(The Eternal God) ผ่าชะตาสวรรค์ สยบสิ้นสรรพสิ่ง

    บทที่ 44 : ข้าอยู่ที่ใดกัน


    นับจากเวลาที่หยางเทียนถูกช่องว่างประหลาดดูดเข้าไปในช่วงค่ำคืนก็ผ่านพ้นมากว่า3 ชั่วยามแล้ว จนกลางคืนแปรเปลี่ยนกลายเป็นช่วงเช้าอันแสนสงบหากแต่เวลานี้กลับเกิดสิ่งที่แปลกประหลาดออกไปเนื่องด้วยพื้นหน้าตำหนักคลังโอสถแห่งตระกูลหยางนั้นเนืองเน้นไปด้วยผู้คนอย่างที่สุดในยามนี้กระทั่งตัวตนอย่างหัวหน้าตระกูลใหญ่ทั้ง 5 ก็ได้รวมตัวอยู่ที่แห่งนี้ทั้งยังทำลายบรรยากาศอันสมควรจะเงียบสงบในยามเช้าไปเสียสิ้น

     

     

    “อาวุโสหยางจิ่น ท่านจงนำตัวเด็กน้อยหยางเทียนออกมาให้พวกเราเดี๋ยวนี้อย่าให้พวกเราทั้งหมดต้องลงมือรุนแรงเพื่อจับกุมมันเลย”  หยางลู่จิวผู้เป็นหัวหน้าตระกูลหยางพลันเปิดปากตะโกนก้องออกไปยังหน้าประตูทางเข้าตำหนักคลังโอสถเพียงแต่น้ำเสียงที่มันตะโกนนั้นคล้ายดั่งเป็นการขอร้องเสียมากกว่าเป็นคำสั่งของหัวหน้าตระกูลอย่างไรอย่างนั้น

     

     

    ไม่ทันที่วาจาของหยางลู่จิวจะจางหายไปกลับปรากฏร่างของคนวัยชราผู้หนึ่งก้าวเดินออกมาจากส่วนในของตำหนักคลังโอสถอย่างมั่นคงทั้งบนใบหน้ามันยังประดับไว้ด้วยรอยยิ้มสายหนึ่ง

     

     

    “พวกท่านมาที่ตำหนักโอสถของข้ามากมายในยามเช้าทั้งยังเอะอะโวยวายทำลายบรรยากาศอันเย็นสบายช่วงเช้าของข้าไปเสียสิ้น เพียงแค่ต้องการจับกุมตัวศิษย์ข้าเช่นนั้นหรือ”

     

     

    “เหอะ ! อย่าได้กล่าววาจามากความ คำกล่าวของท่านหัวหน้าตระกูลเจ้าสมควรได้ยินชัดถนัดหูอยู่แล้วจะกล่าวทวนซ้ำให้เสียเวลาอีกทำไม รีบไปพาตัวศิษย์ตัวเลวร้ายหายนะของเจ้าออกมาให้พวกเราสะ”  เพียงหยางจิ่นกล่าวจบลงไม่ถึงเสี้ยววินาทีนั้นเสียงดั่งคล้ายปนโทสะของหยางหลงผู้อาวุโสลำดับสามแห่งตระกูลหยางพลันดังขึ้นอย่างรุนแรงทั้งใบหน้ามันยังปรากฏความไม่พอใจในตัวของหยางจิ่นสายหนึ่งออกมาอย่างเห็นได้ชัด

     

     

    หยางจิ่นแม้จะได้ยินวาจาดั่งคำสั่งของหยางหลงไป คนกลับไม่แม้แต่จะบังเกิดโทสะจากตัวตนตรงหน้ามันทพเพียงปรับเปลี่ยนรอยยิ้มบางเบาสายเดิมกลับกลายเป็นรอยยิ้มอันดูถูกเหยียดหยามขึ้นเท่านั้น

     

     

    “หากพวกเจ้าอยากจับมันคงได้แต่ต้องออกตามหาไปทั่วสารทิศแล้วและถ้าพวกเจ้าทุกคนยังต้องการเข้าค้นตำหนักคลังโอสถ ข้าในยามนี้แน่นอนว่าข้าจะไม่ห้ามและขัดขวางผู้ใดพวกเจ้าสามารถเข้าไปค้นหาศิษย์ของข้าได้เลย”




    คำกล่าวของหยางจิ่นยามนี้ได้ส่งผลให้5หัวหน้าตระกูลใหญ่แห่งเมืองฟ้าอำพันเกิดขมวดคิ้วอย่างรุนแรงขึ้นบนใบหน้าของพวกมันในทันทีความหมายที่อยู่ในคำกล่าวนั้นพวกมันย่อมรู้อย่างแน่ชัดว่าหยางทเทียนต้องไม่อยู่ภายในคลังตำหนักโอสถแล้วอย่างแน่นอนอีกทั้งนี่ไม่ได้หมายความว่าหลังจากที่พรรคจันเสี้ยวเดินทางมาเพื่อนำตัวหยางเทียนกลับไปในอีก2 วันให้หลัง แล้ว พวกมันที่ไม่สามารถส่งตัวให้ได้ ไม่เท่ากับว่าเรื่องเลวร้ายที่พวกมันคาดคิดย่อมบังเกิดขึ้นเป็นแน่แล้วอย่างนั้นหรอกหรือ

     

     

    “ฮึ่มม . . . . . หยางจิ่นนี่ท่านรู้ตัวหรือไม่ว่ากำลังกระทำสิ่งใดลงไปหากพรรคจันทร์เสี้ยวไม่ได้ตัวหยางเทียนไปละก็ ไม่ว่าจะตระกูลหยางหรือเมืองฟ้าอำพันย่อมต้องถูกกลบหายไปจากโทสะของพวกมันอย่างแน่นอนท่านที่เป็นถึงหนึ่งในผู้อาวุโสแห่งตระกูลหยางสมควรที่จะคำนึงถึงผู้คนก่อนเป็นอันดับแรก ไม่ใช่คำนึงถึงเพียงแต่บุคคลของตนเองเช่นนี้”

     

     

    หยางลู่จิวหลังขบคิดได้ถึงความนัยในเนื้อหาจากที่หยางจิ่นกล่าวออกมาอยู่ครู่หนึ่งคนพลันตะโกนก้องอย่างรุนแรงทั้งยังชัดเจนว่ายามนี้โทสะมันได้พุ่งขึ้นสูงเสียดฟ้าเป็นที่เรียบร้อยแล้วอีกทั้งขณะที่หยางลู่จิวกล่าววาจานั้นยังได้บังเกิดสายลมกรรโชกพัดโหมกระหน่ำไปทั่วพื้นที่อย่างรุนแรงเด่นชัดแล้วว่ามันได้ปลดปล่อยทั้งพลังปราณและจิตสังหารออกมาในยามที่กล่าววาจา

     

     

    “เฮ้ ท่านหยางลู่จิว เหตุใดถึงมายืนกล่าววาจาต่อว่าเราผู้ชราดั่งผู้กระทำผิดเช่นนี้เด็กน้อยหยางเทียนนั่นหนีไปด้วยตัวเอง ข้าไม่ได้มีส่วนช่วยมันหลบหนีแต่อย่างใดหากท่านร้อนใจนักข้าแนะนำว่าให้ท่านควรเร่งออกตามหามันก่อนจะดีกว่ามายืนพ่นน้ำลายใส่ข้าด้วยโทสะเช่นนี้ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า”

     

    เสียงกล่าววาจาของหยางจิ่นยามนี้นั้นไม่ดังและไม่เบาจนเกินไปส่งผลให้ทุกผู้คนที่มายืนรวมตัวกันในที่แห่งนี้ได้ยินชัดถนัดหูเป็นที่สุดอีกทั้งการกล่าวออกของหยางจิ่นยามนี้ดูไปคล้ายคนปลอดโปร่งปะปนด้วยความยินดีจนยากจะระงับได้

     

     

    “หยางจิ่นหากพวกเราไม่สามารถตามจับตัวหยางเทียนได้ทันละก็ตัวท่านคงเตรียมใจที่จะยอมรับผลของการกระทำไว้แล้วสินะ”  วาจาของหยางลู่จิวยามนี้เต็มไปด้วยความเย็นเยียบเป็นที่สุดกระทั่งตัวตนอย่างหัวหน้าตระกูลใหญ่ทั้งสี่ที่อยู่ใกล้ในตอนนี้ยังอดรู้สึกขนลุกในน้ำเสียงนี้ไม่ได้ หากแต่หยางจิ่นทีได้ยินกลับไม่ได้สนใจอันใดคนทำเพียงพยักไหล่ตอบกลับไปพร้อมเดินกลับเข้าคลังโอสถเท่านั้น

     

     

    ไม่ทันที่หยางจิ่นจะก้าวเข้าตำหนักตนเอง หยางลู่จิ่วพลันกล่าวต่อผู้คนให้ลงมือค้นตำหนักคลังโอสถทุกตารางนิ้วอีกทั้งยังได้กล่าวต่อตัวตนอย่างหัวหน้าตระกูลใหญ่ทั้ง 4ให้กระจายกำลังออกไปเพื่อตามหาและจับตัวของหยางเทียนให้ไวที่สุดเท่าที่จะทำได้ ใบหน้าของพวกมันทุกคนยามนี้เกิดความตรึงเครียดในเรื่องราวถึงขีดสุดขึ้นอย่างไม่สามารถกักเก็บได้

     

     

    ความโกลาหลวุ่นวายนั้นไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับตระกูลหยางเท่านั้นในเวลานี้กระทั่งทั่วทั้งเมืองฟ้าอำพันเองยังเนืองแน่นไปด้วยผู้คนเต็มท้องถนนออกตามหาตัวเด็กน้อยผู้หนึ่งอย่างไม่ลดละอีกทั้งเหตุการณ์นี้อาจเรียกได้ว่าเป็นครั้งแรกที่ผู้คนภายในเมืองฟ้าอำพันกลับร่วมมือกันอย่างสามัคคีเช่นนี้

     

    ----------

     

     

    หากแต่ในสถานที่อันเงียบสงบแห่งหนึ่งท่ามกลางต้นไม้นานาพันธ์สูงใหญ่อย่างที่สุดทั้งบริเวณรอบด้านยังเต็มไปด้วยฝูงสัตว์อสูรเดินผ่านไปมากันควักไขว่พื้นที่อันคล้ายเป็นแดนสวรรค์แห่งสัตว์อสูรนี้กลับปรากฏร่างของเด็กน้อยวัย 12ปีผู้หนึ่งนอนสลบอยู่อย่างไม่เกรงกลัวสิ่งใดใดเลยแม้แต่น้อย

     

     

    เวลาเพียงผ่านไปอีกประมาณครึ่งชั่วยามด้วยกัน เด็กน้อยที่ที่เคยนอนหลับใหลอยู่พลันค่อยๆเปิดเปลือกตาของตนเองออกมาอย่างช้าๆพร้อมกับเคลื่อนไหวมือขยับรั้งร่างกายของตนเองขึ้นจากพื้นดินที่มันนอนซบอยู่

     

    ทันทีที่ดวงตาของมันพลันลืมตาออกมาได้อย่างเต็มดวงแล้วนั้นเด็กน้อยพลันตกตะลึงขึ้นในทันทีทั้งยังเคลื่อนสองมือเข้าไปจับใบหน้าและร่างกายของมันเพื่อตรวจสอบว่าตัวมันยังอยู่ครบส่วนดีหรือไม่กระทั่งยังสิ่งจิตเข้าตรวจสอบอาการภายในเส้นลมปราณของมันอย่างรวดเร็วมันกระทำเรื่องราวทั้งหมดอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่คนพลันจะถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอกด้วยที่ว่านอกจากอาการบาดเจ็บจากเม็ดโอสถทะยานฟ้าที่มันกลืนเข้าไปวันก่อนแล้วนั้นยามนี้ชัดเจนว่าไม่มีสิ่งใดเป็นอันตรายต่อมันได้อีก

     

     

    “นี่ข้าอยู่ที่ไหนกัน ข้าจดจำได้ล่าสุดนั้นคือร่างกายของข้าถูกดูดจากอะไรบางอย่างที่ไม่สามารถต้านทานได้ในห้องรักษาแห่งคลังโอสถตระกูลหยางหากแต่เหตุใดยามนี้ร่างกายกลับมาอยู่ที่แห่งนี้ได้กัน”

     

     

    หยางเทียนกล่าวออกมาอย่าสับสนปนสงสัยเป็นอย่างที่สุดว่าเหตุใดมันถึงได้มาอยู่ในที่แห่งนี้ได้กันหากแต่หลังจากที่มันกล่าวออกมานั้นคนพลันเคลื่อนสายตาไปมองรอบๆพร้อมบังเกิดความแตกตื่นขึ้นทันทีเนื่องด้วยตัวของมันเพิ่งจะสังเกตได้ว่าสิ่งรอบข้างนี้กลับถูกเติมเต็มไปด้วยสัตว์อสูรนานาชนิดเดินกันไปมาอย่างขวักไขว่ อีกทั้งบางตัวยังสูงใหญ่เป็นอย่างยิ่งอีกด้วย

     

     

    “ข้าคงต้องเก็บความสงสัยไว้ก่อนแล้วหากไม่รีบหาที่ปลอดภัยหลบซ่อนเพื่อฟื้นพลังลมปราณก่อนละก็ข้าย่อมต้องกลายเป็นอาหารของสัตว์อสูรพวกนี้ก่อนได้พบท่านอาจารย์เพื่อถามไถ่เรื่องราวเป็นแน่”

     

     

    เด็กน้อยกล่าววาจาออกขณะที่มันดันร่างของตนเองด้วยสองมือขึ้นอย่างรวดเร็วคล้ายว่าความตื่นตระหนกทำให้ตัวมันลืมเลือนไปแล้วว่ามันได้รับบาดเจ็บภายในจากการกลืนกินเม็ดโอสถเข้าไปอีกทั้งหลังจากลุกได้คนพลันค่อยๆขยับร่างกายเดินลัดเลาะไปกับต้นไม้ใหญ่เพื่อใช้เป็นที่กำบังกายตนเองออกจากสถานที่อันเนืองแน่นไปด้วยสัตว์อสูรแห่งนี้

     

     

    หยางเทียนค่อยๆเลี้ยวลัดหลบสัตว์อสูรอยู่ตลอดทาง มันได้พับกับตัวตนอันแปลกประหลาดหลายชนิดด้วยกันบางตัวหน้าตาคล้ายดั่งกบหากแต่กลับยืนสองขาคล้ายมนุษย์อย่างไรอย่างนั้น แต่บางตัวกลับดูน่าขนลุกขนพองเป็นที่สุดเนื่องด้วยร่างกายของมันนั้นสูงใหญ่กว่ามนุษย์ถึง3เท่าด้วยกันหัวเป็นม้าแต่ตัวกลับคล้ายเสือ ทั่วทั้งร่างมีเพลิงอันร้อนแรงปกคลุมอยู่ทั้งหมดส่งผลให้หยางเทียนที่พบเห็นพลันต้องหยุดร่างอยู่กับที่ทั้งยังซุกซ่อนลมปราณของตัวเองเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายจับสัมผัสถึงตัวตนมันได้อย่างรวดเร็วมันกระทั่งรั้งรออยู่เกือบครึ่งชั่วยามเพื่อให้สัตว์อสูรตัวนี้จากไปค่อยออกเดินทางต่อ

     

     

    เด็กน้อยเดินทางเนิ่นนานถึง2ชั่วยามเข้าไปแล้วตัวมันกลับรู้สึกว่าไม่คล้ายจะเจอทางออกจากป่าแห่งนี้เลยเสียด้วยซ้ำอีกทั้งที่ที่ดูจะปลอดภัยในป่าแห่งนี้เห็นทีว่าจะไม่มีเสียด้วยกระมัง

     

      

    “เฮ้อ . . . . เรื่องราวพวกนี้คืออันได้กันหนอคราแรกก็ถูกเฆี่ยนตีจากผุ้อาวุโศลำดับสามทั้งยังถูกโยนทิ้งไว้ในคุกกักกันอสูร คราต่อก็ถูกหมายหัวโดยพรรคจันทร์เสี้ยวแล้วยิ่งตอนนี้ข้ากลับอยู่ภายในป่าแปลกประหลาดที่เนืองแน่นไปด้วยสัตว์อสูรอย่างที่สุดตัวของข้านั้นย่อมต้องประกอบด้วยสิ่งของที่ดึงดูดแต่ภัยอันตรายและเรื่องราวอัปมงคลเข้าสู่ตนเองและคนรอบข้างอย่างแน่แล้ว”

     

     

    เด็กน้อยพลันสบถตัดเพ้อออกมาอย่างอดไม่ได้ ด้วยที่ว่าตัวมันเพียงอายุ12ปีแต่กลับเจอเรื่องราวเยอะแยะมากมายจนเกินไปอีกทั้งเรื่องราวเหล่านี้กลับไม่ใช่เรื่องราวที่ดีเลยเสียด้วยซ้ำ

     

     

    “โฮกกกกกกกกกก !!!!!!!”


    หยางเทียนยามนี้ที่กำลังเดินบ่นพึมพำตัดเพ้อตนเองอยู่นั้นพลันได้ยินเสียงอันดังกังวานของสัตว์อสูรขึ้น คนจึงเร่งเคลื่อนสายตามองไปรอบทิศทางในทันทีก่อนที่จะเจอกับตัวตนของสัตว์อสูรที่ปล่อยพลังคำรามอันเลือนลั่นเมื่อครู่ยืนอยู่ห่างจากมันประมาณเกือบ 1ลี้ได้  สีหน้าของหยางเทยีนยามนี้พลันปรากฏความวิตกกังวลออกมาในทันทีกระทั่งบนใบหน้าและร่างกายมันพลันบังเกิดหยาดน้ำปะทุออกมาจากรูขุมขนอย่างบ้าคลั่ง

     

    ด้วยตัวตนของสัวต์อสูรที่มันเห็นนั้น กลับเป็นตัวตนอันน่าสพรั่นพรึงเกินไปร่างกายของสัตว์อสูรตัวนี้นั้นสูงใหญ่เป็นอย่างมาก กระทั่งยังใหญ่กว่าสัตว์อสูรที่มีไฟอยู่รอบร่างกายที่หยางเทียนได้เจอไปเมื่อกาลก่อนถึง1เท่าด้วยกันใบหน้าของมันเต็มไปด้วยขนสีขาวประกอบกันอยู่ทั่วร่างทั้งดูไปยังคล้ายกับใบหน้าของอสูรอินทรีชนิดหนึ่งเพียงแต่มันกลับยืนด้วยสี่ขาพร้อมขู่คำรามก้องทั้งยังมองตรงมายังหยางเทียนด้วยดวงตาที่อาฆาตอย่างที่สุด

     

     

    “บัดสบ !!! ชีวิตของข้ามันจะอะไรกันนักกันหนา ตัวข้าแน่ใจอย่างยิ่งว่าได้ลบร่องลอยแห่งพลังปราณออกไปจนหมดสิ้นแล้วเหตุใดยังเจอตัวตนอันน่าหวาดหวั่นตรงหน้านี้ได้อีกกันอีกทั้งข้ากลับไม่สามารถจับสัมผัสตัวตนมันได้เลยแม้แต่น้อย ดวงข้ามันช่างเลวร้ายเสียจริง”  เด็กน้อยยามนี้พลันกล่าวสบถขึ้นอย่างรุนแรงอยู่ภายในใจมันกระทั่งเริ่มคิดว่าตัวมันนั้นต้องเป็นสิ่งเลวร้ายที่เดินได้อย่างไม่ต้องสงสัยเป็นแน่แล้ว

     

     

    หากแต่ในขณะที่หยางเทียนกำลังครุ่นคิดอยู่นั้น สัตว์อสูรคล้ายอินทรี4ขาตนนี้พลันเริ่มเคลื่อนไหวร่างกายพุ่งตรงเข้ามาที่หยางเทียนอย่างรวดเร็วในทันทีพร้อมปลดปล่อยจิตสังหารที่ลอยลอดออกมาอย่างรุนแรงคล้ายดั่งว่ามันต้องการให้ตัวตนตรงหน้ามันตกตายไปด้วยความรวดเร็วอย่างที่สุดอย่างไรอย่างนั้น

     

     

    “สัตว์อสูรลมปราณชั้นต้นขั้นหลอมรวม”เด็กน้อยกล่าวออกพร้อมขมวดคิ้วขึ้นอย่างรุนแรง

     

     

    เพียงแค่สัตว์อสูรตรงหน้าเคลื่อนที่เข้ามาและได้ปลดปล่อยกลิ่นอายมันออกมานั้นหยางเทียนพลันรู้ได้อย่างรวดเร็วว่าระดับของสัตว์ตรงหน้ามันอยู่ในระดับใดสัตว์อสูรลมปราณชั้นต้นขั้นหลอมรวมนั้นคือตัวตนที่มีพลังเทียบเท่ากับมนุษย์ที่อยู่ในชั้นหลอมรวมลมปราณทีเดียวหากแต่ในยามนี้สัมผัสของหยางเทียนกลับไม่สามารถระบุได้ว่าพลังของตัวตนตรงหน้าอยู่ในขั้นใดกันแน่สิ่งเหล่านี้ชัดเจนว่ามันย่อมมีพลังเท่ากับมนุษย์ที่อยู่ในขั้นที่ไม่ต่ำกว่าชั้นหลอมรวมลมปราณขั้นที่2อย่างแน่นอน

     

     

    อีกทั้งยิ่งไม่ต้องกล่าวถึงการเข้ารับมือกับตัวตนที่อยู่ในขั้นที่2แห่งลมปราณหลอมรวมกระทั่งแค่หยางเทียนรั้งรวมลมปราณในยามนี้ยังกระทำไม่ได้เสียด้วยซ้ำด้วยผลค้างเคียงจากฤทธิ์ของยาทะยานฟ้ายังคงอยู่ทำให้หยางเทียนยามนี้ไม่สามารถรวมลมปราณใดใดได้ทั้งสิ้นทั้งผลของมันดูท่าว่าจะอยู่ไปถึงหนึ่งวันเป็นอย่างน้อยเลยทีเดียว

     

     

    “นี่ ตัวข้าทำได้เพียงแค่ยืนมองสัตว์อสูรลมปราณตรงหน้าพุ่งเข้ามาขย้ำแล้วตกตายไปอย่างนั้นหรือเนี่ย”เด็กน้อยพลันสบถขึ้นออกมาอีกหนึ่งคำรบหากแต่คำพูดในยามนี้ของมันเต็มไปด้วยความไม่ยินยอมสายหนึ่งแลบผ่านออกมาพร้อมทั้งยังเคลื่อนสายตามองไปรอบด้านตลอดเวลาเพื่อหวังว่าจะเจอกับสิ่งใดที่สามารถช่วยให้มันรอดพ้นไปได้บ้าง

     

     

    “เปรี้ยงงงงงงงงงง !!!!”

     

     

    หากแต่ในขณะที่สัตว์อสูรลมปราณที่พุ่งเข้ามาอย่างรุนแรงด้วยคมเขี้ยวของมันใกล้จะถึงตัวของหยางเทียนนั้นคล้ายดั่งมีสายฟ้าจากทัณฑ์สวรรค์ผ่านตรงลงมาอย่างรุนแรง ทั้งยังได้ทะลุร่างของสัตว์อสูรลมปราณอย่างรุนแรงจนส่งผลให้เลือดสดๆของอสูรลมปราณนั้นสาดกระจายสะพัดไปทั่ว

     

     

    หากแต่ถึงอย่างนั้นมันก็ยังไม่ได้ตกตายไปแต่อย่างใดใบหน้าของมันยามนี้ชัดเจนว่าเกิดความหวาดกลัวขึ้นอย่างเห็นได้ชัด  ตัวมันจึงได้พยายามตะเกียกตะกายพื้นดินเพื่อเคลื่อนร่างกายด้วยแรงเพียงน้อยนิดคล้ายดั่งว่ามันต้องการจะหนีไปจากที่แห่งนี้ให้เร็วที่สุดอย่างไรอย่างนั้น

     

     

    เพียงแต่ในขณะที่สัตว์อสูรลมปราณเคลื่อนร่างกายไปได้เพียงชั่วครู่เดียวกับปรากฏร่างของบุคคลผู้หนึ่งพุ่งลงมาจากฟ้าอย่างรวดเร็วและแข็งกร้าวพร้อมด้วยกระบี่สีเงินสาดประกายกับแสงดวงอาทิตย์อย่างแสบตาเป็นที่สุด

     

     

    “ฉั้วะ !!!!”

     

     

    ร่างที่พุ่งลงมาอย่างรวดเร็วนั้นได้ส่งหนึ่งกระบี่ตัดผ่าเข้าที่หัวของสัตว์อสูรอย่างถนัดทั้งยังส่งผลให้หัวของสัตว์อสูรลมปราณในยามนี้นั้นเกิดหลุดกระเด็นออกมาจากร่างกายของมันในทันที

    คล้ายกับเรื่อง(The Eternal God) ผ่าชะตาสวรรค์ สยบสิ้นสรรพสิ่ง ที่คุณอ่าน