ผู้าุโกุยยังคงไม่เข้าใจ "ยวนเซี่ยนก็ยกเหมืองศิลาิญญาให้เ้าไปทั้งเหมืองแล้ว ทำไมเ้าถึงยัง้าศิลาิญญาอีก?"
เซิ่งซีทำหน้าไร้เดียงสา "ใครจะไปรังเกียจศิลาิญญาเยอะ ๆ กันล่ะเ้าคะ?"
ผู้าุโกุย "..." จนปัญญาจะโต้เถียงแล้วจริง ๆ
จิ้งเฉินหยวนจวินยิ้มพลางกล่าวว่า "ให้นางไปเถอะ แล้วก็เตรียมให้พวกหลีลั่วคนละชุดด้วย"
เซิ่งซีและเซียวหลีลั่วดีใจจนเนื้อเต้น ท่านอาจารย์ช่างเป็อาจารย์ที่ดีที่สุดในโลกจริง ๆ !
ทั้งสองรับศิลาิญญาแล้วกลับไปที่ยอดเขาปลาเค็มเพื่อกินข้าว โดยลวี่เสี่ยงได้ทำหุ่นเชิดให้เซิ่งซีสองสามตัว เพื่อช่วยดูแลงานบ้านงานเรือนบนยอดเขาปลาเค็มให้นาง เซิ่งซีได้มอบหมายหน้าที่ทำอาหารให้หุ่นเชิดตัวหนึ่ง พอนางกลับถึงเรือนก็ได้กินอาหารที่ร้อนกรุ่นพอดี
ลวี่เสี่ยงมาถึงก่อนแล้ว เขากำลังนั่งยอง ๆ อยู่หน้าเรือนพร้อมทำหน้าเศร้าสร้อยขณะให้อาหารนกกระเรียนเซียน เซิ่งซีส่งถุงศิลาิญญาส่วนของเขาให้ ลวี่เสี่ยงถึงกับอ้าปากค้าง คาดไม่ถึงว่าจะมีรายได้เสริมก้อนโตขนาดนี้
ทว่าเขากลับไม่รับมันไว้ และยัดถุงศิลาิญญากลับใส่มือเซิ่งซี "ศิษย์น้องเล็ก จริง ๆ แล้วข้ามาเพื่อบอกลาเ้ากับศิษย์น้องห้า"
"ท่านจะเดินทางไกลหรือเ้าคะ?" เซิ่งซีถามด้วยความสงสัย
"เปล่าหรอก ศิษย์พี่รองกำลังจะออกจากการปิดด่านแล้วต่างหาก"
เซียวหลีลั่วที่กำลังแทะปลาเผาอยู่ถึงกับสะดุ้งพรวดพราดลุกขึ้นยืนทันที "เร็วขนาดนี้เลย? เขาบอกว่าเตานี้ต้องหลอมตั้งแปดสิบเอ็ดวันไม่ใช่หรือ?"
ลวี่เสี่ยงหยิบของประดับโลหะออกมาจากแหวนมิติชิ้นหนึ่ง ด้านซ้ายเป็รูปสุนัขกำลังเลียเส้นหมี่ ด้านขวาเป็รูปไก่กำลังจิกข้าว ส่วนตรงกลางมีแม่กุญแจที่ถูกเปลวเทียนริบหรี่แผดเผาอยู่
"ศิษย์น้องดูสิ สุนัขเลียหมี่จนหมดแล้ว ไก่ก็จิกข้าวหมดแล้ว ไฟก็เผากุญแจจนขาดแล้ว นี่มันหมายความว่าศิษย์พี่รองกำลังจะออกมาแล้วไม่ใช่หรือ?"
เซียวหลีลั่วรู้สึกว่าปลาเผาในปากไม่อร่อยขึ้นมาทันที เขานั่งลงบนม้านั่งหินอย่างเหม่อลอย "ศิษย์น้องเล็ก ข้าเองก็คงต้องบอกลาเ้าเหมือนกัน"
เซิ่งซีเริ่มจะลนลานตามพวกเขาไปด้วย นางจำได้ว่าในนิยายต้นฉบับศิษย์พี่รองเวินเจ๋อิมีภาพลักษณ์เป็พระรองผู้อบอุ่นนี่นา ทำไมลวี่เสี่ยงกับเซียวหลีลั่วถึงทำหน้าเหมือนกำลังจะตายกันขนาดนั้น?
"ศิษย์พี่รองออกจากด่านแล้วมันยังไงล่ะเ้าคะ? พวกท่านก็ไม่ต้องกินโอสถอิ่มทิพย์รสรองเท้าเหม็นของเขาแล้วนี่"
"แต่เขาจะตรวจสอบระดับพลังของพวกเราน่ะสิ! ส่วนข้าน่ะ... เที่ยวเล่นมาเต็ม ๆ เกือบสามเดือนแล้ว!" เซียวหลีลั่วเอามือกุมหน้า ราวกับมองเห็นอนาคตอันมืดมนของตัวเอง
ลวี่เสี่ยงยิ่งร้องไห้หนักกว่าเดิม "ข้ายังรับปากศิษย์พี่รองไว้ด้วยว่าตอนเขาออกจากด่าน ข้าจะทะลวงขั้นแก่นพลังทองคำให้ได้ แต่ตอนนี้ข้ายังเป็แค่ขั้นสร้างรากฐานตอนปลายที่แสนธรรมดาอยู่เลย"
เซิ่งซีที่อยู่เพียงขั้นรวบรวมปราณระดับสองเริ่มหน้าถอดสี นางถามอย่างมีความหวังว่า "ท่านอาจารย์กับผู้าุโกุยยังไม่ยุ่งเื่การบำเพ็ญเพียรของพวกเราเลย ศิษย์พี่รองจะมายุ่งได้แค่ไหนกันเชียวเ้าคะ?"
"ในเมื่ออาจารย์กับผู้าุโกุยไม่ยุ่ง เ้าคิดว่าอะไรล่ะที่บีบบังคับให้ข้าต้องบรรลุขั้นแก่นพลังทองคำั้แ่อายุสิบห้า?" เซียวหลีลั่วถามกลับ
ทันใดนั้นเซิ่งซีก็เข้าใจถึงความน่าสะพรึงกลัวของศิษย์พี่รองขึ้นมาทันที
ในนิยายต้นฉบับเคยเอ่ยไว้ว่าเวินเจ๋อิคือยอดขุนพลแห่งการเคี่ยวเข็ญ แต่ก็กล่าวถึงแค่ผ่าน ๆ คาดไม่ถึงเลยว่าเขาไม่เพียงแต่จะเคี่ยวเข็ญตัวเองเท่านั้น แต่ยังลากบรรดาศิษย์น้องมาเคี่ยวเข็ญไปด้วยกันอีก
มิน่าเล่า สองผู้าุโแห่งสำนักเวิ่นซินถึงไม่เคยถามไถ่เื่การบำเพ็ญเพียรของพวกเขาเลย ที่แท้ก็เพราะมีคนคอยจัดการให้อยู่แล้วนี่เอง
ลวี่เสี่ยงกอดตัวเองพลางสั่นสะท้าน "ศิษย์น้องเล็ก ตอนที่ศิษย์พี่รองไม่ได้เก็บตัว เขาจะตรวจสอบระดับพลังของพวกเราทุกเดือน หากเทียบกับครั้งก่อนแล้วไม่มีความก้าวหน้า จะถูกเขาจับไปทดลองโอสถ โอสถของศิษย์พี่รองน่ะ..."
เซิ่งซีนึกถึงโอสถอิ่มทิพย์รสรองเท้าเหม็นแล้วก็สั่นไปทั้งตัว บทลงโทษนี้มันน่าสยดสยองเกินไปแล้ว!
"บทลงโทษที่ไร้มนุษยธรรมขนาดนี้ ท่านอาจารย์ไม่สนเลยหรือเ้าคะ?" เซิ่งซีถาม
เซียวหลีลั่ว "ท่านอาจารย์ก็เป็เพียงผู้ฝึกตนขั้นิญญาต้นกำเนิดตอนต้นที่แสนอ่อนแอเท่านั้นแหละ"
เซิ่งซี "???"
นางจำได้ว่าผู้าุโกุยยังอยู่ตั้งขั้นิญญาต้นกำเนิดตอนปลายเลยนะ!
"แล้วสำนักเวิ่นซินของพวกเราเนี่ย เข้าไปติดโผเจ็ดสำนักใหญ่ได้ยังไงกันเ้าคะ?"
ข้อนี้ลวี่เสี่ยงตอบได้ "ตอนที่ก่อตั้งพันธมิตรเจ็ดสำนักในครั้งนั้น ข้อกำหนดคือแต่ละสำนักต้องมีผู้ฝึกตนขั้นแปรเทวะประจำการอยู่ และความแข็งแกร่งของสำนักจะแบ่งตามจำนวนผู้ฝึกตนขั้นแปรเทวะ ตอนนั้นสำนักเวิ่นซินมีท่านบรรพชนขั้นแปรเทวะอยู่คนหนึ่ง จึงได้กลายเป็หนึ่งในเจ็ดสำนักใหญ่"
"แล้วตอนนี้ท่านบรรพชนท่านนั้นอยู่ที่ไหนล่ะเ้าคะ?" เซิ่งซีจำไม่ได้ว่าในนิยายมีการพูดถึงเื่นี้
ลวี่เสี่ยงส่ายหน้า "ไม่รู้สิ ขนาดศิษย์พี่ใหญ่ยังไม่เคยเห็นเลย คาดว่าคงไม่อยู่แล้วกระมัง"
สำนักใหญ่อีกหกแห่งอย่างน้อยก็มีขั้นแปรเทวะถึงสามคน แถมยังอยู่ใน่รุ่งโรจน์ สำนักเวิ่นซินไม่มีเลยสักคน มิน่าล่ะถึงได้จืดจางขนาดนี้ แถมยังทำให้คนอื่นมองว่าเป็พวกอ่อนหัดอีกด้วย
อย่างไรก็ตาม เมื่อดูจากการที่ศิษย์ทั้งหกคนของสำนักเวิ่นซินมีศาสตราป้องกันที่ต้านทานการโจมตีของขั้นแปรเทวะได้กันทุกคน แสดงว่าจิ้งเฉินหยวนจวินต้องมีทรัพย์สินมหาศาล เขาต้องมีสมบัติลับที่เพียงพอจะข่มขวัญพวกขั้นแปรเทวะเ่าั้ได้แน่ สำนักเวิ่นซินถึงยังคงอยู่มาได้จนถึงทุกวันนี้
ดูเหมือนว่านางจะยังมุดหัวอยู่ที่สำนักเวิ่นซินต่อไปได้ เซิ่งซีถอนหายใจอย่างโล่งอกเล็กน้อย "งั้นข้ากินข้าวเสร็จแล้วจะลงเขาไปเที่ยว รอให้การสอบประจำเดือนของพวกท่านผ่านไป แล้วข้าค่อยกลับมาแล้วกันนะเ้าคะ"
ในเมื่อรู้ตัวว่าต้องสอบตกแน่ ๆ สู้โดดสอบไปเลยดีกว่า ตราบใดที่ศิษย์พี่รองไม่รู้ความสามารถที่แท้จริงของนาง เขาก็ตัดสินไม่ได้ว่านางมีความก้าวหน้าหรือไม่
เซิ่งซีรู้สึกว่าตัวเองเป็อัจฉริยะจริง ๆ
ทว่าลวี่เสี่ยงกลับทำลายจินตนาการของนางลงทันที "เป็ไปไม่ได้หรอก นอกจากว่าเ้าจะไม่กลับมาที่สำนักอีกเลย หรือไม่ก็เลิกใช้โอสถของศิษย์พี่รอง เพราะั้แ่ศิษย์พี่รองก้าวเข้าสู่วิถีโอสถ ท่านอาจารย์ก็ไม่หลอมโอสถให้พวกเราอีกเลย นอกจากจะไปหาซื้อข้างนอกเอง ไม่อย่างนั้นก็ต้องมาเอาที่ศิษย์พี่รองเท่านั้น"
โอสถดี ๆ ข้างนอกนั้นมีราคาสูงลิบลิ่ว ต่อให้มีเหมืองก็คงถลุงเงินไม่ไหว แต่เซิ่งซีก็ไม่ได้เกรงกลัว นางเป็เพียงปลาเค็มตัวหนึ่ง ไม่เห็นความจำเป็ต้องใช้โอสถเลยนี่นา
เซียวหลีลั่วและลวี่เสี่ยงไม่มีแก่ใจจะกินข้าวต่อ ทั้งคู่ต่างฝากฝังมรดกของตัวเองไว้กับเซิ่งซี แล้วรีบเร่งไปบำเพ็ญเพียรแบบเร่งด่วนทันที
เซิ่งซีกินข้าวอย่างมีความสุขจนอิ่ม เก็บข้าวของเตรียมจะลงเขาไปเที่ยวเล่นสักสองสามวัน ทว่าพอนางนั่งนกกระเรียนเซียนบินมาถึงประตูสำนัก นางก็เห็นชายหนุ่มในชุดสีขาวคนหนึ่งกำลังเปิดใช้งานค่ายกลเพื่อ 'ปิด' ประตูสำนักเวิ่นซินพอดี
หลังจากนั้น ชายหนุ่มชุดขาวผู้นั้นก็เงยหน้าขึ้นมองมาที่นาง
สายตาของทั้งคู่ประสานกันกลางอากาศ เซิ่งซีพลันมีความรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดีอย่างรุนแรง "ศิษย์พี่รอง?"
เวินเจ๋อิยืนอยู่บนพื้นพลางยิ้มอย่างสุภาพ "เ้าคือศิษย์น้องเล็กสินะ? ข้าคือเวินเจ๋อิ"
เซิ่งซี "!!!" เด็กหลังห้องถูกขังไว้ในห้องสอบแล้ว!
นางลนลานอย่างหนัก อยากจะสั่งให้นกกระเรียนพานางหนีไปซ่อนตัวที่ยอดเขาที่ไม่มีคนอยู่ แต่กลับเห็นเวินเจ๋อิบินมาหยุดข้างกายนาง พร้อมยื่นถุงวิเศษออกมาให้ "รับโอสถพวกนี้ไว้สิ ถือเป็ของขวัญแรกพบจากศิษย์พี่ ต่อไปถ้าเ้า้าโอสถชนิดไหน ศิษย์พี่จะหลอมให้เ้าเอง"
รอยยิ้มอันอบอุ่นประดับอยู่บนใบหน้าของเวินเจ๋อิ แววตาของเขาเต็มไปด้วยความอ่อนโยน ดูไม่เหมือนปีศาจร้ายอย่างที่ลวี่เสี่ยงกับเซียวหลีลั่วบอกเลยสักนิด
แต่ภาพจำของโอสถอิ่มทิพย์รสรองเท้าเหม็นมันสร้างาแในใจให้เซิ่งซีใหญ่หลวงนัก นางจึงไม่กล้ารับ "เป็รสชาติอะไรหรือเ้าคะ?"
เวินเจ๋อิยิ้มอย่างอ่อนโยน "ไม่ได้ปรุงรสหรอก ถ้าเ้ามีรสชาติที่ชอบ คราวหน้าศิษย์พี่จะปรุงรสให้เ้าเอง"
เซิ่งซีรับมาแบบกล้า ๆ กลัว ๆ นางใช้จิตหยั่งรู้กวาดมองในถุงวิเศษ พบว่าข้างในเต็มไปด้วยขวดโอสถอัดแน่นจนเต็ม
แม้โอสถทั้งหมดจะถูกบรรจุอยู่ในขวดหยกที่ปิดผนึกกลิ่นไว้อย่างดี แต่ก็ยังััได้ถึงพลังิญญาที่เข้มข้นหลงเหลืออยู่ที่ปากขวด แสดงให้เห็นว่าโอสถทุกเม็ดล้วนเป็โอสถระดับสูง
และที่สำคัญที่สุดคือ โอสถพวกนี้ไม่เหม็น!
แต่ละเม็ดมีเพียงกลิ่นหอมกรุ่นของสมุนไพร ทำให้ผู้ที่ได้กลิ่นรู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่า
"ขอบคุณเ้าค่ะศิษย์พี่รอง!" เซิ่งซีดีใจมาก ศิษย์พี่รองช่างเป็ชายหนุ่มที่อบอุ่นจริง ๆ ด้วย
เวินเจ๋อิยิ้มอย่างเมตตา "ไม่เป็ไรหรอก ข้าได้ยินจากผู้าุโกุยว่าตอนที่เ้าเข้าสำนักมา เ้าอยู่ขั้นรวบรวมปราณระดับสอง ตอนนี้ผ่านไปสองเดือนแล้ว เ้าก็น่าจะถึงขั้นสร้างรากฐานแล้วกระมัง?"
เซิ่งซี "???"
นางไม่ใช่ศิษย์พี่ห้านะ สองเดือนถึงขั้นสร้างรากฐานน่ะมันเื่ที่มนุษย์เขาทำกันที่ไหน!
ในชั่วขณะนั้น เซิ่งซีคล้ายได้เห็นความคลุ้มคลั่งของยอดขุนพลแห่งการเคี่ยวเข็ญผ่านรอยยิ้มในดวงตาของเวินเจ๋อิ
ช่วยด้วย ศิษย์พี่รองคือปีศาจ!!!