“หากยังมิยอมตอบข้าจะใช้ยันต์ลงอาคมจัดการกับเ้า”เฉินอี้กล่าวและหยิบยันต์กระดาษแผ่นเท่าฝ่ามือออกมาจากอกเสื้อและเตรียมร่ายคาถาเมื่อิญญาตนนั้นเห็นเฉินอี้ยกมือขึ้นเขาก็รีบยกมือทั้งสองข้างขึ้นห้ามปรามพร้อมกล่าวเสียงดัง
“เดี๋ยวๆ!อย่าเพิ่ง! คุณชายโปรดวางมือก่อน!”
เฉินอี้มองหน้ากับอาหลิ่งแล้วเขาจึงวางยันต์กระดาษลงบนโต๊ะอาหลิ่งยกมือขึ้นกอดอกและมองหน้าิญญาตนนั้นอย่างไม่ไว้วางใจ
ิญญาตนนั้นบอกว่าตนเองชื่อหลิวซูเจี๋ยเขาเข้ามาอยู่ที่บ้านของเฉินอี้ได้ก็เพราะเขาถูกผนึกให้ติดอยู่กับยันต์ซวนฉือที่มีคนนำมาที่นี่
“ยันต์ซวนฉือ?”เฉินอี้กล่าวด้วยความงุนงง “ข้ามิมียันต์ซวนฉือ”
“เอ่อมีสิ เฉินอี้ ท่านเพิ่งจะมีเมื่อคืนนี้เอง”อาหลิ่งบอกเขาและเดินไปที่เตียงพลางชี้ตำแหน่งให้เฉินอี้เขาจึงเดินไปหยิบผ้ายันต์ออกมาจากใต้หมอนของเขา
“ผ้ายันต์ผืนนี้มาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร”เฉินอี้จับผ้ายันต์ซวนฉือและหันไปมองอาหลิ่ง
“ท่านป้าจางเป็คนนำมาให้ท่าน”อาหลิ่งกล่าว
นางเองก็ลืมเื่นี้ไปแล้วเพราะเมื่อคืนนี้นางเองก็อ่อนแรงมากจนมิได้สนใจสิ่งใดมากนักเมื่อเห็นว่าจางฝูลู่มานอนค้างที่นี่เพื่อคอยดูแลเฉินอี้นางก็วางใจและกลับไปพักผ่อนเช่นเดียวกัน
“อ้อเป็ป้าจางนั่นเอง” เฉินอี้คลายความสงสัยและหันกลับไปพูดคุยกับหลิวซูเจี๋ย
“เ้าของยันต์ซวนฉือผืนนี้คือใครหรือ”เฉินอี้ถาม
หลิวซูเจี๋ยไม่ตอบเขายืนมองเฉินอี้ราวกับว่าได้เห็นสิ่งมหัศจรรย์
เฉินอี้ก็มองเขากลับอย่างสงสัยว่าเหตุใดหลิวซูเจี๋ยจึงมองตนเองเช่นนี้ แล้วเฉินอี้ก็ต้องสะดุ้งสุดตัวเมื่อหลิวซูเจี๋ยอ้าแขนและถลามาทางเขา
อาหลิ่งเห็นดังนั้นก็รีบมายืนขวางด้านหน้าเฉินอี้และสร้างเกราะคุ้มภัยทันทีแต่ปรากฏว่ามันไม่สามารถป้องกันหลิวซูเจี๋ยได้
หลิวซูเจี๋ยทะลุผ่านเกราะคุ้มภัยเข้ามาได้จึงกอดอาหลิ่งเข้าอย่างเต็มที่อาหลิ่งหน้าแดงขึ้นมาทันทีอย่างที่เฉินอี้ไม่เคยเห็นมาก่อน
ส่วนหลิวซูเจี๋ยพอรู้ตัวว่ากอดอาหลิ่งเข้าเต็มอ้อมแขนแทนที่จะได้กอดเฉินอี้เขาก็รีบปล่อยมือและขอโทษนางทันที แต่เขายังกล่าวคำขอโทษมิทันจบดีอาหลิ่งก็เตะเขากระเด็นออกไปไกลสองจั้งเป็ที่เรียบร้อย
กว่าหลิวซูเจี๋ยจะได้มานั่งคุยด้วยกันดีๆก็ใช้เวลาเกือบสองเค่อเข้าไปแล้ว
หลิวซูเจี๋ยกล่าวว่าก่อนที่เขาจะถูกผนึกอยู่ในยันต์ซวนฉือ เขาเคยเป็ิญญาผู้พิทักษ์มาก่อน ดังนั้นเกราะคุ้มภัยของอาหลิ่งจึงไม่สามารถทำร้ายเขาได้
อาหลิ่งแปลกใจมากนางกล่าวว่า โดยปกติิญญาผู้พิทักษ์จะมีพลังปกป้องตนเองและผู้ที่อยู่ในความคุ้มครองหากมิใช่เพราะว่าพลังของิญญาผู้พิทักษ์หมดไปจนไม่สามารถฟื้นฟูได้อีกิญญาผู้พิทักษ์จะไม่ตกอยู่ใต้อาณัติของผู้ใดเด็ดขาด
อาหลิ่งมองหลิวซูเจี๋ยและขมวดคิ้ว“เ้าไปทำสิ่งใดผิดพลาดเอาไว้ จึงถูกฟานเจียงต้าเหริน (ผู้ดูแลภพภูมิเทวดาและิญญาผู้พิทักษ์)เรียกพลังคืนใช่หรือไม่”
หลิวซูเจี๋ยหน้าสลดลงเล็กน้อยแต่ก็กลับมาตีหน้าทะเล้นใส่อาหลิ่งเหมือนเดิม
“แหมอาเจ้ มิว่ามนุษย์หรือิญญาก็ล้วนมีสิ่งที่ทำผิดพลาดกันได้ทั้งนั้นข้าถูกเรียกพลังคืนก็จริง แต่ก็มิได้ถูกเรียกคืนทั้งหมดฟานเจียงต้าเหรินยังเหลือพลังผู้พิทักษ์ระดับจิงเฉียนซาน (พลังิญญาผู้พิทักษ์ระดับที่สาม) ไว้ให้ข้าได้พอดูแลตัวเองได้บ้าง”
อาหลิ่งเหล่มองหลิวซูเจี๋ยด้วยใจนึกรำคาญ
“อา……จริงสิอาเจ้ เมื่อครู่นี้ แค่เพียงท่านสะบัดข้อมือก็สามารถสกัดพลังของข้าได้แล้ว พลังของท่านต้องมิน้อยกว่าระดับจิงเฉียนอู่ (พลังิญญาผู้พิทักษ์ระดับที่ห้า)แน่ๆ เลย ใช่หรือไม่”
“ใครเป็อาเจ้ของเ้ากัน!”อาหลิ่งถลึงตาใส่หลิวซูเจี๋ย
“เอาเถิดๆ”เฉินอี้กล่าวตัดบท “แล้วใครเป็คนผนึกเ้า ไว้ในยันต์ซวนฉือกันแน่”
“อ้อหมอผีเหลียงเส้าชุน เขาเป็คนผนึกข้าไว้ อันที่จริงก็เป็ความเต็มใจของข้าเองแหละ”เฉินอี้กับอาหลิ่งต่างมองหน้าหลิวซูเจี๋ยด้วยความประหลาดใจ
“ก็มิได้มีอันใดมากข้าทำผิด ข้าก็อยากชดใช้ในความผิด พลังของข้าเหลือเพียงแค่ระดับจิงเฉียนซานคงมิอาจเพียงพอที่จะปกป้องผู้ใดได้เหมือนอาเจ้อีก แต่อย่างน้อยข้าก็พอจะใช้พลังอันน้อยนิดของข้าช่วยเหลืุ์ได้บ้างสักเล็กน้อยก็ยังดี
นี่เฉินอี้ ท่านรู้ไหมว่าข้าดีใจมากเพียงใดที่ได้มีเพื่อนคุยอีกครั้ง ข้ามิได้คุยกับผู้ใดมานานมากแล้วหากท่านมีสิ่งใดอยากไต่ถามหรือมิมีผู้ใดให้พูดคุยด้วย ท่านก็มาพูดกับข้าได้เลย ข้ายินดีคุยกับท่านได้ตลอดสิบสองชั่วยามเลย”
หลิวซูเจี๋ยพูดไปยิ้มไปเขาพูดรัวเร็วมากจนเฉินอี้ทำได้เพียงนั่งยิ้มให้เขาเท่านั้นพลางคิดในใจว่าหากเขาเก็บยันต์ซวนฉือผืนนี้ไว้ ชีวิตอันสงบสุขของเขาคงหาได้ยากยิ่ง
“เฉินอี้เขามีข้าพูดคุยด้วยอยู่แล้วคงมิจำเป็ต้องรบกวนเ้าหรอก” อาหลิ่งเอ่ยปากดักคอหลิวซูเจี๋ย
“มิลำบากๆอาเจ้ ท่านก็เช่นกันนะ มีสิ่งใดก็มาพูดคุยกับข้าได้เลยข้ายินดีช่วยเหลือท่านอย่างเต็มที่”หลิวซูเจี๋ยหันไปกล่าวกับอาหลิ่งและยิ้มให้นางอย่างอารมณ์ดี
“ห้ามเรียกข้าว่าอาเจ้!”อาหลิ่งกล่าวกับหลิวซูเจี๋ยอย่างหงุดหงิด
“แค่กๆ”เฉินอี้ไอออกมาสองครั้ง อาหลิ่งจึงเลิกสนใจหลิวซูเจี๋ยทันที
“เฉินอี้ท่านไปนอนพักเถิด สีหน้าท่านยังมิดีนัก เดี๋ยวจะไม่สบายเอา” อาหลิ่งกล่าวอย่างเป็ห่วง
เฉินอี้พยักหน้าและเดินไปที่เตียงหลิวซูเจี๋ยมองตามเฉินอี้ด้วยความสนใจ
“อา…..พลังชีวิตของท่านหายไปถึงสามส่วนนี่ไปทำอันใดมากันหรือ เฉินอี้ถึงได้เป็เช่นนี้” หลิวซูเจี๋ยเข้าไปก้มๆ เงยๆมองดูเฉินอี้ที่นอนหลับตาอยู่บนเตียงอย่างอ่อนเพลีย
“หลิวซูเจี๋ยเลิกรบกวนเฉินอี้ได้แล้ว กลับเข้าไปในยันต์ซวนฉือของเ้าเสียเถิด”อาหลิ่งกล่าวและเข้าไปยืนขวางระหว่างเฉินอี้กับหลิวซูเจี๋ย
“แม่นางอาหลิ่งเ้าเองก็กลับไปพักผ่อนดีหรือไม่ พลังิญญาของเ้าก็ยังฟื้นตัวมิเต็มที่ข้าจะดูแลเฉินอี้ต่อจากท่านให้เอง” หลิวซูเจี๋ยกล่าวกับอาหลิ่งพลางยิ้มหน้าระรื่น
“อ๊ะ!ข้าสัญญาว่าจะมิรบกวนเขา และข้าจะสำรวจดูรอบๆ บ้านให้ด้วย หากมีอันใดเกิดขึ้นข้าจะเรียกเ้าทันทีแม่นางอาหลิ่งมิต้องกังวลอันใดเลย”
หลิวซูเจี๋ยยกมือขึ้นสัญญาขณะพูดเฉินอี้หรี่ตาขึ้นมอง ทันเห็นอาหลิ่งกลอกตาด้วยความเอือมระอาใส่หลิวซูเจี๋ยก็นึกขำจากนั้นเขาก็เริ่มง่วงงุนและกำลังจะหลับไป
“โอ๊ะ!เพื่อนท่านมาหาแน่ะ เฉินอี้ ถืออะไรมาตะกร้าใหญ่เสียด้วย”หลิวซูเจี๋ยกล่าวด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น
เฉินอี้ที่กำลังเคลิ้มจะหลับพลันสะดุ้งเฮือกตื่นขึ้นมาเพราะเสียงของหลิวซูเจี๋ย ทำให้เขาปวดหัวตึบๆขึ้นมาทันที
“อาอี้!ข้ามีเื่ต้องคุยกับเ้า” จางฝูลู่เดินโหวกเหวกเข้ามาและวางตะกร้าลงบนโต๊ะดัง ปึ้ก!
เฉินอี้เอามือถูขมับและหัวเราะกับตัวเองเบาๆพลางถอนใจและลุกขึ้นนั่งที่ขอบเตียง
“มีอันใดหรือเหล่าจาง”
“ข้ามีเื่ต้องเล่าให้เ้าฟัง”จางฝูลู่ลากเก้าอี้มานั่งใกล้ๆ เฉินอี้ “เื่ของอู๋ชวนกับฟู่จี๋ิ่”