หลังจากที่แน่ใจว่าชายชราจะไม่หลับไปอีกหลันเฟิงก็ไม่ได้ให้ชายชราสอนขั้นตอนการตีเหล็กขั้นต่อไปทันที แต่ฝืนระงับความตื่นเต้นในใจเอาไว้แล้วเอ่ยกับชายชราว่า“ถึงเวลาดูดซับและหลอมพิษผีดิบแล้ว”
พลังแรงกดของไอปราณที่จุดตันเถียนพิษรับได้ใกล้ถึงขีดจำกัดแล้วหากไม่ไปดูดซับพิษผีดิบเพิ่มความเสถียรของจุดตันเถียนพิษบางทีครั้งหน้าที่เขาเข้าสู่สภาวะละเอียดอ่อนอาจเป็เวลาที่จุดตันเถียนพิษะเิก็ได้
และแม้ว่าชายชราจะยังไม่ได้ฟื้นฟูกลับมาอย่างสมบูรณ์แต่ยามนี้มั่นใจได้แล้วว่าเขาจะไม่หลับไปง่ายๆ อีก จึงไม่จำเป็ต้องเสี่ยงทำอะไรอันตรายๆ
“ตีเหล็กยังต้องใช้ความแข็งของร่างกายเ้าหนู เ้าเติบโตแล้วจริงๆ”
ชายชรามองชายหนุ่มที่ระงับความคิดที่จะเรียนรู้วิชาตีเหล็กขั้นต่อไปเอาไว้แล้วเอ่ยชื่นชมอย่างพึงพอใจ
ชายหนุ่มกลอกตามองค้อนสองมือวางบนหลังศีรษะแล้วเดินออกไปจากลานอย่างแช่มช้า “ไปล่ะ”
มาถึงูเาเสวียนหนิวอีกครั้งอารมณ์ของหลันเฟิงกลับแตกต่างจากก่อนหน้าโดยสิ้นเชิง
สามปีก่อนเขาไปูเาเสวียนหนิวเพื่อฝึกฝนทักษะและััประสบการณ์ระหว่างการต่อสู้
ครั้งที่แล้วเขามาเพื่อทำให้จุดตันเถียนพิษเสถียรสะบัดสิ่งที่พัวพัวชีวิตออกไปได้สามปี
ยามนี้เขาฝึกฝนสำเร็จแล้วแม้ว่าพลังยุทธ์จะไม่นับว่าสูงมากแต่เทียบกับในคนวัยเดียวกันกลับไม่ด้อยไปกว่าผู้ใด
ูเาเสวียนหนิวคือูเาเล็กๆที่อยู่นอกป่าอสูร แม้ว่าบางครั้งจะมีปีศาจอสูรปรากฎตัวแต่ส่วนใหญ่ล้วนเป็ปีศาจอสูรที่อยู่ด้านล่างสุดของห่วงโซ่อาหารหากไม่ใช่เพราะสิ่งที่ไหลเวียนอยู่ในร่างของพวกมันคือโลหิตของปีศาจอสูร ก็คงไม่สมควรจะเรียกว่าปีศาจอสูรแล้วเพราะความน่ากลัวของพวกมันไม่ต่างอะไรกับสัตว์ธรรมดาบางชนิดเทียบกับพวกสัตว์ปีกที่มนุษย์เลี้ยงเอาไว้ไม่ได้ด้วยซ้ำ
ปีศาจอสูรเหล่านี้ถูกเรียกว่าปีศาจอสูรเทียมเป็สิ่งที่ไม่อันตรายตุ่์และสิ่งมีชีวิตอื่นๆ
และปีศาจผีดิบก็คือปีศาจอสูรที่อ่อนแอที่สุดในบรรดาปีศาจอสูรเทียมเรียกว่าได้เป็สิ่งมีชีวิตที่อ่อนแอที่สุดในบรรดาปีศาจอสูร
และเพราะความอ่อนแอของพวกมันหลันเฟิงถึงเลือกเป็เป้าหมายในการฝึกฝน หากเปลี่ยนเป็ปีศาจอสูรที่แข็งแกร่งขึ้นหลันเฟิงก็ต้องขบคิดให้ดี มิเช่นนั้นอาจจะไม่ได้ฝึกฝนทักษะการต่อสู้ แต่ได้กลายเป็เหยื่อของปีศาจอสูรแทน
หลันเฟิงปีนหน้าผาขึ้นไปถึงยอดเขาได้อย่างง่ายดายก่อนจับปีศาจผีดิบที่กำลังคิดจะหนีอย่างรวดเร็ว
เขาเปิดฝากาน้ำเหล็กขนาดใหญ่ในมือทำให้ปีศาจผีดิบเืไหล แล้วเอากาน้ำไปรองไว้
อาจเป็เพราะสิ่งที่ไหลเวียนในร่างของตนเองก็คือโลหิตปีศาจอสูรเช่นเดียวกันหลันเฟิงถึงรู้สึกคุ้นเคยกับสิ่งมีชีวิตที่ไม่เป็อันตรายเหล่านี้และยอมยุ่งยากสักหน่อยโดยการสร้างาแเล็กๆ แล้วปล่อยให้เืค่อยๆ ไหลออกมา และไม่ปล่อยให้เืไหลมากเกินไปจนทำให้ถึงแก่ชีวิต
เขาเหมือนเห็นชะตะกรรมชีวิตของตนเองในตัวพวกมันอย่างไรอย่างนั้น
ความสามารถในการสืบพันธุ์ของพวกปีศาจผีดิบนั้นเรียกได้ว่าสุดยอดซ้ำพวกมันยังเติบโตอย่างรวดเร็ว บนูเาเสวียนหนิวเล็กๆแห่งนี้มีปีศาจผีดิบอยู่ไม่ต่ำกว่าสามหมื่นตัว ปีศาจผีดิบที่ถูกหลันเฟิงจับยี่สิบสามสิบตัวเป็เพียงส่วนน้อยเท่านั้น
หลันเฟิงสูดลมหายใจลึกเข้าไปเฮือกหนึ่งปิดฝากาน้ำเหล็กที่บรรจุโลหิตจนเต็มแล้วสามใบ จากนั้นก็นำเชือกมาร้อยพวกมันเข้าด้วยกันแล้วลงจากเขาไป
เมื่อไปถึงนอกลานฝีเท้าของหลันเฟิงหยุดชะงักเล็กน้อย พลางมองหญิงสาวน่ารักที่ยืนอยู่ในลานด้วยความประหลาดใจ“แม่นาง เ้ามาได้อย่างไร”
“พี่หลันเฟิง”เท้าเรียวเขย่งปลายเท้าอยู่บนศิลาปูพื้นราวกับแมลงปอ ใบหน้าของหญิงสาวประดับด้วยรอยยิ้มที่ทำให้โลกทั้งใบขาดสีสัน“เสวี่ยเอ๋อร์ได้ยินว่าพี่หลันเฟิงทะลวงระดับไอปราณได้ จึงมาแสดงความยินดี”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นหลันเฟิงกลับโบกมือด้วยรอยยิ้มเยือกเย็น “ก็แค่ระดับไอปราณไม่ใช่หรือ มีอะไรให้ต้องฉลองกัน”
หากเป็สามปีก่อนการทะลวงระดับไอปราณได้ แน่นอนว่าเขาย่อมตื่นเต้นดีใจแต่สำหรับหลันเฟิงในยามนี้ระดับไอปราณเป็แค่ขั้นแรกในการจะขึ้นไปอยู่บนจุดสูงสุดของผู้แข็งแกร่งเท่านั้นเป้าหมายของเขาไม่ใช่ระดับไอปราณและไม่ใช่ระดับพลังปราณแต่เป็ระดับที่สูงกว่านั้น
ความทุกข์ทรมานสามปีทำให้ความทะเยอทะยานของชายหนุ่มเพิ่มขึ้น
“ระดับไอปราณก็ร้ายกาจแล้วไม่ใช่หรือข้ายังไม่ถึงระดับไอปราณเลย” ในความเข้าใจอันบริสุทธิ์ของหญิงสาวบางทีบิดาของนางหยางเซียวอาจจะเป็สิ่งที่ร้ายกาจที่สุดในใต้หล้าแล้วก็เป็ได้
“ก็อาจจะกระมัง”หลันเฟิงฉีกยิ้มไม่ได้โต้แย้งอะไร แล้วถือกาน้ำเหล็กั์สามใบเข้าไปในลาน
กลิ่นหอมโชยตามหลังหญิงสาวเดินมาเคียงไหล่หลันเฟิงอย่างรวดเร็ว
“พี่หลันเฟิงได้ยินว่าท่านก็จะเข้าร่วมการล่าประสบการณ์ในครั้งนี้ด้วย เป็ความจริงหรือ”หญิงสาวกะพริบตาปริบๆ แล้วเอ่ยถามด้วยเสียงแ่เบา
หลันเฟิงมองหญิงสาวด้วยความประหลาดใจแวบหนึ่งพอนึกถึงฐานะของบิดาอีกฝ่ายก็เข้าใจทันที จึงพยักหน้าอย่างแช่มช้า “ใช่แล้ว ข้าจะเข้าร่วม”
คิ้วงามขมวดเข้าหากันหญิงสาวลังเลเล็กน้อยแล้วเอ่ยถามว่า “เช่นนั้น...เช่นนั้นท่านไม่เข้าร่วมได้หรือไม่”
หลันเฟิงจ้องมองหญิงสาวด้วยความตกตะลึงฝีเท้าหยุดชะงัก “เพราะอะไรหรือ”
หยางเสวี่ยกัดริมฝีปากพลางจ้องเข้าไปในแววตาฉงนของหลันเฟิง แล้วเผยอริมฝีปากเล็กน้อย“เพราะข้าได้ยินท่านพ่อบอกว่าการล่าประสบการณ์นั้นอันตรายมากทุกครั้งจะต้องมีคนตาย และมีคนได้รับาเ็มากมาย เสวี่ยเอ๋อร์...เสวี่ยเอ๋อร์ไม่อยากให้ท่านไปเสี่ยง”
หลันเฟิงก็เอ่ยด้วยรอยยิ้มสงบนิ่งว่า“แม่นาง เ้าไม่เชื่อมั่นในตัวข้าขนาดนั้นเลยหรือ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นหยางเสวี่ยพลันร้อนใจ ใบหน้าเล็กๆ ที่วิจิตรงดงามพลันร้อนรนรีบอธิบายว่า“ไม่ใช่อย่างนั้น ข้าเชื่อมั่นในตัวพี่หลันเฟิงตลอดมา แต่แค่...แต่แค่...” หญิงสาวไม่รู้จะอธิบายอย่างไรดีหยาดน้ำตาเกือบจะไหลพรั่งพรูออกมา
มองหญิงสาวที่จะร้องไห้อยู่รอมร่อหลันเฟิงก็อดตำหนิตัวเองไม่ได้ ยื่นมือไปลูบศีรษะของหญิงสาวอย่างแ่เบาแล้วเอ่ยด้วยรอยยิ้มบางๆว่า “เอาล่ะ ข้าเชื่อเ้า ใต้หล้านี้ผู้ใดก็สงสัยในกำลังของข้าได้ทั้งนั้นมีเพียงเ้าที่ไม่มีทางเป็อย่างนั้น”
เมื่อถูกชายหนุ่มััเช่นนี้หยางเสวี่ยก็หรี่ตาลง ปากโค้งเป็รอยยิ้มงดงาม
หลังจากความเงียบผ่านไปชั่วครู่หลันเฟิงก็เอ่ยด้วยสีหน้าจริงจังว่า “ข้าอยากเข้าสำนักศึกษาเมิ่งอู่”
นี่คือครั้งแรกที่เขาเผยปณิธานของตัวเองกับคนนอกคนทั่วไปอาจจะคิดว่าเขาเข้าร่วมการล่าประสบการณ์ครั้งนี้เพื่อสั่งสมประสบการณ์สำหรับเตรียมตัวในการล่าประสบการณ์ครั้งต่อไปแต่มีเพียงเขาเองที่รู้เป้าหมายของตนดี มันไม่ใช่แค่การสั่งสมประสบการณ์แต่เป็การติดสามอันดับแรกของการล่าประสบการณ์
สำหรับเขานั้นหากไม่ติดหนึ่งในสามอันดับแรกก็หมายความว่าล้มเหลว
“เห!” หญิงสาวเบิกตากว้าง ร้องอุทานด้วยความใ
“ชู่ว์”
หลันเฟิงยื่นมือไปปิดปากหญิงสาวหน้านางพลันแดงระเรื่อ เขาใยิ่งจึงรีบชักมือกลับมาอย่างเก้อๆ แล้วเดินถือกาน้ำเหล็กั์ที่บรรจุโลหิตของปีศาจผีดิบสามใบเข้าไปในเรือนราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
หญิงสาวยืนขวยเขินมึนงงอยู่ที่เดิมไม่ขยับสิ่งที่เดิมคิดจะพูดกลับพูดไม่ออกสักคำ
แต่ไม่นานนางก็จากไปอย่างเงียบๆพร้อมกับใบหน้างดงามที่แดงก่ำราวกับไฟไหม้
เมื่อเห็นหญิงสาวจากไปหลันเฟิงก็ผ่อนลมหายใจเล็กน้อยการกระทำตามสัญชาตญาณเมื่อครู่ทำให้บรรยากาศระหว่างทั้งสองแทบจะเปลี่ยนเป็ขัดเขินเขาไม่รู้ว่าควรจะเผชิญหน้ากับหญิงสาวอย่างไรจริงๆ
ยามที่เงาร่างของหญิงสาวหายวับไปจากครรลองสายตาของหลันเฟิงหัวใจของเขากลับรู้สึกโหวงแปลกๆ
“ข้ามั่นใจมากว่าหัวใจดวงน้อยๆของเ้าไม่ได้คิดว่านางเป็แค่น้องสาวแน่นอน” ชายชราหัวเราะร่า
หลันเฟิงชักสายตาจากจุดไกลๆกลับมาจับจ้องชายชราอย่างราบเรียบ “ท่านยังอยากจะกลืนกินิญญาอยู่ไหม”
“ข้าก็แค่พูดไร้สาระน่า”
“งั้นท่านก็ปิดปากอยู่เงียบๆไปซะ”
“เ้า...” ชายชราถลึงตามองชายหนุ่มผ่านไปชั่วครู่ถึงถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่ง “เ้าเด็กโหดร้าย”
ห้าหกวันต่อมา เงาร่างของหลันเฟิงก็ไปปรากฏบนูเาเสวียนหนิวบ่อยๆแม้จะเก็บโลหิตมาตัวละไม่มาก แต่เขาเก็บมาจากปีศาจผีดิบสามร้อยตัว จำนวนเท่านี้เพียงพอต่อความ้าของหลันเฟิงแล้ว
จุดตันเถียนพิษคือรากฐานของหลันเฟิงเพื่อพัฒนาความเสถียรของจุดตันเพียนพิษ เขาจึงพยายามสะกดความอยากฝึกฝนจนแทบรอไม่ไหวเอาไว้แล้วตั้งใจดูดซับและหลอมพิษผีดิบ
เมื่อผ่านการหลอมมาห้าหกวันโดยไม่ได้นอนพักหรือกินดื่มความเสถียรของจุดตันเถียนพิษก็อยู่ในขั้นสูงแล้วพลังแรงดึงดูดที่เกิดขึ้นในยามนี้แข็งแกร่งกว่าเดิมเป็เท่าตัวไอปราณที่โคจรอยู่รอบๆ ทะลักเข้ามาในร่างกายของหลันเฟิงตลอดเวลาทำให้พลังยุทธ์ของเขาเพิ่มขึ้นตลอดเวลาแม้ว่าความเร็วจะไม่เท่ากับการตั้งใจฝึกฝนแต่ก็น่าประทับใจเป็อย่างยิ่ง
“จากระดับความแข็งแกร่งของจุดตันเถียนของเ้าในยามนี้น่าจะเพียงพอให้เลื่อนไปถึงระดับพลังปราณแล้ว” หลังจากตรวจสอบอย่างละเอียดชายชราก็เอ่ยขณะขบคิดไปด้วย
ผ่อนลมหายใจออกมาเฮือกหนึ่งใบหน้าสงบนิ่งของหลันเฟิงก็เผยรอยยิ้มออกมา
ยังเหลือเวลาก่อนการล่าประสบการณ์อีกยี่สิบกว่าวันเขาต้องตั้งใจเรียนการตีเหล็กแล้ว
สำหรับหลันเฟิง การเรียนวิธีตีเหล็กถือเป็การฝึกฝนเช่นกัน
เขาอยากทำความเข้าใจสักหน่อยจากพร์ของตนเองในยามนี้รวมทั้งสามารถเข้าสู่สภาวะละเอียดอ่อนอันน่ากลัวนั่นได้ยี่สิบกว่าวันนี้เขาจะไปถึงระดับใดกันแน่
ระดับไอปราณขั้นห้า?ระดับไอปราณขั้นหก? หรือว่าจะไปถึงระดับไอปราณขั้นเจ็ด?