12-ไปดูงานต่างจังหวัดกับท่านรอง
ตอนนี้ลลิตาได้เริ่มศึกษางานเลขาแล้ว เพื่อนร่วมงานอย่างณัฐกานต์เป็สาววัย 30 ปี ลลิตาเรียกเธอว่าพี่กานต์ มีคุณศศิเป็คนคอยสอนงาน เธอเป็คนอธิบายและสาธิตงานได้ดี ทั้งสองคนจึงเข้าใจการทำงานได้รวดเร็ว
“กลางวันไปกินข้าวห้องอาหารใช่มั้ยลิ้นจี่”
“ใช่ค่ะพี่กานต์ ไปด้วยกันมั้ยคะ ลิ้นจี่นัดเพื่อนไว้”
“อืม งั้นพี่ขอไปด้วยแล้วกันนะ แฟนพี่มีนัดลูกค้าข้างนอก วันนี้ไม่เข้าออฟฟิศ” สองสาวพูดคุยนัดแนะกันทานข้าว ความจริงที่ณัฐกานต์ผ่านการคัดเลือกนั้นเพราะเธอมีสามีแล้ว และทำงานอยู่ที่นี่เหมือนกัน ตอนนี้ทั้งสองคนก็มีลูกน้อยวัย 2 ขวบด้วยกัน ลลิตาทราบเื่นี้ก็เข้าใจเกณฑ์การคัดเลือกที่รังสรรค์ว่ามากขึ้น เขาไม่อยากให้มีเื่วุ่นวายอื่นนอกจากเื่งาน
“พี่ไปร้านนั้นก่อน อยากกินข้าวซอย เรานั่งตรงไหนกันไลน์บอกนะ”
“โอเคค่ะพี่กานต์” ลลิตากับรุ่นพี่ตำแหน่งงานเดียวกันนัดแนะเสร็จ หญิงสาวก็มองหาเมษยาทันที เห็นเดินเข้ามาแล้ว แต่คนที่เดินมาด้วยทำเอาเธอขมวดคิ้วงง
“มาแล้วๆๆ” เมษยาเร่งเดินมายืนหน้าเพื่อนสนิท ยิ้มแฉ่งอารมณ์ดี
“แกหนีบหมอนี่มาทำไมเนี่ย” ลลิตากดเสียงต่ำถามเพื่อน เมษยายิ้มแหย่ จะให้เธอทำอะไรได้ เขาก็ตีหน้ามึนบอกว่าเวลาพักเที่ยง ออกมากินข้าวที่ห้องอาหารด้วยกัน เป็เื่ปกติที่พนักงานจะทำด้วยกันอยู่แล้ว
“สวัสดีครับพี่ลิ้นจี่” ลักษณ์ทักทายรุ่นพี่อย่างตาเป็ประกาย เขามาทำงานตำแหน่งวางแผนการตลาดแทนเธอ ชายหนุ่มเป็รุ่นน้องที่มหาลัยของเธอเอง เป็คนหนุ่มจบใหม่ไฟแรง สมัยเรียนก็ชื่นชมลลิตามาก เรียกเขาว่าเอฟซีของรุ่นพี่สาวก็ได้
ด้วยความที่เธอเป็คนเรียนดี กิจกรรมเด่น มีน้ำใจและตรงไปตรงมา แต่ลลิตาไม่สนิทสนมกับเขา เพียงเคยเห็นผ่านตาบ้างสมัยเรียน ตอนนี้ที่ไม่อยากเจอไม่ใช่เคยมีเื่ราวกัน ลักษณ์เป็คนที่พูดมาก ถามเป็หนูจำไมค์ เขาจะชอบถามเื่งานกับเธอบ่อยๆ ่นี้ยิ่งตามไปคุยยันโต๊ะทำงานเลขาของเธอแทบทุกวัน เธอจึงรู้สึกขยาดหมอนี่ ไม่เข้าใจว่าที่แผนกพี่โรสปล่อยให้เขาเรียนรู้งานด้วยตนเองหรือยังไง
สิ่งเดียวที่ลักษณ์ยังคุยกับเธอได้อยู่ คงเพราะเบ้าหน้าที่ดีของเขา ถือว่าเป็ชายหนุ่มที่โดดเด่นคนหนึ่ง คงเป็เหตุที่ทำให้ทั้งพี่ศิพี่ กานต์พูดจาสุภาพกับเขาด้วย ลลิตาคิดว่าเป็เช่นนั้น
“ก๊อกๆๆ”
“เชิญครับ” เสียงเคาะประตูหน้าห้องทำงาน รังสรรค์อนุญาตแต่ยังก้มหน้าทำงานต่อไปโดยไม่เงยหน้ามองผู้เข้ามา
“ท่านรองคะ ศิเก็บของหมดแล้ว พรุ่งนี้จะไปทำงานกับท่านประธานแล้วค่ะ” ศศิมาร่ำลาเ้านายหนุ่มก่อนย้ายไปทำงานกับรัฐ พ่อของเขา
“อืม ครับ ขอบคุณคุณศิมาก ที่ผ่านมาคุณเป็เลขาฝีมือดีช่วยงานผมได้มาก แล้วยังช่วยเทรนเลขาใหม่ของผมด้วย” รังสรรค์เงยหน้าตั้งใจพูดขอบคุณเลขา ที่กำลังจะกลายเป็อดีตในวันพรุ่งนี้แล้ว
“ค่ะ ...แล้วท่านรองคิดว่าจะให้ลิ้นจี่กับกานต์ทำงานเป็เลขาด้วยกันทั้งคู่ต่อไปมั้ยคะ หรือจะเลือกแค่คนเดียว” ศศิหยั่งเชิงถาม ส่วนใหญ่งานเลขาหน้าห้องผู้บริหารองค์กรของเธอจะมีแค่คนเดียว เธอจึงกังวลแทนสองสาวอยู่บ้าง เพราะพวกเธอทำงานเข้าขากันอย่างดี
“ผมเห็นว่าพวกเธอเป็เลขาได้ดี ทำงานเข้ากันได้ไม่มีปัญหา ให้ทำงานด้วยกันเป็กรณีพิเศษ” รังสรรค์รู้ว่าศศิกังวลแทนทั้งสองคน เข้ายิ้มอย่างสบายๆ มีสองคนทำงานทันใจกว่ามีคนเดียวมาก เขาไม่ห่วงเื่ต้องจ่ายเงินเดือนเพิ่ม แต่สนใจที่คุณภาพงานมากกว่า
ยัยเมรีขี้เมาอย่างลลิตาเขาก็ลองหิ้วเธอไปคุยงานกับลูกค้ามาแล้วครั้งหนึ่ง เครื่องดื่มมึนเมาก็มีควบคู่กันเป็ของตบท้าย เธอไม่แตะแม้แต่ครึ่งคำ เขาคิดแล้วก็ยกยิ้มมุมปาก ท่าทางมองแอลกอฮอล์อย่างกล้าๆ กลัวๆ เดาได้ไม่ยากว่าวันนั้นเป็การดื่มไวน์ครั้งแรกของเธอ ดูท่าอาจเป็ครั้งสุดท้ายไปโดยปริยาย
คนร่างสูงโดยไม่รู้ตัวเลยว่ากำแพงที่กั้นไว้ของเขา มีมดงานพากันไต่ข้ามกำแพงมาหลายร้อยตัวแล้ว รังสรรค์ไม่ได้ถูกทุบกำแพง แต่เป็เลขาหน้าหวานที่เข้ามาอยู่ในห้วงความคิดเขาเรื่อยๆ มันให้ความรู้สึกธรรมดาทั่วไปที่เ้านายนั้นมีความเอื้ออาทรต่อพนักงาน ชายหนุ่มคงไม่คาดคิดว่าอนาคต สิ่งนี้จะเป็ความพิเศษที่ไม่ธรรมดา
รังสรรค์มีนัดดูงานกับคู่ค้าที่จังหวัดลพบุรี เป็โปรเจกต์สร้างโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำ ต้องใช้อุปกรณ์ เทคนิคพิเศษอย่างเครื่องจักรกล มีรบบงานอิเล็กทรอนิกส์ของบริษัทเขาเป็ส่วนประกอบที่ขาดไม่ได้
“มีงานด่วนเข้ามา ท่านรองจะเรียกตัวคุณวีระกับคุณนทีมาช่วยมั้ยคะ” ณัฐกานต์ที่เข้ามารายงานท่านรองประธานถามความเห็น ปกติแล้วเวลามีงานข้างนอกที่ต้องไปต่างจังหวัด เขาจะมีบอดี้การ์ดที่ควบงานเลขาผู้ชายคู่นั้นไปด้วย
“ไม่ต้องครับ คุณกานต์ไม่สะดวกใช่มั้ยครับเสาร์อาทิตย์”
“คือ กานต์ต้องพาลูกชายไปหาปู่กับย่าเค้าค่ะ นัดกับสามีไว้แล้ว” ณัฐกานต์ตอบเ้านายหนุ่มอย่างสุภาพ ความจริงเขาก็เข้าใจเลขาคุณแม่ลูกหนึ่ง คิดไว้แล้วว่าเป็วันหยุด ยิ่งใครมีครอบครัวแล้วก็อยากมีเวลาอยู่กับครอบครัว
“คุณเรียกลิ้นจี่เข้ามา บอกว่ามีงานด่วนให้เธอเคลียร์ตัวเองให้ว่างเสาร์อาทิตย์นี้”
“รับทราบค่ะท่านรอง” ช่วยไม่ได้ที่เป็งานด่วนเข้ามา การเรียกตัวเลขาไปช่วยงานแบบปุบปับก็เป็เื่ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ งานนี้หวยเลยตกอยู่ที่ลลิตาซึ่งไร้พันธะในตอนนี้
“นาย...มาอยู่ที่นี่ได้ไง” ลลิตาขมวดคิ้วนิดๆ อย่างจับผิด ซึ่งตอนนี้ได้หอบตัวเองขึ้นมานั่งบนรถในเช้าวันเสาร์ เตรียมพร้อมไปทำงานกับเ้านายแล้ว
“ผมมาขับรถให้ท่านรองประธานครับ” เสียงร่าเริงตอบกลับอย่างอารมณ์ดี เธอไปดูงานด้วยยังพอเข้าใจ แต่ไม่เข้าใจว่าทำไมพอขึ้นรถมาด้วยความตื่นเต้นที่จะได้ไปต่างจังหวัดกับท่านรองประธาน ได้ใกล้ชิดเขามากขึ้น กลับมาเจอผู้ชายหน้าคุ้นตาที่ชอบมาถาม สงสัยนั่นนี่กับเธอไม่หยุดนั่งหน้าสลอนอยู่ตำแหน่งสารถี ซึ่งมี ‘ลักษณ์’ มารับหน้าที่ผู้ช่วยท่านรองประธานครั้งนี้ด้วย
“แล้ว่นี้ทำงานเป็ยังไงบ้าง เข้าใจมั้ย สงสัยอะไรก็ปรึกษาคุณโรส ไม่ใช่เอะอะก็วิ่งขึ้นมาเอาคำตอบจากเลขาฉัน เธอยุ่งมากพอแล้วยังจะมาปวดหัวกับแกอีก” หลังนั่งรถมาสักพัก รังสรรค์ก็เริ่มเปิดปากเทศนาลักษณ์ ท้ายประโยคก็ชำเลืองมองคนนั่งหน้ารถคู่คนขับ
“โถ่ววว ท่านรองครับ พี่ลิ้นจี่เก่งขนาดมาทำงานเลขาของท่านได้แบบนี้ ผมจะขอความคิดเห็นบ้างก็ไม่แปลกนะครับ” ลักษณ์ตอบโต้อย่างสบายๆ เขาไม่เกรงกลัวท่านรองจนลลิตาต้องขมวดคิ้วอีกหน หมอนี่ชักปีนเกลียวไปกันใหญ่แล้ว
“แกนี่มันสบายจนเคยตัว เห็นฉันแบกรับทุกอย่างแล้วจะทำอะไรก็ได้งั้นเหรอ อย่าลืมแม่ปราณีรักฉันมาก เขาคงไม่อยากให้ฉันเหนื่อยอยู่คนเดียวหรอก” แม่ปราณีคือแม่เล็กของรังสรรค์ เธอเป็แม่บ้านคนเก่าแก่ของเกียรติไพศาลและเป็แม่แท้ๆ ของลักษณ์ เื่ราวของผู้ใหญ่นั้นผ่านมานานแล้ว เขาเองก็ปล่อยวางได้แล้ว
“หึ! พี่มันโหด ดุกว่าพ่อกว่าแม่อีก” ลักษณ์ทำท่าทางฟึดฟัดขัดใจ
“เดี๋ยวก่อนค่ะ ท่านรอง กับนายลักษณ์ รู้จักกัน แบบเป็ญาติกันเหรอคะ” ปะติดปะต่อจากบทสนทนาของคนทั้งสอง ได้จังหวะลลิตาเอ่ยถามอย่างไม่แน่ใจในความคิดของตนเอง การถามแบบนี้เสียมารยาทมั้ยนะ แต่ไม่ทันที่ปากเธอพูดออกไปแล้ว
“อ้าว นี่พี่ลิ้นจี่ไม่รู้เลยเหรอ ผมนึกว่าเค้าพูดกันทั้งแผนกผมซะอีก” ลักษณ์สงสัยว่าพี่สาวคนนี้ตกข่าวไปได้ยังไง แผนกการตลาดการเงินก็มีโทรโข่งอยู่หลายตัว แต่ก็ไม่ติดใจอะไร เพราะทางนั้นก็เพิ่งรู้ว่าเขาเป็เด็กเส้นใหญ่มาก เป็เด็กฝากของท่านประธาน
“อืม เ้าลักษณ์เป็น้องชายคนละแม่ของผม” รังสรรค์ยืนยันอีกเสียงด้วยท่าทางปกติ ขณะที่มือก็กดโทรศัพท์ยุกยิกไม่หยุด ตลกร้ายจริงๆ เธอเพิ่งจะรู้ว่ารังสรรค์กับลักษณ์เป็พี่น้องกัน
เื่นี้มีน้อยคนที่รับรู้ ส่วนใหญ่คือคนเก่าแก่ที่ทำงานมานาน อย่างศศิกับณัฐกานต์ ที่เห็นว่าสุภาพกับหมอนี่มาก คงเพราะรู้ว่าเขาเป็ใครสินะ เธอก็คิดไปเถอะว่าสาวใหญ่พวกนั้นหลงรูปของเด็กหนุ่ม แล้วต่อไปเธอควรจะเรียกว่าคุณลักษณ์ด้วยมั้ย ลลิตาเริ่มทำตัวไม่ถูกแล้ว
“ตกลงตามนี้นะครับช่างดิษ ถ้ามีรายละเอียด หรือติดขัดยังไงติดต่อผ่านทางคุณลิ้นจี่ได้เลย เธอเป็เลขาของผมโดยตรง”
“ขอบคุณที่เข้ามาดูพื้นที่จริงกับเราครับคุณตั้ง ยังไงก็อยู่เที่ยวต่อสักนิดตามสบายครับ ลพบุรีเขื่อนป่าสักฯกว้างใหญ่ สูดอากาศ ชมวิวป่าเขาก่อนกลับกรุงเทพนะครับ” นายช่างประจำโครงการพูดขอบคุณ เชิญชวนให้พวกเขาเที่ยวต่ออย่างจริงใจ
“ขอบคุณครับ ผมว่าจะพาลูกน้องไปพักผ่อน คลายเครียดก่อนกลับจริงๆ” รังสรรค์ยิ้มรับคำชวน แล้วแยกตัวออกไป วันนี้เริ่มเย็นแล้ว คงต้องหาเช็คอินที่พักแถวในเมือง พรุ่งนี้เช้าค่อยเดินทางกลับ รองประธานหนุ่มวางแผนในหัว
หลังจากนั้นทั้งสามคนได้ไปจอดรถเพื่อแวะชมเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ หญิงสาวเพียงหนึ่งเดียวก้าวลงจากรถไปยืนรับลม เธอหันซ้ายหันขวา มองทิวทัศน์ตรงหน้าอย่างตื่นเต้น ลมพัดเส้นผมยาวสลวยคลอเคลียใบหน้าหวาน มือเรียวเล็กต้องคอยเก็บผมทัดหูบ่อยๆ
หญิงสาวมีทิวทัศน์ธรรมชาติเป็แบคกราวน์ เป็ภาพที่เพลิดเพลินตาของคนยืนกอดอกพิงรถเบนซ์คันงาม ชายหนุ่มอีกคนก็นั่งจมปุ๊กอยู่บนพื้นหญ้า มองสองคนสลับกันไปมา บรรยากาศแสงสีส้มยามเย็น ลมพัดโชยริมเขื่อน ทุ่งหญ้ากับเหล่าน้องแกะที่ล้อมรอบตัวลักษณ์ ทั้งที่เขาเลือกนั่งจุดที่ไม่มีอึของแกะพวกนี้แล้วแท้ๆ แต่คิดว่าตัวเองได้กลิ่นอะไรแปลกๆ เข้าแล้ว ไม่ใช่กลิ่นอึแกะหรือแพะ มันเป็กลิ่นสดชื่นเบาสบาย คล้ายกลิ่นคนตกหลุมรัก ชายหนุ่มครุ่นคิดแววตามีเลศนัย
__________
แหน่ะ! คุณลักษณ์ก็คิดอะไร กลิ่นคนตกหลุมรัก กลิ่นความรักอะไร มันเป็ยังไง๊! ไรท์เกิดมาไม่เคยได้กลิ่นแฮะ วอนคุณลักษณ์สอนพิสูจน์กลิ่น ฟุดฟิดๆ