บ้านสวนสมุทรปราการ...
“เ้าน้ำ อย่าลืมพวงมาลัยนะ พรุ่งนี้วันพระ” เสียงคุณปู่ะโไล่หลังผมเป็รอบที่สามในเวลาไม่ถึงสิบนาที
“ครับปู่” และผมก็ตอบคำถามเดิมของคุณปู่เป็รอบที่สามเช่นกัน
"พรุ่งนี้สอนเสร็จกลับมาหาปู่ด้วย"
"คร้าบ" ผมขานรับกลับไปอีกครั้ง ก่อนจะเดินออกจากเขตบ้านสวนเพื่อไปขึ้นรถเมล์หน้าปากซอย
ผมเป็คนสมุทรปราการครับ แต่ก็ไม่ค่อยได้กลับบ้านของตัวเองสักเท่าไหร่ตั้งที่เข้าเรียนมหาวิทยลัย ตอนนี้ผมเรียนจบแล้วและมีสถานะว่างงานอย่างสมบูรณ์แบบ และถ้าถามว่าอยากทำงานประจำไหม คำตอบก็คือยังครับ เพราะผมยังสนุกกับงานสอนของตัวเองอยู่
ในทุกๆสุดสัปดาห์ผมจะต้องนั่งรถเมล์กลับมาหาคุณปู่คุณย่า เพื่อให้ตัวเองได้หายคิดถึงบ้านบ้างและถ้าถามอีกว่า ทำไมผมต้องนั่งรถเมล์ทำไมถึงไม่ใช้รถของตัวเอง ก็อธิบายยากครับ ใครจะไปเชื่อว่าคนอย่างผมจะเป็พวกแม่ย่านางรถไม่รัก เกิดอุบัติเหตุทุกครั้งที่ขับ จนปู่ออกกฎเหล็กกฎเดียวในชีวิต คือห้ามขับรถเด็ดขาดจนกว่าผมจะอายุครบยี่สิบห้า...ซึ่งก็คือวันพรุ่งนี้
“เดอะมอลล์ครับ” ผมบอกลุงกระเป๋ารถเมล์พร้อมยื่นธนบัตรสีฟ้าไปให้
“ไม่เป็ไรไอ้หนุ่ม เที่ยวนี้ฟรี” คุณลุงพูดขึ้นพร้อมรอยยิ้มกว้าง
“เอ่อ...ทำไมฟรีครับ รัฐบาลจ่ายเหรอ” ผมถามคำถามที่รู้ทั้งรู้ว่าไม่น่าใช่กลับไป
“ใช่ที่ไหนล่ะ อันนี้เป็ค่าครูที่เราทักลุงเมื่ออาทิตย์ก่อนไง ขอบใจจริงๆนะพ่อหนุ่ม เรานี่แม่นจริงๆ” ลุงกระเป๋ารถเมล์เดินจากไปแล้ว แต่สิ่งที่ได้ยินกลับทำให้ผมนั่งงงเป็ไก่ตาแตก เพราะถึงตัวเองจะชอบดูดวงให้เพื่อนๆมากแค่ไหน แต่ก็ไม่เคยไปทักหรือไปทายชีวิตใคร ยิ่งกับคนที่ไม่รู้จักจะไม่คุยด้วยซ้ำ เพราะปู่สอนผมเสมอว่ามันเป็การผูกกรรม
/// สงสัยลุงแกจะจำผิดคนแน่ๆ ///
ผมลงรถเมล์หน้าตลาดนัดใกล้ๆคอนโด เพื่อซื้อของติดไม้ติดมือกลับห้อง
“เหมือนเดิมนะน้องน้ำมนต์” ป้าร้านขายดอกไม้พูดขึ้นพร้อมกับยื่นถุงพลาสติกใสที่มีพวงมาลัยอยู่ในนั้นมาให้
“ขอบคุณครับ”
“ไม่เป็ไรจ้า ว่าแต่งวดนี้ตัวไหนลูก?”
“ถ้าผมรู้ ป้าไม่เห็นหน้าผมแน่นอนครับเพราะผมจะแอบไปซื้อและรวยคนเดียว” ผมตอบป้ากลับไปขำๆ ก่อนที่คนตรงหน้าจะแกล้งทำท่างอนกลับมา
“หยอกป้าเล่นอีกแล้ว เรานี่เป็คนตลกเหมือนกันนะเนี่ย งั้นเดี๋ยวป้านัดดูดวงอีกทีนะน้องน้ำ พอดีว่าจะขยายสาขาร้านดอกไม้สักหน่อย”
“ขยายได้เลยครับป้า เอาเป็อีกฝั่งของมหาลัยที่มีตลาดนัดนะครับ ตรงนั้นยังไม่มีร้านขายดอกไม้เลยเลย”
“จริงเหรอน้องน้ำมนต์ โอเคๆเดี๋ยวป้าไปถามค่าเช่าที่วันนี้เลย ว่าแต่ครั้งนี้ค่าครูเท่าจ๊ะ”
“ไม่เป็ไรครับป้าผมไม่ได้ดูดวง เห็นว่าฝั่งโน้นไม่มีร้านขายดอกไม้ถ้าป้าไปขายก็น่าจะขายดี”
“อย่างนั้นเหรอ งั้นค่ามาลัยครั้งนี้ป้ายกให้แล้วกัน น้ำมนต์ทักป้าแม่นหลายรอบแล้วค่าครูก็ไม่เคยจะเอา” คุณป้าพูดขึ้นทำเอาผมงงหนักเข้าไปใหญ่
“ครับ?...เอ่อ งั้นก็ขอบคุณมากครับ ไว้ผมจะมาอุดหนุนใหม่นะครับ” ผมเดินกลับพร้อมกับความสับสน เพราะเป็อีกครั้งในรอบวันที่เจอคนเข้าใจผิด
"สาธุ~~~ พรุ่งนี้ก็จะเป็วันเกิดครบยี่สิบห้าของผมแล้ว ช่วยปกปักรักษาคุ้มครองด้วยนะครับ " ผมแวะไหว้ศาลหน้าคอนโด พร้อมกับเอ่ยบอกเ้าที่เ้าทางก่อนหันไปคุยกับศาลตายาย
"ตาจ้ายายจ้า คุ้มครองลูกด้วยนะ พรุ่งนี้ลูกก็จะครบอายุครบยี่สิบห้าแล้ว สัญญาว่าจะเป็คนดีและกตัญญูครับ" ผมเอ่ยบอกตาจ้ายายจ้า ก่อนแวะเซเวนใต้คอนโดเพื่อตุนอาหาร เพราะจนกว่าจะถึงพรุ่งนี้ผมกะว่าจะไม่ออกจากห้องไปไหน มันเป็ลางสังหรณ์ของผมเอง ว่าถ้าผมออกจากห้องหลังเที่ยงนี้ ผมอาจจะเหลือแต่ชื่อก็ได้
หลังจากจัดเอกสารติวสอบนักศึกษาออนไลน์เสร็จเรียบร้อย นอนเล่นโทรศัพท์ได้ไม่นานก็มีสายเรียกเข้า ชื่อบนจอบอกว่าคนที่โทรมาก็คือเพื่อนสนิทเพียงคนเดียวของผมนั้นเอง
“ว่าไงเฟียส”
“ไอ้น้ำมนต์เพื่อนยาก คือกูมีเื่จะถามมึง!” เฟียสพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น
“ไม่รู้” ผมแกล้งตอบกลับไปเสียงนิ่ง
“ไม่ต้องเลยมึง บอกหน่อยเื่นี้กูเครียดจริงๆ”
“เื่พี่หนึ่ง?" ไม่ต้องบอกก็รู้ครับเพราะเื่ที่ทำให้คนอย่างเพื่อนผมเครียดได้ มีแค่เื่ของพี่หนึ่งคนเดียวเท่านั้น
“เฮ้ย มึงรู้ได้ไง โหยยย โคตรแม่น!” เฟียสะโออกมาจากโทรศัพท์
“มีเื่เดียวที่มึงเครียดไอ้เฟียส”
“เออรู้ คืองี้...พรุ่งนี้กูจะขอเขาเป็แฟน มึงว่ากูจะสมหวังเปล่าวะ” ปลายสายถามขึ้นด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น
“สมหวัง” ผมตอบกลับไปทันทีตามความรู้สึกของตัวเอง
“จริงดิ! อย่าหลอกกูนะน้ำมนต์ คนนี้กูจริงจัง”
“กูเคยโกหกมึง?”
“ก็ไม่เคย”
“ตามนั้น ขอให้สมหวังนะ ตามจีบพี่เขาั้แ่ฝึกงานจนเรียนจบแล้วมึงควรคบกันได้แล้ว”
“อย่างน้อยกูก็มีคนที่ชอบและตามจีบ ที่สำคัญอีกไม่นานก็จะคบกัน ส่วนมึงไอ้น้ำแม้แต่คนที่ชอบยังไม่มีเลย มีแฟนได้แล้วมั้งไว้คอยดูแลเวลาไม่สบาย กูไปหามึงตลอดไม่ได้นะรู้ใช่ไหม”
“รู้แล้วพอเลยห้ามบ่น แค่นี้นะจะไปนั่งสมาธิ”
“นั้นไง พูดเื่นี้ทีไรเป็แบบนี้ทุกที งั้นเดี๋ยวพรุ่งนี้กูโทรบอกนะว่ากูจะมีแฟนชื่อหนึ่งไหม”
“โชคดีนะ มึงสมหวังแน่ๆ”
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
หลังจากวางสายจากเฟียสได้ไม่นานสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น
/// ใคร? /// ผมหลับตาลงเช็กความรู้สึกตัวเองว่าควรจะเปิดประตูดีไหม ความอบอุ่นเกิดขึ้นั้แ่หัวลงไปถึงปลายเท้าพร้อมกับกลิ่นหอมของดอกไม้ที่ลอยมาเตะจมูก
/// เปิดได้สินะ ///
ผมเปิดประตูก่อนเห็นคุณยายหน้าตาเปื้อนยิ้มยืนอยู่ ท่านเป็คุณยายที่อาศัยอยู่ห้องข้างๆ ผมไม่เคยเห็นลูกหลานท่านเลย เห็นก็แต่คุณตากับคุณยายที่ชอบไปนั่งเล่นในสวนด้านหลังคอนโด
“สวัสดีครับคุณยาย”
“ไหว้พระเถอะลูก” คุณยายรับไหว้พร้อมกับส่งยิ้มอบอุ่นมาให้
“คุณยายมีอะไรหรือเปล่าครับ”
“ยายเอาขนมมาฝาก วันนี้มีคนเอาขนมมาให้ยายเยอะ กินไม่ทันเลยเอามาแบ่งหนุ่มกิน” คุณยายพูดขึ้นพร้อมกับยื่นถุงกระดาษมาให้
“อ๋อครับ...ขอบคุณครับคุณยาย” ผมรับถุงขนมมาจากคุณยายก่อนเอ่ยขอบคุณ
“แล้วหลังจากนี้ถ้ามีใครมาเคาะประตูอย่าเปิดนะลูก เดี๋ยวนี้คนไม่ดีมันเยอะ” คุณยายพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจังจนผมเกือบเปลี่ยนโหมดไม่ทัน
“เอ่อ...ครับ”
“ยายไปก่อนนะ เราอาจจะได้เจอกันบ่อยๆนะหลังจากพรุ่งนี้”
“ครับ? ขอบคุณสำหรับขนมนะครับ”
"ไม่เป็ไรๆ ไปๆๆปิดประตูได้แล้วยายจะไปแล้ว" คุณยายพูดขึ้นก่อนผลักผมเข้ามาในห้องพร้อมกับดึงประตูปิดให้
ผมเดินกลับเข้ามาในห้องพร้อมถุงขนมห่อใหญ่ คุณยายเป็คนน่ารัก ชอบเอาของกินมาให้ผมบ่อยๆ แต่ทุกอย่างไม่เคยถึงปากผมเลยสักครั้ง เพราะไอ้เฟียสเพื่อนรักชอบแอบกินจนหมดเกลี้ยงตลอด แต่ครั้งนี้ผมต้องไม่พลาด ผมต้องกินขนมคุณยายให้ได้
ผมหยิบขนมต่างๆที่อยู่ในถุงกระดาษออกมาวางบนโต๊ะอาหาร ที่มีทั้งทองหยิบทองหยอดฝอยทอง ขนมชั้นและยังมีน้ำแดงกับน้ำเปล่าไว้แก้ขนมติดคออีกด้วย
/// คุณยายน่ารักจัง ///
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
เสียงเคาะประตูดังขึ้นอีกครั้งในขณะที่ผมกำลังจะแกะขนมชิม ผมคิดว่าต้องเป็คุณยายแน่ๆ เพราะในตึกนี้นอกจากท่านแล้วผมก็ไม่รู้จักใครอีกเลย
จุ๊ๆๆๆ
ในขณะที่ผมกำลังจะเอื้อมมือไปเปิดประตูก็ได้ยินเสียงจิ้งจกดังขึ้นจากด้านหลัง
/// ห้องเราไม่มีจิ้งจก ///
ผมก้าวถอยหลังออกจากประตูเพราะคุณปู่เคยบอกว่า ถ้าจิ้งจกทักต้องหยุด ห้ามทำอะไรในสิ่งที่คิดจะทำเด็ดขาด
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
“หนู ยายเอาขนมมาให้”
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
“หนู เปิดให้ยายหน่อย” เสียงคุณยายดังออกมาจากหลังประตู ผมหยุดนิ่งไม่ยอมขยับไปไหน ความรู้สึกกลัวเริ่มเพิ่มมากขึ้นอย่างไม่ทันตั้งตัว คุณยายไม่เคยเรียกผมว่าหนู
“หยุดทำไมล่ะหนู เดินมาเปิดประตูให้ยายสิ” ผมก้าวถอยหลังออกห่างจากประตูเพราะตอนนี้เริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าอะไรกันแน่ที่กำลังเรียกผมอยู่
“จะไปไหน มาเปิดประตูให้ยายก่อน ฮิๆๆๆ”
ปัง! ปัง! ปัง!
เสียงเคาะประตูถูกแทนด้วยเสียงทุบดังลั้น ผมยืนอยู่กลางห้องเพื่อรอดูว่าจะเกิดอะไรขึ้น ไม่ว่าหลังประตูจะเป็อะไรก็ตาม มันเข้ามาในห้องผมไม่ได้แน่ๆ ถ้าผมไม่อนุญาต
“ไปซะ” ผมเอ่ยขึ้นเสียงนิ่ง
“ไม่! ครั้งนี้กูปล่อยมึงไปไม่ได้ วันนี้เป็โอกาสสุดท้ายที่กูจะกำจัดมึงได้!”
“มึงเป็ใคร ทำไมถึงต้องฆ่ากู”
“ไม่ต้องรู้หรอก รู้แค่ว่าวันนี้จะเป็วันตายของมึง ฮิๆๆๆ”
แกร๊ก
เสียงลูกบิดปลดล็อกก่อนที่ประตูจะค่อยๆเปิดออก ผมถอยหลังทันที ควันดำลอยคลุ้งอยู่ด้านหน้า กลิ่นเหม็นเน่าลอยเข้ามาแตะจมูก ก่อนจะปรากฏร่างของุ์ที่มีลักษณะเป็หญิงแก่หลังค้อมผมเผ้ากระเซอะกระเซิง เบ้าตาลึกเป็โพลงไม่มีลูกตา ริมฝีปากแดงฉาดกำลังเคี้ยวหมากพร้อมกับแสยะยิ้มและกำลังจะก้าวเข้ามาภายในห้อง
“ไป!!” เสียงชายแก่ดังกึกก้องกังวานไปทั่วตึกจนผมสะดุ้ง หญิงแก่หน้าประตูหยุดชะงัก ก่อนที่ตัวจะสั่นและเริ่มร้องไห้
“ฉันถูกบังคับมาเ้าค่ะ อย่าทำอะไรฉันเลย” หญิงแก่พูดไปร้องไห้ไปพร้อมกับน้ำตาไหลออกมาเป็สายเืจากโพลงลึกดำมืด
“กูเตือนมึงหลายรอบแล้วว่าอย่ามาทำร้ายคนที่นี่ ไป!! มึงจะไปไหนก็ไปแล้วอย่ากลับมาอีก ถ้าไม่ฟังกัน มึงอย่าหาว่ากูไม่เตือน!” เสียงชายแก่เอ่ยขึ้นอีกครั้ง
“ไม่เ้าค่ะ! ฉันกลับไปไม่ได้ จนกว่ามันจะตาย!” ร่างของุ์เอ่ยขึ้นก่อนจะกระโจนเข้ามา แต่ยังไม่ทันจะก้าวผ่านธรณีประตู กลับเหมือนมีแรงดึงจากด้านหลังทำให้ร่างนั้นถูกกระชากกลับไปอย่างรวดเร็ว
“กูเตือนมึงแล้วนะ!”
ปัง!!
“กรี๊ด! ไม่นะเ้าคะ อย่าส่งฉันกลับไป ฉันไม่อยากทรมานอีกแล้ว มันจะทรมานฉัน”
“เป็เวรกรรมของมึง!! ผูกกันมาไปแก้กันเอง ไป!!!”
“กรี๊ดดด ม่ายยยย” เสียงกรีดร้องโหยหวนดังขึ้นก่อนจะค่อยๆเงียบหายไป ทุกอย่างกลับมาเป็ปกติเหมือนก่อนหน้านี้ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ผมค่อยๆเดินไปที่หน้าประตูที่ยังคงเปิดค้าง ความรู้สึกอบอุ่นเกิดขึ้นอีกครั้ง
“คุณยาย” ผมเอ่ยเรียกคุณยายหน้าตาเปื้อนยิ้มที่ยืนมองผมผ่านสายตาอบอุ่น
“ทำไมไม่ปิดประตูดีๆล่ะหนุ่ม” คุณยายยืนอยู่หน้าประตูห้องพร้อมกับคุณตา ตอนนี้ผมรับรู้แล้วว่าคุณตากับคุณยายห้องข้างๆที่คุยกับผม คือตาจ้ายายจ้าที่ผมไหว้อยู่ทุกวันหน้าคอนโด ผมส่งยิ้มให้ทั้งสองก่อนจะเอ่ยขอบคุณ
“ขอบคุณครับที่ดูแลผม”
“อยู่เย็นเป็สุขนะลูก จะครบยี่สิบห้าแล้วมีเื่ที่ต้องทำอีกมาก อยู่ในศีลในธรรมแล้วความดีจะคุ้มครองนะลูกนะ”
“ครับ” ผมยกมือไหว้คุณตาคุณยายก่อนส่งยิ้มให้
“ปิดประตูแล้วพักผ่อนเถอะ ไม่มีอะไรแล้วล่ะ”
“ครับ” ผมบอกลาท่านทั้งสองและกลับมานั่งลงบนโซฟาอย่างหมดแรง ผมเกิดมาเป็คนที่เห็นทุกอย่างที่คนอื่นมองไม่เห็น แต่ปัญหามันมีอยู่แค่เื่เดียวเท่านั้น คือสิ่งที่ผมเห็นมันดูเป็ปกติไปหมด ผมไม่สามารถแยกออกได้ว่าคนไหนคือคน คนไหนคือผี คุณปู่เคยบอกผมว่า เมื่อผมอายุครบยี่สิบห้า ผมจะแยกได้เองว่าอะไรเป็อะไร
ผมเดินกลับเข้ามาภายในห้อง หยิบถุงขนมที่คุณยายให้มาเมื่อไม่กี่นาทีที่แล้วขึ้นมาดู ถ้ามองดีๆ ก็คงรู้ได้ไม่ยากว่าขนมของคุณยายนั้นมันเหมือนขนมที่คนในคอนโดเอามาไหว้คุณยายที่ศาล และมันคงเป็ความบังเอิญที่ผมไม่เคยได้กินขนมของคุณยายเลย เพราะถ้าไม่ลืมกินจนบูดก็เป็ไอ้เฟียสเพื่อนผมที่ฟาดเรียบทุกครั้งที่มาห้อง
/// ถ้าผมได้ชิมสักนิดผมคงรู้แล้วว่าคุณยายเป็ใคร /// ผมวางขนมในมือก่อนจะโทรหาคุณปู่
“ถึงแล้วเหรอเ้าน้ำ”
“ถึงแล้วครับ”
“เป็ยังไงบ้าง”
“ปู่ครับ คือ…”
“ไม่เป็ไรนะน้ำมนต์ ตายายเขาช่วยไว้ อย่าออกจากห้องจนกว่าจะพรุ่งนี้ก็พอ” ผมที่กำลังจะเล่าเื่ที่เกิดขึ้นให้คุณปู่ฟัง แต่คุณปู่กลับพูดแทรกขึ้นเหมือนรู้เื่ทั้งหมดอยู่ก่อนแล้ว
“ปู่รู้เหรอครับ”
“ก็พอรู้เท่าที่รู้ได้” คุณปู่ตอบกลับมาเสียงเรียบ
“ครับ งั้นเดี๋ยวผมปิดเครื่องนะครับปู่ ว่าจะนั่งสมาธิสักหน่อย”
“โชคดีนะเ้าน้ำ มีอะไรก็อย่าออกจากห้อง พรุ่งนี้สอนเสร็จก็กลับมาบ้านก่อน ปู่มีอะไรจะบอก”
“ครับปู่ สวัสดีครับ” ผมกดปิดมือถือก่อนจะนั่งลงปลายเตียงและเริ่มเข้าสมาธิ กำหนดลมหายใจเข้าออกช้าๆ
/// ขนาดยังไม่ยี่สิบห้านะเนี่ยเรา =_= ///
*** Rw