไปเดือดร้อนด้วย
แม้แต่คนที่สนิทสนมกับเขาเป็นอย่างมาก หรือแม้แต่ครอบครัวที่เพิ่งจะให้คนไปตามเขามา ก็ยังคิดแบบเดียวกัน หลี่โก่วเชิ่งถูกผู้นำชุมชนพูดจนหมดสิ้นความมั่นใจ สิ่งเดียวที่เขายังหวังอยู่ก็คือ รากฐานชื่อเสียงในมวลชนของเขาที่ยังดีอยู่ เขาเชื่อว่าตราบใดที่ยังมีคนสนับสนุน เขาก็ยังสามารถพลิกสถานการณ์ได้
เมื่อคิดถึงจุดนี้ หลี่โก่วเชิ่งก็มองไปยังผู้คนที่เขาสนิทสนมด้วย
ทว่าสิ่งที่ไม่คาดคิดก็คือ ยามที่เขามองไปยังครอบครัวที่สนิทสนมกันเป็นอย่างดี ครอบครัวเหล่านั้นกลับถอยหลังไปทีละก้าว สายตาของพวกเขาหลบเลี่ยง เดิมทีก็ไม่กล้าแม้แต่จะมองหน้าหลี่โก่วเชิ่งอยู่แล้ว แถมยังอยากจะมุดหลบเข้าไปในฝูงชน เพื่อไม่ให้เขาเห็นด้วยซ้ำ
หานชีเยวี่ยมองดูอยู่ด้านข้างด้วยความสนุกสนานชื่นชอบเป็นอย่างยิ่ง
การทำลายล้างคน ต้องตีตรงจุดที่เขาใส่ใจมากที่สุด
สิ่งที่หลี่โก่วเชิ่งใส่ใจมากที่สุดก็คืออำนาจของตัวเอง ที่ผ่านมา เขามักจะเข้าใจผิดคิดว่าความยำเกรงที่ทุกคนมีต่อตำแหน่งเหรัญญิกคือความยำเกรงที่มีต่อตัวเขา แต่วันนี้ อำนาจที่เขาหลงคิดว่าเป็นของตนเองนั้นกลับสูญสิ้นไม่มีเหลือ แม้แต่คนที่สนิทที่สุดก็ยังทิ้งเขาไป
แท้จริงแล้ว หานชีเยวี่ยไม่ได้รู้สึกเกลียดชังครอบครัวสกุลหลี่มากมายขนาดนั้น เพียงแต่สิ่งที่หลี่เสี่ยวหรงทำในครั้งนี้ ทำให้เธอรู้สึกขยะแขยงเป็นอย่างยิ่ง และหานชีเยวี่ยไม่เคยเป็นคนใจดีที่เมตตาต่อสตรีมากกว่าบุรุษอยู่แล้ว เธอมีคติว่า ผู้ใดดีกับเธอ เธอก็จะดีตอบ แต่ผู้ใดร้ายกับเธอ เธอจะเอาคืนให้ถึงสิบเท่า!
ในเมื่อครอบครัวสกุลหลี่ต้องการลากครอบครัวสกุลหานลงไปด้วย บีบให้ครอบครัวสกุลหานจนตรอก เช่นนั้นเธอก็จะทำบ้าง เธอจะทำให้ครอบครัวสกุลหลี่จนตรอกไร้ทางออกให้จงได้
อย่ามาบอกว่าคนอื่นในครอบครัวสกุลหลี่เป็นผู้บริสุทธิ์ หานชีเยวี่ยเชื่อมั่นว่า เมื่อหิมะถล่ม ย่อมไม่มีเกล็ดหิมะใดที่บริสุทธิ์ [1]
เหรัญญิกหลี่กวาดสายตามองผู้คนที่อยู่ในลานนวดข้าวหนึ่งรอบ บรรดาคนเหล่านั้นมีทั้งคนที่ยืนดูอย่างสนุกสนาน มีทั้งคนที่หลบเลี่ยงสายตา ถึงขนาดมีคนที่ดูตื่นเต้นดีใจด้วยซ้ำไป แต่กลับไม่มีใครยื่นมือออกมาช่วยเขาพูดเลยสักคน
เขารู้สึกเหมือนมีคำพูดนับหมื่นคำอยู่ในใจ แต่ในเวลานี้ น่าแปลกที่เขากลับพูดอะไรไม่ออกเลยสักคำ เขารู้สึกว่า ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ทุกอย่างจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป เขาจะไม่ใช่กรรมการของชุมชนที่ทุกคนเคารพยำเกรงอีกแล้ว
หากเป็นไปได้ หลี่โก่วเชิ่งย่อมไม่อยากสละตำแหน่งเหรัญญิกนี้ แต่ถึงแม้ว่าเขาจะไม่เต็มใจเท่าไหร่ เขาก็มิอาจไม่ยอมแพ้ได้ คนมากมายถึงขนาดนี้ กว่าร้อยครัวเรือน แต่กลับไม่มีใครออกมาสนับสนุนเขาเลยสักคน แม้แต่คนที่เขาเคยดูแลก็ตาม และถึงแม้เขาจะไม่เต็มใจ แต่เขาก็มิอาจไม่ยอมรับว่าตัวเองพ่ายแพ้แล้ว พ่ายแพ้อย่างยับเยิน!
นับจากวันนี้เป็นต้นไป เขาเป็นเพียงตาแก่ธรรมดาๆ คนหนึ่งในชุมชนถวนเจี๋ย ไม่เกี่ยวข้องอะไรกับคณะกรรมการของชุมชนอีกแล้ว
หลี่โก่วเชิ่งเดินกลับบ้านอย่างหมดอาลัยตายอยาก ท่ามกลางสายตาที่หลากหลายของผู้คน เพียงแต่ว่า ตลอดเส้นทางที่เดินกลับบ้านนี้ ความโกรธในใจของเขาไม่ได้ลดลงเลย กลับกันแล้วมันยิ่งทวีคูณขึ้น เมื่อนึกถึงเรื่องราวต่างๆ ที่ผ่านมา
ความโกรธแค้นที่ไร้หนทางระบาย พอดีกับตอนที่เขาเดินเข้าบ้าน ภรรยาของเขาพูดจู้จี้ขึ้นมาอยู่สองสามคำ เขาจ้องมองภรรยาด้วยความโกรธ ก่อนจะตรงเข้าจิกผมภรรยาและลากไปที่เตียงในห้องโถงแล้วซ้อมอย่างหนัก
ภรรยาของเขาไม่เคยรู้มาก่อนว่าสามีของเธอจะมีด้านที่โหดเหี้ยมเช่นนี้ ตอนแรกเธอยังร้องไห้โวยวาย สบถด่าทอด้วยถ้อยคำหยาบคาย แต่ต่อมาก็ได้แต่ร้องขอความเมตตา ขอร้องให้หลี่โก่วเชิ่งหยุดตี แต่คนที่กำลังคลั่งไร้สติอยู่ ไฉนเลยจะหยุดหมัดของตนเองได้?
ท้ายที่สุดแล้ว เธอก็สลบไป แม้แต่จะร้องขอความเมตตาก็ยังทำไม่ได้ แต่ถึงอย่างนั้น หลี่โก่วเชิ่งก็ไม่ได้รั้งมือไว้ไมตรี เขายังคงเตะต่อยทุบตีเธอไม่หยุด
เมื่อระบายความโกรธได้พอสมควรแล้ว หลี่โก่วเชิ่งคิดว่าภรรยาแสร้งทำเป็นตาย เขาจึงเตะไปอีกทีหนึ่ง หลังจากนั้นก็เดินจากไป
เหรัญญิกหลี่ที่เพิ่งจะออกจากบ้านไป ลูกชายคนเล็กของเขาก็กลับมา เขาร้องเรียกอยู่สองสามครั้ง ทว่ากลับไม่มีใครในบ้านตอบกลับเลยสักเสียง
“ไปไหนกันหมดแล้วนะ? คนที่ลานนวดข้าวก็แยกย้ายกันหมดแล้ว ทำไมไม่มีใครอยู่บ้านเลยล่ะ?”
เด็กหนุ่มบ่นพึมพำ ก่อนจะเดินเข้าไปในห้องนอน หลังจากที่เข้าไปในห้องนอนแล้ว เขาก็เปิดไฟ แต่กลับเห็นแม่ของตนเองนอนอยู่บนเตียงเตาโดยไม่รู้ว่าเป็นหรือตาย เด็กน้อยอายุแค่สิบกว่าปี ไฉนเลยจะเคยเห็นเหตุการณ์แบบนี้มาก่อน เขาตกใจจนร้องเสียงหลง เกือบจะเป็นลมอยู่รอมร่อ เด็กน้อยไม่รู้ว่าจะไปหาใคร ความคิดแรกที่มีจึงนึกถึงลุงที่อยู่ชุมชนข้างๆ เป็นคนแรก
เขาวิ่งโซซัดเซมุ่งหน้าออกจากชุมชนไป ส่วนคนที่ชุมชนถวนเจี๋ย หลังจากการประชุมเสร็จสิ้นและกลับถึงบ้านแล้ว ต่างก็พูดคุยกันถึงเรื่องที่วันนี้ชุมชนเปลี่ยนเหรัญญิก นอกจากเรื่องเปลี่ยนเหรัญญิกแล้ว ก็ยังมีคนนึกขึ้นได้ว่า ลูกสองคนของครอบครัวสกุลหานได้งานทำแล้ว ต่อไปนี้ก็จะกลายเป็นคนเมืองแล้ว
ไม่ว่าจะเป็นหลี่เย่าวั่งหรือลูกสองคนของครอบครัวสกุลหาน ต่างก็เป็นคนที่ทุกคนอิจฉา
ตำแหน่งเหรัญญิกนั้น ในชุมชนทั้งชุมชนก็มีแค่คนเดียว นอกจากผู้นำชุมชนแล้ว ก็มีแค่เหรัญญิกเท่านั้นที่สำคัญ ไม่นึกเลยจริงๆ ว่า หลี่เย่าวั่งจะมีโชคเช่นนี้
แต่ถึงจะเป็นเหรัญญิก สุดท้ายก็ยังเป็นแค่ชาวนากางเกงเปรอะโคลนอยู่ดี ถ้าจะมีโชคจริงๆ ก็ต้องเป็นดังลูกหลานสองคนของครอบครัวสกุลหานต่างหาก ไม่ให้สุ่มให้เสียงก็กลายเป็นคนเมืองไปแล้ว?
นี่คือความคิดของคนส่วนใหญ่ แต่ก็มีคนส่วนน้อยที่รู้สึกไม่ค่อยสบายใจ คนเหล่านี้ล้วนเป็นคนที่ค่อนข้างสนิทสนมกับหลี่โก่วเชิ่ง พวกเขามีสีหน้าเศร้าหมอง นั่งอยู่บนเตียงเตาสูบบุหรี่ ปกติพวกเขาอาศัยความสัมพันธ์ที่ดีกับเหรัญญิก งานที่ทำจึงเบาที่สุด และได้คะแนนงานสูงที่สุด
ทว่าต่อไปนี้คงไม่มีเรื่องดีๆ แบบนี้อีกแล้ว เพียงแต่พวกเขาเคยชินกับการใช้ชีวิตแบบนี้ ในช่วงเวลาสั้นๆ จึงไม่สามารถยอมรับการทำงานหนักทุกวันได้ในทันที เหรัญญิกหลี่เป็นคนไม่ซื่อสัตย์ ในเวลาปกติก็มักจะฉวยโอกาสหาผลประโยชน์ให้ตัวเองไม่น้อย แถมยังใช้อำนาจเล็กๆ น้อยๆ ในมือ คิดหาวิธีกลั่นแกล้งคนอื่นอยู่เสมอ คนที่แบบนี้ ย่อมต้องมีคนที่เขาเคยล่วงเกินมาก่อนมากมาย คนที่ปรบมือดีใจก็มีไม่น้อยเช่นกัน
ในทางกลับกัน ครอบครัวสกุลหานดูสบายใจที่สุด ยังไงเสีย ครอบครัวของพวกเขาก็ไม่ได้หวังจะเป็นกรรมการในชุมชนอยู่แล้ว จะเปลี่ยนเป็นใครก็ไม่ต่างกันสำหรับพวกเขา หลังจากกลับถึงบ้าน ฟ้าก็เกือบมืดแล้ว คนทั้งครอบครัวก็ไม่มีอารมณ์ทำงานจึงนั่งสนทนาพาทีกันเองในครอบครัว
พอฟ้ามืด พวกเขาก็ปิดประตูเเละเตรียมตัวเข้านอนเร็วขึ้น เพื่อกันไม่ให้ใครมารบกวนอีก
วันนี้มีเรื่องเกิดขึ้นมากมายเกินไปแล้ว แม้ว่าข่าวที่ลูกหลานสองคนของครอบครัวสกุลหานได้กินข้าวหลวงจะแพร่ออกไปแล้ว แต่ทุกคนก็ยุ่งอยู่กับเรื่องของเหรัญญิก ย่าเฒ่าหานคาดว่าคงจะมีคนมาที่บ้านอีกมากในภายหลัง
พอถึงพรุ่งนี้ ไม่รู้ว่าจะมีคนโผล่มาที่บ้านอีกกี่คน ย่าเฒ่าหานคิดแล้วก็ปวดหัว เธอเพิ่งจะรู้ว่า บางครั้ง การมีชื่อเสียงมากเกินไปก็ไม่ใช่เรื่องดี
ส่วนหานชีเยวี่ย หลังจากกลับเข้าห้องแล้ว เธอก็เข้าไปในมิติส่วนตัวเพื่อเขียนรายงานต่อ หานชีเยวี่ยถือปากกาและกรพดาษใช้เวลาอยู่ในมิติส่วนตัวกว่าสองชั่วโมง จนปวดหลังปวดเอว ถึงได้ออกมา แต่เนื่องจากเวลาในมิติหยุดนิ่ง ด้านนอกจึงผ่านไปเพียงชั่วพริบตาเดียว
หานชีเยวี่ยมองกระดาษหนาๆ ในมือด้วยความพึงพอใจ เธอสบายใจขึ้นแล้ว หลังจากล้างหน้าล้างตาเสร็จ เธอก็ไม่มีแรงแม้แต่จะอ่านหนังสือ หานชีเยวี่ยจึงเดินตรงไปขึ้นเตียงเเละเตรียมตัวเข้านอน
ทว่าหลายครั้งหลายครา สวรรค์ก็ไม่เข้าข้างคน ยิ่งอยากนอนเท่าไหร่ก็ยิ่งนอนไม่หลับ เธอเพิ่งจะเอนกายลงนอนลงได้ไม่นานก็ได้ยินเสียงเอะอะโวยวายดังมาจากข้างนอก หานชีเยวี่ยเงี่ยหูตั้งใจฟัง เสียงดังมาไกลๆ ฟังไม่ค่อยชัดนัก ทว่าคงจะเรื่องใหญ่มากเลยทีเดียว
คนในยุคนี้ ไม่เหมือนคนในยุคหลังที่ไม่สนใจเรื่องของคนอื่น ตราบใดที่เป็นเรื่องในชุมชน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของบ้านใคร ทุกคนย่อมต้องออกไปดูให้เห็นสักครา ไม่ว่าจะไปดูเพื่อความสนุกหรือไปช่วย อย่างไรเสียก็ต้องไปให้ถึงที่
เชิงอรรถ
[1] 雪崩的时候没有一片雪花是无辜 เมื่อหิมะถล่ม ย่อมไม่มีเกล็ดหิมะใดที่บริสุทธิ์ หมายถึง หิมะถล่มรุนแรงเกิดขึ้นจากเกล็ดหิมะหลายเกล็ดรวมกันจนเป็นก้อนใหญ่ เมื่อน้ำหนักเกินในจุดหนึ่งย่อมถล่มลงมา ดังนั้น เกล็ดหิมะทุกเกล็ดจึงเป็นสาเหตุให้เกิดผลที่ตามมา แม้จะไม่มีเกล็ดหิมะใดยอมรับว่าตนเองเป็นต้นเหตุของหิมะถล่มก็ตาม