บทที่ 24 ซูเหวินยวนใช้ลมปากแลกของจริง เซิ่งจิ่งอวี้รู้สึกถึงความไม่ชอบมาพากล
ผ่านไปครู่หนึ่ง เซิ่งจิ่งอวี้ก็ยังอดไม่ได้ที่จะกำชับอีกสองสามประโยค
“ว่านกุ้ยเฟยไม่เหมือนกับเสด็จแม่ หากนางไม่พอใจขึ้นมา ก็กล้าที่จะสั่งให้องครักษ์ในวังทุบตีเ้าจนกระเด็นออกมาได้เลย”
เซิ่งจิ่งอวี้ไม่ได้ห้ามปรามอย่างตรงไปตรงมา แต่ความหมายในคำพูดของเขาก็ชัดเจนอยู่แล้ว
ถ้าไม่ไปได้ก็เป็การดีที่สุด
ซูเหวินยวนกล่าวอย่างจริงจัง “งานเลี้ยงครั้งนี้หากข้าไม่ไป ก็เท่ากับปล่อยให้พวกนางพูดจาเหลวไหลไร้สาระตามใจชอบ ยิ่งมีซูหลินเอ๋อร์คอยชักจูงอยู่ด้วย แค่งานเลี้ยงเพียงครั้งเดียวก็สามารถทำให้ข้าเสียชื่อเสียงย่อยยับได้แล้วเ้าคะ”
เซิ่งจิ่งอวี้ขมวดคิ้วถาม “เ้าเป็ที่น่าชิงชังถึงเพียงนั้นเชียวหรือ?”
ซูเหวินยวนย้อนถาม “แล้วจะน่าชิงชังไปกว่าท่านอ๋องอีกหรือเ้าคะ?”
หลังจากจบประโยคนี้ ทั้งสองก็เงียบไปนาน
ทางฝั่งจวนอัครมหาเสนาบดีนั้น ทะเลาะกันจนถึงเที่ยงคืน นางหวังยืนกรานว่าจะเข้าวังไปฟ้องร้องให้ได้
ส่วนซูหยวนเอาแต่นิ่งเงียบไม่พูดอะไร ในที่สุดก็หันไปถามความเห็นจากซูหลินเอ๋อร์ ให้นางเป็คนตัดสินใจ
ซูหลินเอ๋อร์ร้องไห้จนน้ำตานองหน้า วิงวอนให้นางหวังอย่าเพิ่งอาละวาดเลย
“ท่านแม่! ว่านกุ้ยเฟยกำลังคัดเลือกพระชายาให้องค์รัชทายาทอยู่นะเ้าคะ หากพวกเราไปก่อเื่ในวังตอนนี้ ให้ซูเหวินยวนพูดจาเหลวไหล แล้วข้าจะเป็พระชายาขององค์รัชทายาทได้อย่างไรกัน?”
“นางกรีดหน้าแม่นะ!” นางหวังกุมแผลบนใบหน้าของตนอย่างเจ็บใจ
ซูหลินเอ๋อร์เช็ดน้ำตาแล้วรีบพูดต่อ “ท่านแม่! ต่อให้ท่านไปฟ้องร้องก็ไม่มีประโยชน์หรอกเ้าค่ะ นางมีเฉินอ๋องคอยหนุนหลัง ฝ่าาย่อมไม่ทำอะไรนางแน่นอน รอให้ข้าได้เป็พระชายาขององค์รัชทายาทก่อน แล้วจะให้ท่านกรีดหน้ามันคืนเลยเ้าค่ะ!”
ความเกลียดชังในแววตาของนางหวังยิ่งล้ำลึกขึ้น นางพูดอย่างเกรี้ยวกราด “เมื่อก่อนนังจิ้งจอกนั่นก็มีดีแค่ใบหน้างาม ๆ ใบหน้าเดียว ทำให้พ่อของเ้าลุ่มหลงจนเกือบจะทิ้งข้าไป! ลูกสาวของมันกลับเก่งกาจกว่าแม่เสียอีก ถึงกับทำให้ท่านอ๋องลุ่มหลงได้!”
การส่งซูเหวินยวนไปจวนเฉินอ๋อง ก็เพื่อหวังจะให้นางไปตาย
แต่ผลกลับกลายเป็ว่านางพลิกโฉม กลายเป็พระชายาเฉินอ๋องไปเสียแล้ว
ซูหลินเอ๋อร์รีบปลอบโยนต่อ “ไม่เป็ไรหรอกเ้าค่ะ เฉินอ๋องเป็คนตาบอด เขาไม่มีวาสนากับบัลลังก์ ผู้ที่จะได้ขึ้นครองราชย์ มีเพียงองค์รัชทายาทเท่านั้น ท่านแม่ ท่านต้องแยกแยะให้ออกสิเ้าคะว่าเื่ไหนสำคัญกว่ากัน!”
ในที่สุดนางหวังก็ล้มเลิกความคิดที่จะเข้าวังไปฟ้องร้อง
ซูหยวนพลอยถอนหายใจอย่างโล่งอก ระยะนี้จวนอัครมหาเสนาบดีมีเื่มากเกินไป ฮ่องเต้ก็ทรงไม่พอพระทัยในตัวเขาอยู่แล้ว หากยังจะไปฟ้องร้องอีก เขาก็คงจะโดนฮ่องเต้ตำหนิอีกเป็แน่
นางหวังกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาแล้วพูดว่า “งานเลี้ยงของว่านกุ้ยเฟยครั้งนี้ เ้าจะต้องทำให้แม่ได้หน้าให้ได้นะ ความแค้นของแม่จะล้างได้หรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับเ้าแล้ว!”
ซูหลินเอ๋อร์รับปากเป็มั่นเป็เหมาะ แล้วก็คุยกับนางหวังไปจนสว่าง คืนนั้นทั้งคืน พวกนางเอาแต่ด่าทอซูเหวินยวน
เช้าตรู่ เซิ่งจิ่งอวี้ลุกขึ้นนั่งบนเตียงแล้วถามว่า “เมื่อคืนเ้าฝันถึงอะไร?”
ซูเหวินยวนหาวหวอดแล้วตอบ “ฝันว่ามีคนด่าข้า แต่ข้ากลับโต้ตอบไม่ได้ โมโหจะตายอยู่แล้ว!”
เซิ่งจิ่งอวี้ถึงกับพูดไม่ออก นางไม่ได้โต้ตอบด้วยปากก็จริง แต่เอาแต่ลงไม้ลงมือแทน ทั้งคืนดิ้นรนถีบถองสะบัดแขนขาจนเขาใตื่นอยู่เรื่อย
หลังจากลุกขึ้นจากเตียง เย่ซานก็นำข่าวดีมาบอกนางว่าป้ายิญญาของท่านแม่ได้ถูกนำไปตั้งไว้ที่ศาลบรรพชนแล้ว ถามนางว่าจะไปจุดธูปสักหน่อยหรือไม่
ซูเหวินยวนอุทานอย่างตะลึง “เร็วขนาดนี้เชียวหรือ! ข้าล้างหน้าล้างตาเสร็จแล้วจะไปเดี๋ยวนี้เลย!”
เย่ซานกล่าว “ที่จริงเสร็จั้แ่เมื่อคืนแล้วเพคะ แต่เกรงว่าจะรบกวนการพักผ่อนของพระชายา เช้านี้ถึงได้มาเรียนให้ทราบเพคะ”
ซูเหวินยวนมองไปด้านหลัง พบว่าเซิ่งจิ่งอวี้ออกไปแล้ว นางจึงกระซิบถามด้วยเสียงแ่เบา
“นำป้ายิญญาของท่านแม่ข้ามาไว้ที่จวนเฉินอ๋อง จะไม่ผิดธรรมเนียมหรือ?”
เย่ซานยิ้มแล้วตอบ “ป้ายิญญาของอวี้เฟยก็ไม่ควรจะอยู่ในจวนเช่นกันเพคะ แต่ตราบใดที่ท่านอ๋องทรงเห็นชอบ ก็ถือว่าถูกธรรมเนียม แต่ป้ายิญญาของอันเล่อโหวทำไม่ได้เพคะ พวกเขายังเป็ขุนนางต้องโทษอยู่”
ซูเหวินยวนพยักหน้า “เื่นี้ข้าทราบดี จะไม่ทำให้ท่านอ๋องต้องลำบากใจเพราะเื่นี้หรอก”
ในห้องอักษร เซิ่งจิ่งอวี้กำลังครุ่นคิด รู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง
พอเงยหน้าขึ้นมา ก็เห็นเมิ่งฉีกำลังหันหลังให้เขากัดกินขาไก่อยู่…
“เมิ่งฉี? นี่เพิ่งจะตื่นหรือ?” เซิ่งจิ่งอวี้ทึ่งในความอยากอาหารของเขา
เมิ่งฉีหัวเราะแหะ ๆ แล้วกล่าว “ข้าน้อยตื่นแต่เช้าไปสืบข่าวมาขอรับ พอกลับมาก็ทันรอบแรกพอดี ห้องครัวเล็กตั้งใจเก็บไว้ให้ข้าน้อยเป็พิเศษเลยขอรับ”
เซิ่งจิ่งอวี้เหลือบตามองเขาอย่างระอา แล้วพูดอย่างสงสัย “ทำไมข้าถึงได้งง ๆ แล้วก็ไปตั้งป้ายิญญาให้แม่ของนางเสียได้?”
เมิ่งฉีพูดอู้อี้ “ไม่งงหรอกขอรับ พระชายาก็บอกแล้วไม่ใช่หรือขอรับ ว่าถ้าหากนางตายไป สินเดิมทั้งหมดก็จะมอบให้ท่าน ให้ท่านใช้จ่ายตามสบาย ในเมื่อท่านจะได้สินเดิมทั้งหมดแล้ว ตั้งป้ายิญญาให้สักหน่อยจะเป็ไรไปขอรับ”
พอเขาพูดจบ เซิ่งจิ่งอวี้ก็ยิ่งงงหนักเข้าไปอีก “แต่นางยังไม่ตายนี่?”
คำพูดนี้ทำเอาเมิ่งฉีใจนทำขาไก่หลุดมือ
“อย่า... อย่าเพิ่งฆ่านางเลยขอรับ พระชายาคนนี้ก็ดีอยู่นะขอรับ” เมิ่งฉีพูดเกลี้ยกล่อมด้วยใบหน้าเศร้าสร้อย
เซิ่งจิ่งอวี้มองเขาเหมือนมองคนโง่ เห็นได้ชัดว่าเขาถูกซูเหวินยวนซื้อใจไปโดยสมบูรณ์แล้ว
“ใครบอกว่าจะฆ่านางกัน?” เซิ่งจิ่งอวี้พูดกับเขาไม่รู้เื่
เซิ่งจิ่งอวี้ถามต่อ “ทำไมเ้าถึงได้เข้าข้างนางขนาดนี้? สตรีก่อนหน้านี้ ไม่ได้อ่อนโยนและรู้ความไปกว่านางหรือ?”
“รู้ความแล้วมีประโยชน์อะไร? สุดท้ายก็ตายอยู่ดีไม่ใช่หรือขอรับ?”
เมิ่งฉีพึมพำพลางก้มลงไปเก็บขาไก่บนพื้น
เซิ่งจิ่งอวี้ถึงกับพูดไม่ออกยิ่งกว่าเดิม
ใจเย็นไว้ อย่าโกรธแต่เช้า ไม่ดีต่อสุขภาพ!
“เ้าไป เรียกพี่สาวเ้ามาแทนที” เซิ่งจิ่งอวี้ถอนหายใจเฮือกใหญ่หลายครั้ง
พอเย่ซานเห็นเมิ่งฉีเดินทำหน้ามุ่ยเข้ามาหานาง ก็รู้ได้ทันทีว่าเขาไปก่อเื่มาอีกแล้ว
“น้องชายข้าค่อนข้างทึ่มไปหน่อย หากเขาทำอะไรผิดพลาดไป พระชายาได้โปรดเมตตาด้วยนะเพคะ” เย่ซานเอ่ยปูทางให้น้องชายอย่างไม่สบายใจ
ซูเหวินยวนยิ้มอย่างไม่ใส่ใจ “ไม่เป็ไรหรอก ในครัวยังมีขาไก่อยู่ เ้าไปกินเพิ่มเถอะ”
เมิ่งฉีเดินไปที่ห้องครัวเล็กอย่างมีความสุข
ทางฝั่งของเซิ่งจิ่งอวี้นั้น ยังคงคิดไม่ตกอยู่ เขารู้สึกเหมือนถูกหลอก
“พระชายาไม่ได้ทำอะไรเลย แค่พูดจาเลื่อนลอยไม่กี่คำ ข้าก็ตกลงจะตั้งป้ายิญญาให้แม่ของนางแล้วหรือ?”
เย่ซานกลั้นหัวเราะแล้วกล่าว “ไม่ถือว่าเป็คำพูดเลื่อนลอยหรอกเ้าค่ะ พระชายาพูดออกมาจากใจจริง สินเดิมมากมายขนาดนั้น หลังจากนางตายไปก็สามารถมอบให้ท่านได้ทั้งหมด แลกกับป้ายิญญาอันหนึ่ง ท่านอ๋องถือว่าได้กำไรนะเ้าคะ”
เซิ่งจิ่งอวี้ถลึงตาถาม “แล้วนางจะตายเมื่อไหร่?”
เย่ซานครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วตอบ “พระชายาไม่ได้คิดจะตายเ้าค่ะ เมื่อวานนางบอกว่าอยากจะมีชีวิตอยู่ต่อไปให้นานที่สุด บางทีอาจจะอยู่จนถึงอายุเจ็ดสิบแปดสิบปี ก็คงจะพอแล้วกระมังเ้าคะ”
“...ใช้ลมปากแลกของจริง! ข้าโดนหลอกเข้าให้แล้ว”
อาหารเช้าของวันนี้ ก็ยังคงเป็ฝีมือของห้องครัวเล็กเช่นเดิม บ่าวรับใช้ในจวน ยกเว้นพวกในครัวใหญ่ ได้ย้ายมากินที่ฝั่งห้องครัวเล็กกันหมดแล้ว
คนทำงานที่ห้องครัวเล็กมีน้อย บ่าวรับใช้ในจวนจึงพากันมาช่วยล้างผักเองโดยไม่ต้องร้องขอ
ทั้งหมดก็เพื่ออาหารมื้ออร่อยเพียงมื้อเดียว
เมื่อเห็นบ่าวรับใช้ในจวนถูกบีบคั้นจนถึงขนาดนี้ เซิ่งจิ่งอวี้ก็รู้สึกผิดอยู่บ้าง
เขาไม่ได้ใส่ใจว่ากินอะไร แต่กลับทำให้คนในจวนต้องลำบากไปด้วย
ยายแก่เกายังมีหน้ายกผักต้มของนางมาวางบนโต๊ะอีก ซูเหวินยวนก็ไม่ได้ห้ามปรามนาง
สถานการณ์เช่นนี้ดำเนินไปอยู่หลายวัน หอจู๋เยว่คึกคักขึ้นเรื่อย ๆ ส่วนทางฝั่งครัวใหญ่ ก็ค่อย ๆ ปลงตกกันไป
ในเมื่อทุกคนไม่กินอาหารที่พวกนางทำ พวกนางก็อยู่เฉย ๆ
ทุกวันก็แค่ยกผักต้มไปให้เซิ่งจิ่งอวี้ ส่วนเวลาที่เหลือ ก็เอาแต่คิดว่าจะกินอะไรกันดี
“คนในจวนไม่มีใครกินข้าวของเราแล้ว พวกเราก็ไม่ได้ทำมาหลายวันแล้ว ถ้าเป็เช่นนี้ต่อไป จะไม่ถูกไล่ออกหรือ?” ยายแก่ต่งพูดอย่างกังวล
ยายแก่เกาถลึงตาแล้วพูดว่า “จะกินหรือไม่กินก็เื่ของพวกเขา พวกเราทำให้ท่านอ๋องก็พอแล้ว พวกเรามาจวนเฉินอ๋องก็เพื่อมาดูแลท่านอ๋อง ตราบใดที่ท่านอ๋องยังอยู่ ใครจะกล้าไล่พวกเราออก?”
ยายแก่อีกคนยิ้มแล้วพูดว่า “การที่พระชายาสร้างห้องครัวเล็กขึ้นมา ที่จริงแล้วก็คือการยอมอ่อนข้อให้นั่นแหละ สั่งงานพวกเราไม่ได้ ก็เลยต้องไปทำเอง”