เขารู้สึกเซ่อๆซ่าๆ งงๆจนออกมายืนด้านนอกประตู กระทั่งมีเสียงเปิดผ้าม่านเบาๆ จึงหันกลับไปมองดูภาพที่เห็นคือท่านเซียน มือขาวเรียวเล็กกว่าชายหนุ่มทั่วไปเมื่อยื่นมาจับข้อมือของเขากระตุกอย่างแรงดึงร่างที่หนากว่าเข้าไปด้านในไหวเซิ่งยืนมองใบหน้างดงามของชายหนุ่มที่นั่งตรงข้ามด้านหน้า ค่อยๆ นั่งลง
“ท่านนั่งลงก่อน”
“ท่านเป็ใครกันแน่”
“ท่านรองแม่ทัพ ได้โปรดฟังข้าอธิบาย เพื่อความสะดวกและความปลอดภัยในการลงเขามาฝึกตนข้ามีความจำเป็ต้องปลอมแปลงรูปลักษณ์ภายนอก ท่านอาจารย์เป็ผู้กำชับดังนั้นข้าจึงมิอาจฝ่าฝืนได้”
จิ่วเอ๋อร์บอกเล่าเพียงส่วนของตนเองเลี่ยงที่จะเอ่ยถึงจิ่วเหมยฮวาสิ่งที่ปกปิดไว้ได้ก็ควรต้องปกปิดไว้ก่อนนางถูกพบเห็นโดยบังเอิญจึงจำเป็ต้องอธิบายให้ชัดเจนหลีกเลี่ยงการถูกเข้าใจผิดโดยไม่จำเป็ชายหนุ่มเบื้องหน้ามีอำนาจในมือหากเขาไม่เข้าใจเกรงจะสร้างความยุ่งยากให้พวกตนไม่น้อย
“ท่านเป็เซียนสตรี?”
“ ข้ายังไม่ได้เป็เซียน แต่ข้าเป็สตรี มีวาสนาได้รับโอกาสร่ำเรียนได้บำเพ็ญภาวนาข้าคาดหวังว่าอีกไม่นานจะได้บรรลุถึงขั้นเป็เซียน นี่เป็เป็ครั้งแรกที่ได้รับอนุญาตให้ลงจากอารามอาจารย์เกรงว่าจะเกิดอันตรายดูแลตนเองไม่ได้จำเป็ต้องแต่งกายเป็ชายตลอดการเดินทาง”
“ท่านมีนามว่าอันใด?”
“จิ่วเอ๋อร์ อาจารย์เรียกข้าว่าจิ่วเอ๋อร์”
“หากอยู่ตามลำพังข้าเรียก จิ่วเอ๋อร์ ได้หรือไม่”
“ได้ๆ”
“ท่านมาหาข้ามีธุระอันใดหรือไม่”
“ไม่มีอะไรสำคัญเพียงมาดูว่ามีสิ่งใด้าเพิ่มเติมหรือไม่เท่านั้น”
“หากข้าชวนเ้าไปชมทิวทัศน์และบรรยากาศในเมือง ท่าน..”
“ดีสิ ข้ากำลังอยากออกไปพอดีศิษย์น้องข้าเอาแต่บำเพ็ญเพียร ข้าไม่มีเพื่อนอยู่พอดี”
“ท่านจะไปในลักษณะนี้?”
“ไม่ดีหรือ”
“ไปชมทิวทัศน์ชายไปกับชาย เอ่อ..มันดูแปลกๆแต่ถ้าเ้าไม่สะดวกก็ไม่เป็ไร”
“555 ท่านคิดมากไป แค่การแต่งกายเดี๋ยวข้าไปเปลี่ยนชุดคิดว่าไปกับท่านรองแม่ทัพในเมืองนี้คงไม่มีใครรังแกข้า ใช่หรือไม่”
“แน่นอน ใครกล้าข้าจะซัดให้น่วมเลย”
หลังจากนั้นเป็่ที่บรรยากาศในค่ายทหารผ่อนคลายลงเล็กน้อยเพราะท่านอ๋องฟื้นแล้วแม้จะมีสติไม่นานก็หลับไปก็ตามจิ่วเอ๋อร์กับไหวเซิงสองคนออกไปเดินเล่นในเมืองหลายครั้งผู้คนพบเห็นต่างคิดว่าท่านรองแม่ทัพพาสาวงามจากบ้านใดออกมาเที่ยวเล่นเช่นนี้จะแต่งภรรยาแล้วหรือต้องบอกว่าหลายปีที่ผ่านมามีสาวๆในเมืองต่างเมียงมองอยากหาโอกาสเข้าไปเชื่อมสัมพันธ์ด้วยไหวเซิงแม้จะมีรูปร่างแข็งแกร่งใบหน้าหล่อเหลาคมเข้มแต่ก็มีบุคลิกเป็คนดุดันหน้าตาก็บึ้งตึงตลอดเวลาไม่เคยเห็นมีเวลาที่หัวเราะร่าเช่นนี้มาก่อนเลย สาวๆจึงไม่กล้าที่จะเข้ามาวุ่นวายในเวลานี้สาวๆเ่าั้ต่างแอบมองด้วยความอิจฉาและอยากรู้อยากเห็นว่าเป็สาวงามจากตระกูลใด
“จิ่วเอ๋อร์ พรุ่งนี้เ้าจะไปแล้วเ้าจะคิดถึงข้าบ้างหรือไม่”
“ข้า..พวกเราพึ่งรู้จักกันไม่นาน”
“ข้าเป็คนตรงไปตรงมาข้ารู้สึกชอบเ้าและข้าไม่มีของมีค่าใดจะให้เ้า ในเวลานี้หากเ้ายังไม่มีคนในใจได้โปรดรับสิ่งนี้ไว้หากได้พบกันครั้งหน้าเ้ามีคนในใจแล้วเ้าค่อยคืนของให้ข้า”
จิ่วเอ๋อร์มองมือใหญ่ที่ยื่นมาให้ตน ใตร่ตรองดูอาจารย์บอกแก่นางเสมอว่าผู้อื่นให้ของแก่เราเ้าต้องตอบแทนไม่ติดค้างน้ำใจอีกฝ่ายเมื่อคนอื่นดีด้วยเ้าต้องไม่เอาเปรียบเขานางคิดๆดู เพราะเติบโตบนอารามทั้งตัวไม่มีของใดมีค่าพอจะแลกกับอีกฝ่ายได้จึงเอื้อมไปหยิบปิ่นปักผมที่ใช้ประจำยื่นให้เขา
“เช่นนั้นเราสองคนแลกกัน ข้าให้ท่านหนึ่งชิ้นรับไปสิปิ่นนี่เป็ของมีค่าเพียงชิ้นเดียวที่ข้ามีแม้จะไม่มีค่าเท่าใดนักแต่มันก็เป็ของที่อยู่กับข้ามานานหลายปีมากหวังว่าจะไม่รังเกียจ”
“ข้าจะเก็บไว้เป็อย่างดี”
ไหวเซิงกำปิ่นหยกเขียวไว้ในมือในแววตาบังเกิดความมุ่งมาดกระพริบตาหนึ่งแล้วหายไป นับั้แ่นางจากไปหลายวันมานี้เขาได้แต่พบนางในฝันเท่านั้นภาพเ่าั้เป็เพียงมายาที่เขาสร้างขึ้น แต่ทำอย่างไรได้ เขาคิดถึงเหลือเกินภาระบนไหล่ก็มิอาจปลดวางลง หรือเขาต้องเก็บไว้่เป็เพียงความทรงจำเท่านั้น
การลงเขาของจิ่วเหมยฮวาและจิ่วเอ๋อร์คือการฝึกฝนและการสร้างบุญกุศลโดยการช่วยเหลือชาวบ้านเพื่อเพิ่มวาสนาในการบำเพ็ญเพียรเป็เหตุผลหนึ่งเท่านั้นสำหรับจิ่วเหมยฮวายังมีอีกเหตุผลที่ทำให้นางลงเขาคือนางอยากรู้ที่มาที่ไปของร่างเดิมที่นางเข้ามาอาศัยร่างนี้เป็ความบังเอิญหรือลิขิตฟ้าก็ตามนางได้ค้นพบบันทึกสั้นๆ เกี่ยวข้องกับสตรีแซ่หวังนางสอบถามไปเรื่อยแต่ก็มิได้คาดหวังใดๆ
หลังจากช่วยเหลือท่านอ๋องผู้นั้นนางกับจิ่วเอ๋อร์ก็จากมาระหว่างทางที่เสาะหาเื้ัของตนเอง จิ่วเอ๋อร์ก็หายตัวไปจิ่วเหมยฮวาพยายามติดตามหาอีกฝ่ายจนแน่ใจว่าหาไม่พบแล้วจึงเริ่มเปลี่ยนเส้นทางเพื่อกลับอารามล้มเลิกความคิดที่จะหาภูมิหลังของร่างนี้ยามลงเขามาสองคนยามนี้เหลือเพียงตัวนางได้แต่ช่วยคนระหว่างทางสอบถามหาคนหายและสตรีแซ่หวังโดยตั้งใจไว้ว่าหากไร้วี่แววก็คงตั้งใจเดินทางกลับอาราม
“ท่านป้าท่านรับยานี้กลับไปให้คนที่บ้านเคี่ยวให้ทานหากยังไม่ดีขึ้นก็กลับมาหาข้า ข้ายังตั้งโต๊ะอยู่ที่นี่อีกสักสองสามวัน”
“ขอบคุณมากท่านหมอ”
อาศัยสอบถามจากคนป่วยและญาติที่มารักษาหลายครั้งได้ข่าวคราวแต่พอตรวจสอบอย่างถ้วนถี่ก็ยังไม่พบแม่นมหวังตอนนี้จิ่วเหมยฮวาก็ไม่ได้คาดหวังผลที่ได้นัก การฝึกบำเพ็ญเพียรที่ก้าวหน้าขึ้นทำให้ใจสงบนิ่งความรู้สึกต่างๆก็เหมือนเมฆหมอกค่อยๆจางหายหากได้พบถือเป็วาสนาหากไม่พบก็ไร้วาสนา เท่านั้นเอง
“ท่านน้าๆ มารดาข้าป่วยหนักท่านรักษาให้ได้หรือไม่”
นางก้มลงไปเล็กน้อยจึงเห็นที่มาของเสียงเรียกเด็กน้อยความสูงเพียงเหนือโต๊ะขึ้นมาเล็กน้อย น่าจะมีอายุราวๆ หกเจ็ดปี หน้ากลมๆตากลมๆ นิ้วป้อมๆกำลังลูบอึกมือไปมาคล้ายหวาดกลัวนาง
“ข้าไม่มีเงินแต่ข้าทำงานได้ทุกอย่างขอเพียงท่านหมอยอมไปรักษามารดาที่บ้านให้ข้าได้โปรดเถิดท่านหมอมารดาข้าไม่สบายมาก”
“เ้าตัวเพียงเท่านี้นะ บิดาเ้าไปไหนใยให้เด็กเล็กๆออกมาตามหมอ”
“ข้าอยู่กับมารดา ไม่มีบิดา”
“ข้าจะไปกับเ้าก็ได้ เ้านำทางไปสิเด็กน้อย”
“ทางนี้ขอรับท่านหมอ”
เด็กน้อยแววตาแสดงออกชัดเจนว่าดีใจมากเขาไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะตอบรับคำขอร้องของตนเองทันทีเดิมคิดว่าจะต้องร้องไห้อ้อนวอนหรือคุกเข่าโคกศรีษะให้ก็ไม่แน่ว่าอีกฝ่ายจะยินยอมไปรักษาท่านแม่ของตนเพราะที่ผ่านมาความยากจนทำให้หมอหลายคนไม่ยินดีที่จะต้อนรับเขาด้วยซ้ำสายตาดูถูกที่ส่งมาก็มากมายดุจสายฝนแต่เขามีแม่เพียงคนเดียวเท่านั้นรีบวิ่งนำหน้าก่อนจะหันหลังกลับมามองเป็ระยะๆ เพราะเกรงว่าท่านหมอจะเปลี่ยนใจแล้วหายตัวไป
เรือนเล็กมุงหลังคาด้วยหญ้าตัวเรือนทำด้วยไม้ดูทรุดโทรม เข้าไปด้านในไม่มีเครื่องเรือนสักชิ้นมีร่างเล็กผอมบางนอนไร้เรี่ยวแรง เสื้อผ้าเก่าขาดผมเผ้าแห้งกรอบ ใบหน้าซูบซีดมองดูคล้ายคนใกล้ตาย
“ท่านหมอ..แค่กๆ...ข้าไม่ไหวแล้วท่านไม่จำเป็ต้องรักษาข้าหรอก แค่กๆ”
จับชีพจรดูอ่อนแรงแทบจับไม่พบลมหายใจแ่เบา ขาดเป็่ๆ สตรีท่านนี้คงไม่รอดแล้วจริงๆนางมีน้ำตาไหลซึมออกมามองหน้าท่านหมอด้านหน้าหากนางจากโลกนี้ไปบุตรชายเพียงคนเดียวของนางคือห่วงสุดท้ายที่นางกังวลเกรงว่าเขาจะไม่อาจเติบโตต่อไปได้หากไม่มีคนดูแล
“ข้าห่วงเพียงบุตรชายที่ยังเล็กต้องกำพร้าไม่มีผู้ดูแล แค่กๆๆ ท่านหมอ นายท่าน ข้าขอฝากฝังบุตรชายไว้กับท่านได้โปรดเมตตาด้วย ข้าจะได้นอนตายตาหลับ”
สตรีนางนี้แต่งกายเก่าขาดรูปร่างผอมจนหนังหุ้มกระดูกกลับเลี้ยงดูบุตรชายได้ดียิ่งกลมเหมือนซาลาเปาช่างเป็มารดาที่ดียิ่งนักจิ่วเหมยฮวาครุ่นคิดเล็กน้อยเด็กก็พอช่วยเหลือตนเองได้แล้วนางเพียงรับปากแล้วพาเด็กชายขึ้นเขาไปฝากฝั่งให้อาจารย์ทั้งหลายช่วยกันดูแลเขาก็ย่อมได้
“ได้ ข้าจะรับไว้เลี้ยงดูแทนท่านเอง”
นางยิ้มบางก่อนจะพูดคุยสั่งเสียบุตรชายก่อนที่จะหลับไปอย่างหมดห่วงคนจากไปแล้วซาลาเปาลูกใหญ่นี้ตนจะรับไว้เองหลังจากจัดการฝังมารดาของเด็กน้อยเรียบร้อยแล้วก็เอ่ยปากชวนให้ติดตามนางออกเดินทางไปด้วยกัน
“เ้าตามข้าไป ไม่ต้องเศร้าโศกจนเกินไป”
นางปลอบโยนเด็กไม่เป็ น้ำตาเด็กน้อยยังคงไหลตลอดแต่ไม่มีเสียงร้องไห้โยเยกลับยิ่งดูหน้าสงสารนักรับคำพลางยกแขนเสื้อเก่าขึ้นซับน้ำตาที่ยังไม่ยอมหยุดไหลแม้จะไม่ร้องไห้แล้วกลับเป็ภาพที่น่าสงสารยิ่งนัก
“เ้าต้องเป็เด็กดีสร้างบุญสร้างกุศลให้มากๆ มีใจเมตตามากๆ จะได้ส่งผลให้มารดาความสุข”
“ขอรับ”
“ต่อไป เ้าชื่อซานหยาง ติดตามข้าฝึกฝนบำเพ็ญเพียรข้ายังรับเ้าไว้เป็ศิษย์มิได้ ด้วยยังไม่เคยได้รับการอนุญาตจากท่านอาจารย์หากภายภาคหน้าข้าสามารถรับศิษย์ได้เ้าคือศิษย์คนแรกของข้า”
“ซานหยางเข้าใจแล้วขอรับท่านเซียน”
“นามของข้าคือ จิ่วเหมยฮวา เ้าเพียงรับทราบห้ามเอ่ยนามของข้าต่อหน้าผู้ใดหากมิได้รับอนุญาตเข้าใจหรือไม่”
“ขอรับ”
“ตามข้าไปที่พักจะแนะนำคนผู้หนึ่งให้กับเ้าวัยพวกเ้าน่าจะไล่เลี่ยกันในยามนี้เ้าติดขัดสิ่งใดสามารถสอบถามได้”
ทางกลับอารามนางยังคงแวะตรวจรักษาผู้คนตามรายทางเมื่อเห็นดวงตาที่ไร้เดียงสาเต็มไปด้วยน้ำตาของเด็กชายที่สูญเสียมารดานางก็ใจอ่อนรับอุปการะเด็กชายวัยหกเจ็ดปีคนนี้ให้ติดตามมาด้วยทำให้การเดินทางตอนนี้เรามีกันสามคนแล้ว (นางนับรวมเสี่ยวไป๋เป็อีกหนึ่งคนด้วย)
จิ่วเหมยฮวาแต่งกายชุดบุรุษแปลงรูปลักษณ์เช่นเดิม ชายผ้าสีขาวปลิวไสวยืนริมเขามองไปยังที่ผืนใหญ่ที่ถูกทิ้งให้รกร้างจากระยะไกลมองเห็นขอบรั้วกำแพงยาวไกลด้านในคาดว่าจะเป็ตัวเรือนที่ดูรกร้างแต่สภาพยังพอใช้
“ที่นี่..ไม่มีความทรงจำของเ้าของร่างเดิมเลยสักเพียงนิดหากนางเคยอาศัยอยู่ที่นี่ควรจะมีสักเล็กน้อยสิ หรือข้าจำเป็ต้องเข้าไปภายในจึงจะเรียกความทรงจำของร่างเดิมได้”
“แล้วเด็กหญิงรูปร่างบอบบางอายุน้อยเช่นร่างเดิมของนางเดินทางไปไกลจนถึงทางขึ้นอารามได้อย่างไร”
มีชายสูงวัยกำลังแบกกิ่งไม้และมีตะกร้าที่มีพืชและผลไม้ใส่อยู่ภายในค่อนตะกร้ากำลังเดินผ่านไปมองมาที่ชายหนุ่มแปลกหน้าอย่างสนใจ พลางหยุดแล้วพูดคุยด้วย
“พ่อหนุ่มเ้าสนใจที่ดินแปลงนั้นหรือ “
“ขอรับท่านลุงเหตุใดบ้านหลังใหญ่ขนาดนี้ ไม่มีคนอาศัยอยู่ปล่อยให้ทรุดโทรม”
“เ้าเป็คนต่างถิ่นละสิเดิมที่บ้านหลังนั้น มีคนอาศัยอยู่ร้อยกว่าคนรวมบ่าวไพร่เพียงแค่คืนเดียวเกิดเหตุร้ายแรงรุ่งเช้ามีคนไปพบทั้งจวนเสียชีวิตหมดไม่มีใครรอดสักคนเืไหลเต็มไปหมดเลย น่าสงสารเด็กเล็กๆ ก็ไม่เหลือรอดสักคน น่าเวทนา”
“ท่านลุง แล้วที่นี่บ้านของผู้ใดขอรับ”
“บ้านสกุลจิ่วเป็สกุลที่มีใจเมตตามาก ทุกเดือนจะตั้งโต๊ะแจกทานที่วัดในเมืองทุกเดือนคนยากคนจนไปขอความช่วยเหลือก็ไม่เคยไล่ ไม่เคยทำร้าย น่าเสียดาย”
“เ้าหนุ่ม ข้าไปก่อนละช้านักเดี๋ยวยายแก่ที่บ้านจะโมโห”
การเดินทางมาหาสตรีที่เป็แม่นมของจิ่วเหมยฮวาคนเดิมนางได้สอบถามจนมาถึงที่นี่แต่เมื่อไม่มีตระกูลจิ่วและไม่มีข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับสตรีแซ่หวังการติดตามหาคงจบลงเพียงเท่านี้ จากนี้ไปนางไม่มีสิ่งใดๆติดค้างเ้าของร่างเดิมแล้วนางก็ควรเดินทางกลับอารามเสียที เฮ้อแถมนางยังทำคนหายไปอีกจะตอบอาจารย์ว่าอย่างไรดีดูเหมือนการลงเขาครั้งนี้จะไม่ราบรื่น
นอกประตูเมืองด้านทิศใต้ของเมืองหลวงมีร้านน้ำชาเล็กๆ มีโต๊ะเล็กๆ สามโต๊ะ เก้าอี้สิบตัวเป็ร้านเก่าแก่ของหญิงชราร่างเล็กผอมบางผมยาวสีขาวปิดคลุมครึ่งซีกใบหน้าด้านซ้ายและบุตรชายวัยหนุ่มกล้ามเนื้อแข็งแรงเป็มัดๆ ใส่เสื้อผ่าหน้ากางเกงห้าส่วนบนบ่ามีผ้าผืนสีขาวสำหรับปัดฝุ่นบนโต๊ะให้แขกที่เข้าร้านก่อนจะเชิญแขกแต่ละโต๊ะอย่างสุภาพทั้งสองแม่ลูกเปิดร้านแต่เช้าตรู่ทุกวัน ขายชา ซาลาเปาและอาหารแห้งสำหรับเดินทาง
“ชากาหนึ่ง ซาลาเปาสามลูก”
“ได้แล้วๆ” ลูกชายเ้าของร้านเดินมาวางกาน้ำชาจานซาลาเปา
“วันนี้เดินทางอีกแล้วหรือเถ้าแก่”
“ใช่ๆ เอาสินค้าไปส่งขากลับต้องแวะไปเยี่ยมญาติอีกเมือง ท่านป้าไม่ออกมาขายชาหรือวันนี้?”
"ท่านแม่แก่แล้ว เมื่อวานขายดีมาก วันนี้ปวดขาเข่าบวมมากไม่ได้ออกมา”
“ข้าไปก่อนนะ วันหน้าแวะมาอุดหนุนใหม่”
“ขอบคุณ เดินทางปลอดภัยนะ” ชายหนุ่มเก็บเงินเช็ดโต๊ะ จัดเก้าอี้เรียบร้อยถือถาดเก็บเข้าไปด้านในรอลูกค้าที่เดินทางผ่านไปผ่านมา
“ชาไหมครับ ซาลาเปาก็มีนะขอรับ คุณชายรับอะไรดีขอรับ”
“ชาหนึ่งกา มีอะไรกินได้บ้างเอามาสักอย่างสองอย่าง”
“รอสักครู่นะขอรับ”
“จะเข้าเมืองหลวงแล้วจากที่นี่ข้าจะตรงไปพบคุณชายจาง ส่วนพวกเ้ากระจายกันออกไปติดต่อคนของเราทั้งหมดรีบสืบหาข่าวภายในวันพรุ่งนี้เที่ยงกลับมารวมกันที่จวน”
เฮ่ยฉีและชายหนุ่มอีกสองคนหยุดพักที่ร้านน้ำชาวันนี้พวกเขาขี่ม้าตลอดเวลาไม่ได้หยุดพักจนหน้าขาทั้งแสบทั้งชาไปหมดยามนี้จำต้องหยุดให้ม้าได้กินน้ำ จึงได้โอกาสนั่งจิบน้ำชาสักหน่อย
“ได้แล้วๆ ทานให้อร่อยนะขอรับ”