ตอนที่ 18 เผชิญหน้ากับผู้ยั่วยุ
ป้าหลิวรู้สึกว่าตนต้องบอกเื่นี้กับไป๋เพ่ยเพ่ย เพื่อที่อีกฝ่ายจะได้จดจำความดีของเซี่ยเหล่าเอ้อร์ แล้วหันมาปฏิบัติต่อเซี่ยต้ายาและเซี่ยเหมียวเหมียวให้ดีขึ้นสักหน่อย
ไม่ว่าอย่างไร ทั้งสองคนก็เป็หลานสาวของเซี่ยเหล่าเอ้อร์เช่นกัน
“น้องสาว เ้าต้องระมัดระวังให้มาก อย่าปล่อยให้สามีของเ้าถูกคนอื่นเล่นแง่ได้อีก”
“เ้าค่ะ ข้ารู้แล้ว ขอบคุณพี่หลิว”
“เฮ้ ขอบคุณอะไรกัน เ้าไม่ต้องไปส่งข้าหรอก ข้ายังมีเื่ต้องทำ ไว้วันหลังค่อยคุยกัน”
ไป๋เพ่ยเพ่ยไปส่งป้าหลิวที่หน้าประตูลานบ้านพลางมองป้าหลิวที่ออกไปจนลับตา จากนั้นนางจึงหันหลังกลับเข้ามาในบ้าน
หญิงสาวไม่คาดคิดจริง ๆ เวลา่เช้าของเซี่ยเหล่าเอ้อร์นั้น ช่างมีสีสันมากมายถึงเพียงนี้
มองดูจากสีหน้าท่าทีของเขานั้นราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น หากไม่ใช่เพราะป้าหลิวใช้ข้ออ้างว่าขอยืมของบางอย่างเพื่อเข้ามาพูดคุยกับตนเป็การส่วนตัว นางก็คงไม่รู้เื่นี้
มื้อเช้าวันนี้เป็ฝีมือของเซี่ยเหมียวเหมียว ในบ้านไม่ได้มีกับข้าวกับปลาอะไรมากนัก ส่วนรสชาตินั้นไม่ต้องพูดถึง เหมือนเช่นเมื่อวาน
คราวนี้เซี่ยเสี่ยวหย่าทำตัวดีขึ้น ด้วยการเตือนสติของไป๋เพ่ยเพ่ย เด็กสาวยังรู้ว่าควรไปนำชามและตะเกียบมาจัดโต๊ะอีกด้วย
หากแต่นาง้าเป็คนแบ่งข้าวเอง ไม่ให้เซี่ยเหมียวเหมียวเป็คนทำ และเหตุผลนั้นก็ง่าย ๆ เพราะการแบ่งข้าวเป็สิ่งที่สะท้อนถึงสถานะของนายหญิงของบ้านได้ดีที่สุด และเด็กสาวจึงไม่้ามอบหน้าที่นี้ให้เซี่ยเหมียวเหมียว
แสดงสถานะของนายหญิงของบ้านอะไรกัน ไป๋เพ่ยเพ่ยอยากจะกลอกตา แต่นางก็ไม่ได้ปฏิเสธคำขอของเซี่ยเสี่ยวหย่า แล้วมอบหน้าที่แบ่งข้าวนี้ให้
ไป๋เพ่ยเพ่ยมีคำขอเพียงหนึ่งข้อ นั่นคือ ‘ต้องเป็ธรรม’
ไม่อาจปล่อยให้เซี่ยเสี่ยวหย่านึกอยากจะแบ่งให้ใครก็แบ่งตามใจแบบนั้นได้ อย่างนั้นจะทำให้ยุ่งวุ่นวาย ทุกอย่างจึงจำเป็ต้องมีกฎ
“แต่เมื่อก่อนท่านแม่เองก็เคยแบ่งแบบนี้นี่เ้าคะ”
“นั่นหมายความว่านับจากนี้ครอบครัวของเราจะมีกฎใหม่ เ้า้าเปลี่ยนชื่อเสียงที่ไม่ดีของครอบครัวเราด้วยใช่หรือไม่”
“ก็ได้เ้าค่ะ เช่นนั้นท่านแม่ว่าข้าต้องทำอย่างไร”
“แบ่งตามการทำงาน ทำงานมากก็ได้มาก ทำงานน้อยก็ได้น้อย แน่นอนว่าลูกพี่ลูกน้องและน้องชายฝาแฝดของเ้าจะเป็ข้อยกเว้น ไม่นับรวมในกฎนี้ชั่วคราว ร่างกายของพวกเขาไม่ได้อยู่ในสภาวะปกติ ยังอยู่ในระหว่างพักฟื้น จึงสามารถรับการดูแลแบบพิเศษ หรือกล่าวคือ หากวันหนึ่งเ้าป่วย เ้าเองก็จะได้รับการดูแลพิเศษนี้เช่นกัน”
“ท่านไม่กลัวคนแกล้งป่วยหรือ?”
ไป๋เพ่ยเพ่ยหัวเราะ เซี่ยเสี่ยวหย่ากำลังพูดถึงตัวเองอยู่ใช่ไหม?
นางไม่ได้เอ่ยออกมา เพียงระบายยิ้ม “ทำไมแม่ต้องกลัวด้วย? คนที่ควรกลัวไม่ใช่คนที่โกหกหรอกหรือ? เอาอย่างนี้ แม่จะเล่านิทานให้ฟัง กาลครั้งหนึ่ง มีเด็กเลี้ยงแกะคนหนึ่ง ทุก ๆ วันต้องออกไปเลี้ยงแกะ วันแล้ววันเล่าผ่านไปอย่างน่าเบื่อ วันหนึ่งเขาฉุกคิดขึ้นมาได้ จึงะโออกไปว่าหมาป่ามาแล้ว หมาป่ากำลังมา..."
นิทานเื่ ‘เด็กเลี้ยงแกะ’ เื่นี้เป็เด็กเกือบทุกคนที่ได้รับการศึกษาภาคบังคับเก้าปีเข้าใจ และไป๋เพ่ยเพ่ยก็หยิบยกเื่นี้เพื่อนำมาสอนแก่เซี่ยเสี่ยวหย่า
“ต่อมาวันหนึ่ง มีหมาป่ามาจริง ๆ เขาจึงะโลงไปยังเนินเขาอีกครั้งว่าหมาป่ามาแล้ว หมาป่ามาแล้ว แต่กลับไม่มีใครมาช่วยเขาอีกเลย เพราะทุกคนล้วนคิดว่าครั้งนี้เขาโกหกอีกเช่นเคย ทีนี้บอกแม่มาหน่อยสิว่า การโกหกจะนำมาซึ่งประโยชน์มากกว่าหรือการเป็คนซื่อสัตย์จะนำมาซึ่งผลดีมากกว่า?”
เซี่ยเสี่ยวหย่าไม่ได้เอ่ยอะไร นางรู้ว่าไป๋เพ่ยเพ่ยกำลัง ‘สอนสั่ง’ นางอยู่ เด็กสาวอ้าปากอยากตอบโต้ แต่ก็ตระหนักว่าตนนั้นไม่อาจเถียงชนะไป๋เพ่ยเพ่ย
นางอยากจะบอกว่ามันเป็เพียง ‘นิทาน’ เื่หนึ่ง แต่ทำไมไป๋เพ่ยเพ่ยถึงเล่าเื่นี้ให้ฟังกัน?
เมื่อนึกถึงสิ่งที่ตนซ่อนไว้จากไป๋เพ่ยเพ่ย เซี่ยเสี่ยวหย่าก็รู้สึกหวาดผวาขึ้นมาเล็ก ๆ
เมื่อถึงเวลาแบ่งข้าว เซี่ยเสี่ยวหย่าไม่ได้ก่อเื่อะไร ถึงแม้ว่านางจะไม่พอใจ แต่ก็แบ่งข้าวตามกฎที่ไป๋เพ่ยเพ่ยกล่าวบอกอย่างไม่ดื้อดึง
ในระหว่างที่แบ่งข้าวใส่ชามของเซี่ยเหมียวเหมียว เด็กสาวยังส่งเสียงฮึดฮัดอยู่สองสามครั้ง
เซี่ยเหมียวเหมียวไม่กล้าปล่อยให้เซี่ยเสี่ยวหย่าช่วยนางยกชาม จึงรีบหยิบมันขึ้นมาจัดการเอง “ขอบใจนะเสี่ยวหย่า ข้าวที่เสี่ยวหย่าแบ่งสันปันส่วนนั้นดีกว่าที่ข้าทำมากนัก”
เซี่ยเสี่ยวหย่าไม่ได้ซาบซึ้งอะไร ไม่ได้ยกยิ้มเสียด้วยซ้ำไป
กรุงโรมไม่ได้สร้างเสร็จภายในวันเดียว ไป๋เพ่ยเพ่ยเองเมื่อเห็นดังนั้นก็ไม่ได้ค่อนแคะอะไร เพียงยกยิ้มแล้วหยิบชามข้าวที่เซี่ยเสี่ยวหย่าแบ่งให้ขึ้นมาแล้วเริ่มกินข้าว
หลังจากกินเสร็จแล้ว เซี่ยเหมียวเหมียวมีหน้าที่นำอาหารไปให้เซี่ยต้ายา ส่วนตัวเองกับเซี่ยเหล่าเอ้อร์ก็เข้าไปในห้องเพื่อป้อนข้าวให้ลูกชายฝาแฝดตามปกติ
หลังจากกินเสร็จแล้ว เซี่ยเหมียวเหมียวมีหน้าที่นำอาหารไปให้เซี่ยต้ายา ส่วนนางกับเซี่ยเหล่าเอ้อร์ก็เข้าไปในห้องเพื่อป้อนข้าวให้ลูกชายฝาแฝดตามปกติ
“อีกสักพักข้าอยากจะขึ้นไปบนูเา ท่านว่างหรือเปล่า? หากท่านไม่ว่าง ข้าจะให้เหมียวเหมียวไปด้วย”
“เ้าจะไปทำอะไรบนูเา”
ไป๋เพ่ยเพ่ยกล่าวว่า “ไปขุดสมุนไพรเสียหน่อย คนในบ้านเป็คนป่วยถึงสามคน ต้องคิดหาทางแก้ไข เหมือนเช่นเมื่อวานที่ข้าถูกบังคับให้ต้องลงมือเพราะไร้หนทาง เดิมทีข้าคิดว่าตัวเองนั้นเป็แมวสามขา ไหนเลยจะช่วยใครได้ อย่าไปทำให้ใครตาย ไม่คิดเลยจริง ๆ ว่าจะช่วยต้ายากลับมาได้
ข้าเลยคิดว่าบางทีข้าอาจจะมีทักษะอยู่บ้าง? ไม่อย่างนั้น... ข้าก็จะลองดูเสียหน่อย? อย่างไรเสียเราก็ไม่มีเงินจ่ายค่าหมอ ทำเช่นนี้ก็ดีกว่าปล่อยให้นางรอความตายใช่ไหม? สมุนไพรยาของข้าถึงกินไปก็ฆ่าใครไม่ได้ อย่างมากก็แค่ไม่อาจรักษาให้หาย...”
ภรรยาของเขามีทักษะในการรักษาโรคงั้นหรือ? เห็นได้ชัดว่าไม่มีสิ่งนั้นในความทรงจำดั้งเดิม แต่น่าแปลกที่เซี่ยเหล่าเอ้อร์กลับไม่ได้รู้สึกประหลาดใจ แต่รู้สึกว่านี่เป็เื่ที่ควรจะเป็
เขาทำตามคำพูดของไป๋เพ่ยเพ่ย โดยกล่าวว่า “ตกลง ข้าจะไปูเาเป็เพื่อนเ้า เหมียวเหมียวเองเป็เด็กสาวตัวเล็ก ๆ หากพวกเ้าทั้งสองไปประสบพบเจออะไรบนนั้น เกรงว่านางคงไม่อาจช่วยอะไรเ้าได้ แต่พวกเราอย่าขึ้นไปไกลนักเลย ข้าได้ยินมาว่าบนูเามีแมลงตัวใหญ่”
“เช่นนั้นต้องรบกวนท่านแล้ว”
“สามีภรรยา เหตุใดต้องพูดคำพวกนี้ด้วยเล่า? อีกอย่าง เ้าขึ้นไปบนูเาก็เพื่อไปเก็บสมุนไพรยามาให้ลูก ๆ ที่บ้านไม่ใช่หรือ ท้ายที่สุดแล้ว คนที่ควรเอ่ยคำขอบคุณก็คือข้า”
เพียงครู่เดียว ทั้งสองก็ขึ้นไปบนูเา
เซี่ยเหมียวเหมียวอยู่ที่บ้าน ไป๋เพ่ยเพ่ยจึงไม่มีอะไรให้ต้องกังวล หลังจากอธิบายกับนางแล้ว หญิงสาวก็สะพายกระบุงพร้อมหยิบจอบอันเล็ก แล้วออกไปกับเซี่ยเหล่าเอ้อร์
ในมือของเซี่ยเหล่าเอ้อร์มีเคียว และบนไหล่ของเขามีไม้คานแหลมขนฟืน*[1] ดูเหมือนว่าเขาเตรียมจะขนฟืนกลับมาด้วย
ทั้งคู่ออกจากบ้านไปด้วยกัน ทั้งยังได้พบเจอคนในหมู่บ้านด้วย
ทว่าจังหวะไม่ดี บังเอิญพบเข้ากับ ป้าซุนลิ่วผู้นี้ไม่ลงรอยกับเ้าของร่างเดิมมาโดยตลอด ด้วยเพราะจะทะเลาะกันด้วยเื่ขี้หมูราขี้หมาแห้งอยู่บ่อยครั้ง
เมื่อวานนี้ ในตอนที่ไป๋เพ่ยเพ่ยจัดการกับตระกูลเฉียว นางบังเอิญกลับไปเยี่ยมครอบครัวเดิมจึงไม่ได้พบกัน และเมื่อกลับมา ทุกคนก็กลับมาแล้วเช่นกัน ทำให้พอจะได้ยินเื่ราวมาบ้าง
เมื่อพลาดงิ้วโรงใหญ่เช่นนี้ ทำให้ในตอนนี้ป้าซุนลิ่วจึงเสียใจอยู่ไม่น้อย จะมีเื่ตอนไหนไม่ว่า เหตุใดจึงต้องเกิดเื่ขึ้นตอนที่นางกลับไปเยี่ยมครอบครัวเดิมด้วยเล่า?
เื่กลับไปเยี่ยมครอบครัวเดิมนั้นไม่ได้พูดถึงสักคำ อันที่จริงก็เพื่อจะดูเื่น่าขันของตระกูลเซี่ย เพราะเหอเหลียน สะใภ้ใหญ่ของเ้าของร่างมีครอบครัวเดิมอยู่หมู่บ้านเดียวกัน ผู้หญิงคนนั้นทุกครั้งที่กลับไปเยี่ยมครอบครัวเดิมก็มักจะสร้างเื่น่าขันอยู่ไม่น้อย
ตราบใดที่มันเป็เื่ที่เกี่ยวข้องกับเ้าของร่างเดิม ป้าซุนลิ่วก็อยากจะเห็นเื่น่าขันนี้อย่างยินดีปรีดาบนความทุกข์ของผู้อื่น
ดูสิ หลังจากกินมื้อเช้าเสร็จนางก็เดินไปรอบ ๆ หมู่บ้านเพื่อร่วมวงนินทากับชาวบ้านคนอื่นถึงเื่ที่ไป๋เพ่ยเพ่ย ‘บีบบังคับให้หย่าร้าง’ ก็ไม่รู้ว่าตระกูลเซี่ยไปซวยซ้ำซวยซ้อนอะไรนักหนาถึงได้แต่งสะใภ้เช่นนี้เข้าบ้าน
“ป้าซุนลิ่ว ท่านไม่รู้หรือ? สามีของท่านไม่ได้เล่าให้ฟังรึ? วันนี้สามีของท่านเอ่ยถามเซี่ยเหล่าเอ้อร์ถึงเื่เมื่อวาน เซี่ยเหล่าเอ้อร์ถึงขั้นพูดต่อหน้าทุกคนว่าไป๋เพ่ยเพ่ยทำสิ่งที่ถูกต้องสมควรแล้ว ควรพาเด็กสาวนั่นกลับมา...”
หญิงมีอายุพูดยังไม่ทันขาดคำ ป้าซุนลิ่วก็ถ่มน้ำลาย
ก่อนเอ่ย “ถุย! เ้าเชื่อถ้อยคำนี้ของเซี่ยเหล่าเอ้อร์งั้นหรือ? เขาพูดเช่นนั้นก็เพื่อให้ดูสวยหรู ไม่อยากถูกคนอื่นมองว่าเป็เื่น่าขัน เราอยู่ในหมู่บ้านเดียวกันมาก็หลายปีดีดัก เ้ายังไม่รู้จักเซี่ยเหล่าเอ้อร์ดีอีกหรือไง? ไม่แน่ว่าเบื้องลึกเื้ั เขากับไป๋เพ่ยเพ่ยอาจจะมีปัญหากันก็ได้”
เอ่ยจบ หญิงสูงวัยตรงหน้าก็ส่งสายตาให้นาง เพื่อบอกให้เงียบปากเสีย
ป้าซุนลิ่วหันมองไปก็ประจวบเหมาะกับที่คู่สามีภรรยา เซี่ยเหล่าเอ้อร์และไป๋เพ่ยเพ่ยเดินมาด้วยกัน
ใบหน้าของป้าซุนลิ่วพลันบูดเบี้ยวไม่น่ามองอยู่เล็กน้อย นี่ไม่เท่ากับว่าตบหน้านางหรอกหรือ? นางเพิ่งพูดไปว่าทั้งคู่มีปัญหากัน ที่ทำก็ทำเพื่อเล่นละครตบตาคนนอกเท่านั้น แล้วจู่ ๆ ทั้งสองก็ปรากฏตัวขึ้นมาพอดีเสียอย่างนั้น
ช่างน่ารำคาญเสียจริง!
“โอ้ เซี่ยเหล่าเอ้อร์ น้องสาวเซี่ย พวกเ้าสามีภรรยาจับมือกันจะไปไหนหรือ?”
สายตาของทุกคนจับจ้องไปยังทั้งสองคน พยายามอย่างหนักที่จะเห็นดอกไม้เล็ก ๆ
ไป๋เพ่ยเพ่ยััได้อย่างแจ่มชัดว่าสายตาที่ชาวบ้านมองมานั้นมีบางอย่างไม่ถูกต้อง ทว่านางก็ไม่รู้ว่าตรงไหนที่ผิด จึงทำได้เพียงเอ่ยด้วยรอยยิ้ม
“อ้อ เราเตรียมจะขึ้นเขาไปตัดฟืนเสียหน่อย พวกเ้ากำลังคุยเล่นกันอยู่สินะ?”
*[1] เป็ไม้คานที่ใช้สำหรับขนฟืน ทำจากไม้ มีปลายแหลมทั้งสองด้านเพื่อให้สามารถสอดเข้าไปในมัดฟืนได้ ทั้งนี้ยังสามารถใช้เป็อาวุธเมื่อเจอสัตว์ป่าได้ด้วย