BADFRIEND
6
หลังจากวันนั้นนักรบก็ดูแปลกๆไปไม่รู้่นี้มันหายไปไหนพวกฉันไม่ค่อยเห็นหน้ามันเลยชวนมันมาอ่านหนังสือด้วยกันมันก็บอกไม่ว่างขนาดไอ้พีทที่อยู่คอนโดเดียวกับมันยังไม่ค่อยจะเจอมันเลยอ่ะ
“่นี้ไอ้รบมันเป็อะไรวะ” ฉันหันไปสนใจไอ้บอลที่เปิดประเด็นในสิ่งที่ฉันกำลังคิดอยู่
ตอนนี้เราสุมหัวกันอยู่ร้านเค้กหน้ามหาลัยเมื่อสอบวันแรกเสร็จเห็นหน้าอย่างนี้พวกฉันก็ไม่ได้กินเป็แต่เหล้านะ
“เออทำไม่นี้ไม่เห็นมันเลยวะ” อีเมเสริม
“ขนาดกูอยู่คอนโดเดียวกับมันกูยังไม่ค่อยเจอมันเลย” ไอ้พีทว่าพลางตักเค้กเข้าปาก
“หรือว่ามันติดหญิงวะ” ไอ้บอลพูดแล้วมองมาที่ฉันพลางขมวดคิ้ว
“มองกูทำไม กูไม่รู้” ถึงฉันจะสนิทกับมันแต่ก็ใช่ว่าจะรู้เื่ของมันทุกเื่ ไม่สิต้องบอกว่ามันไม่ได้บอกฉันทุกเื่ต่างหากแต่กลับกันเวลาฉันมีอะไรมันจะเป็คนแรกที่รู้เสมอ เื่บางเื่ก็มีแค่มันที่รู้
“นึกว่ามึงจะรู้ทุกเื่เสียอีก” อีเมพูดพร้อมกับมองหน้าฉันยิ้มๆ
“นี่มึงว่ากูขี้เสือก?”
“เออออ” พวกมันหัวเราะลั่นทั้งโต๊ะ
“เดี๋ยวกูไปเข้าห้องน้ำก่อนนะ” อีผิงที่นั่งเงียบอยู่นานเอ่ยขึ้นก่อนจะลุกไป
“กูก็จะไปเหมือนกัน” ฉันบอกก่อนจะลุกตามมันไป อีผิงมันนั่งเงียบั้แ่เริ่มคุยเื่ของนักรบแล้วเหมือนมันคิดอะไรอยู่ตลอดเวลา
ฉันยืนรอมันอยู่หน้าอ่างล้างหน้าความจริงไม่ได้อยากจะมาเข้าห้องน้ำหรอก แต่แค่ตามมันมาเฉยๆดูเหมือนมันมีเื่อยากจะพูดแต่ไม่พูด
“อ้าวมึงปวดฉี่เหมือนกันเหรอ” อีผิงทักเมื่อมันออกมาจากห้องน้ำ
“อือ” ฉันตอบพร้อมทั้งพยายามมองมันที่ไม่ยอมสบตากับฉัน
“เข้าไปสิเดี๋ยวกูรอ” มันมองฉันผ่านกระจก
“มึงเป็อะไรเปล่าวะ” ฉันถามมันออกไปตรงๆ
“กูเหรอ เปล่านี่”
“กูเห็นมึงเงียบๆั้แ่ที่พูดถึงนักรบแล้ว” หน้ามันเจื่อนลงเมื่อฉันพูดจบคิ้วมันขมวดเข้าหากันอย่างคนกำลังใช้ความคิดอย่างหนัก
“อีบัว...” มันหันกลับมามองหน้าฉันตรงๆ
“อืม ว่าไง”
“วันนี้กูเจอนักรบ” หน้ามันดูสับสนจนฉันได้แต่ยืนงง
“แล้ว?” เื่นี้เหรอที่ทำให้มันคิดมาก
“กูเจอมันอยู่กับแพรว”
อ่อแพรว ชื่อของแฟนเก่ามันเองนั่นแหละ คงจะกลับไปคุยกันแล้วสินะทำไมพอได้ยินชื่อนี้ทีไรหัวใจของฉันมันกระตุกวูบทุกทีเลยและครั้งนี้ก็เหมือนกันมันเต้นเร็วจนฉันหายใจแทบไม่ออก นี่ฉันเป็อะไรไป
“เหรอ...” เสียงของฉันแหบพร่าอย่างคนหมดแรง
“มันไม่ให้กูบอกใคร” ฉันขมวดคิ้วอย่างไม่เข้าใจ ว่าทำไมมันต้องกลัวคนอื่นรู้ด้วยทั้งที่ทุกคนในกลุ่มก็ดูออกว่ามันยังไม่ลืมแพรว
“ทำไมวะ”
“ไม่รู้เหมือนกันว่าแต่มึงโอเคนะ” มันมองฉันด้วยสายตาเป็ห่วง
“กูจะเป็อะไรล่ะเื่นี้ไม่เกี่ยวกับกูสักหน่อย” ใช่มันไม่เกี่ยวกับฉันเลยสักนิด
“เออๆไม่เกี่ยวก็ไม่เกี่ยว” ถึงมันจะพูดแบบนั้นแต่สายตามันดูไม่เชื่อฉันเลยสักนิดอย่าว่าแต่มันไม่เชื่อเลยตัวฉันเองยังไม่อยากจะเชื่อเลยว่าตัวเองจะไม่เป็อะไรจริงๆ
“กูเข้าห้องน้ำละมึงไปก่อนก็ได้” ฉันเฉไฉเปลี่ยนเื่ก่อนจะเข้าไปในห้องน้ำ
“เออๆเดี๋ยวกูไปรอที่โต๊ะละกัน” มันะโบอกก่อนที่ฉันจะได้ยินเสียงฝีเท้ามันเดินออกไป
ฉันปิดฝาชักโครกลงก่อนจะนั่งทับลงไปความรู้สึกหน่วงๆที่เป็อยู่ตอนนี้มันคืออะไรกันมันก็ดีแล้วไม่ใช่หรือไงถ้าสองคนนั้นจะกลับไปคบกันและในเมื่อมันก็ยังลืมแพรวไม่ได้ ฉันต้องดีใจกับเพื่อนไม่ใช่เหรอทำไมต้องมารู้สึกอะไรแบบนี้ด้วย เริ่มไร้สาระมากไปแล้วนะฉันเนี่ย
“เฮ้ออ” ฉันถอนหายใจทิ้งก่อนจะลุกขึ้นแล้วเดินจากห้องน้ำกลับไปที่โต๊ะ
“อีบัวเมื่อกี๊พิมโทรมา” อีเมบอกเมื่อเดินไปถึงโต๊ะ พิมเป็เพื่อนในสาขาที่ฉันขอให้มันติวให้ก็ในเมื่อไม่มีคนติวให้แล้วไง
“พิมว่าไงมั่ง”
“มันรอมึงอยู่ห้องสมุด”
“เอองั้นกูไปก่อนแล้วกัน” ฉันบอกพร้อมกับเก็บของไปด้วย
“อ้าว ทิ้งพวกกูเฉย” ไอ้บอลพูดขึ้นพร้อมกับทำหน้าหงอย คือฉันไปอ่านหนังสือป่ะทำไมรู้สึกว่าเพื่อนฉันแต่ละโอเวอร์กันจัง
“แล้วมึงติวให้กูได้ไหมล่ะ” ฉันย้อนกลับไป
“ทุกทีมึงก็ให้ไอ้รบติวไม่ใช่” อีเมบอก
“มึงทะเลาะกันเหรอ” ไอ้พีทถาม
“ทะเลาะอะไรล่ะไม่มีอะไรทั้งนั้นแหละ” ฉันบอกปัดไปอย่างรำคาญ
“ทะเลาะกันชัวร์” อีเมคอนเฟิร์ม
“ก็บอกว่าไม่มีอะไรไง” ฉันพูดและคุยไลน์กับพิมไปด้วย
“กูไม่เชื่อ” ทุกคนพยักหน้าเห็นด้วยกับไอ้บอลยกเว้นอีผิงเพราะมันรู้ไงว่าสาเหตุที่ฉันต้องไปให้คนอื่นติวให้เป็เพราะอะไรก็อย่างที่บอกนั่นแหละ ก็คนติวมันไม่อยู่
“เื่ของพวกมึงเถอะกูไปล่ะ เบื่อพวกมโน” เมื่อนัดกับพิมเรียบร้อยแล้วฉันก็รีบชิ่งหนีพวกมันทันทีพรุ่งนี้มีฉันมีสอบคนเดียวพวกมันเลยได้ทำตัวชิวกันได้ไง
“มึงอย่าหนีดิบัว” ไอ้บอลบอกเมื่อฉันลุกจากเก้าอี้ฉันเพียงแค่ยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจก่อนจะเดินออกจากร้านไป
พวกแม่งนี่ก็จริงๆเลยบอกว่าไม่ได้ทะเลาะก็ไม่เชื่อแค่คุยยังไม่ค่อยจะได้คุยกันจะให้เอาเวลาไหนไปทะเลาะกันล่ะ บ้าจริงๆเลย
ฉันวนหาที่จอดรถเมื่อมาถึงหอสมุดในมหาลัย่สอบนี่คนจะเยอะเป็พิเศษเพราะที่นี่แอร์มันเย็น
“โอ๊ย...” ฉันเอามือกุมท้องที่อยู่ๆก็รู้สึกปวดท้องขึ้นมากะทันหันเมื่อจอดรถเสร็จเรียบร้อยแล้วฉันจึงนั่งนิ่งอยู่บนรถสักพักเพื่อให้อาการมันเบาลงมันมักจะเป็แบบนี้เสมอจนมันกลายเป็โรคประจำตัวของฉันไปแล้ว
เมื่อดีขึ้นแล้วฉันจึงลงจากรถก่อนจะเดินเข้าไปในหอสมุดที่พิมนัดไว้แต่ยังไม่ทันที่จะได้เข้าไปสายตาของฉันก็ดันไปเห็นคนที่เพิ่งจะเดินออกมาเสียก่อนเป็จังหวะเดียวกับที่มันมองมาที่ฉันพอดีคนที่่นี้ไม่ค่อยได้เจอกันนั่นแหละ ช่างบังเอิญจริงๆ
“ไง มาคนเดียว...” เรายืนจ้องตากันพักนึงก่อนที่ฉันจะเป็คนเดินเข้าไปทักมันเมื่อเห็นมันยืนอยู่คนเดียวแต่ยังไม่ทันได้ถามจบประโยคฉันก็ได้คำตอบชัดเจนเมื่อมีผู้หญิงตัวเล็กน่ารักเดินตามออกมายืนอยู่ข้างมันและมองมาด้วยสายตางงๆ
นักรบกับแพรวมาด้วยกัน่นี้ที่มันไม่ค่อยว่างมาอยู่กับพวกเราเพราะมันมาอยู่กับแฟนเก่านี่เอง
“เพิ่งมาเหรอ” มันถาม
“อือ” ฉันตอบและยิ้มให้มันน้อยๆโดยไม่ได้สนใจคนข้างๆมันหรือยิ้มให้แม้แต่น้อยจะว่าฉันเสียมารยาทก็ได้นะ แต่มันรู้สึกไม่พอใจยังไงก็ไม่รู้ทั้งที่เขาก็ไม่รู้จักกูด้วยซ้ำ เหมือนพาลเลยอ่ะมึงงง
“ขอตัวนะ” เมื่อเห็นว่ามันแย่งกระเป๋าในแพรวมาถือให้ฉันก็เดินเข้าไปข้างในทันทีอย่างไม่สบอารมณ์ไม่รู้ทำไมตอนนี้ฉันถึงได้อารมณ์เสียและไม่อยากคุยกับมันก็ไม่รู้แค่รู้ว่าต้องไปจากตรงนี้ให้เร็วที่สุดก็เท่านั้นเอง
“แยกกันตรงนี้นะมึงกูไปล่ะ” เวลาเกือบห้าทุ่มฉันแยกกับพิมเพื่อกลับคอนโดเพราะพรุ่งนี้ฉันมีสอบเช้าทำให้อยู่ดึกไม่ได้
“เออๆ ขับรถดีๆ” ฉันโบกมือให้มันก่อนจะเดินไปที่รถตัวเอง
ฉันขับรถมาเรื่อยๆอาการปวดท้องก็กำเริบขึ้นมาอีกแล้วดังนั้นฉันจึงรีบเร่งความเร็วเพื่อให้ถึงบ้านเร็วๆจะได้กินยาและพักผ่อนแต่เหมือนมันปวดหนักขึ้นเรื่อยๆจนฉันขับรถต่อไปไม่ไหวจึงได้เลี้ยวรถเข้าข้างทางเพื่อไม่ให้ขวางทางเดินรถของคนอื่น
“โอ๊ย” มันบีบรัดอย่างรุนแรงจนฉันกำพวงมาลัยรถแน่นเพื่อระบายความเ็ปมันทรมานจนฉันรู้สึกหน้ามืดตามัวถ้าให้ขับรถกลับบ้านด้วยสภาพแบบนี้คงไม่ถึงบ้านแน่ ฉันต้องให้คนมาช่วย ใช่ฉันต้องโทรหาใครสักคนเมื่อคิดได้ดังนั้นฉันจึงรีบควานหาโทรศัพท์ในกระเป๋าถือขึ้นมาแล้วกดโทรออกเบอร์ฉุกเฉินที่ฉันตั้งไว้
“ระ...”
“[ฮัลโหล]”
เสียงของฉันขาดหายไปเมื่อเสียงที่ดังออกมาจากปลายสายไม่ใช่คนที่ฉัน้าจะคุยด้วย
“[ใครโทรมาเหรอแพรว]”เสียงนักรบดังเข้ามาในสาย
ดึกป่านนี้ทำไมถึงยังอยู่ด้วยกันนะ
“[เพื่อนรบหรือเปล่า ไม่เห็นพูดอะไรเลย]”
มันจุกจุกจนพูดไม่ออก
“[เดี๋ยวเราคุยเอง]”
ติ๊ด
ฉันกดตัดสายพร้อมน้ำตาที่ค่อยๆไหลออกมาไม่แน่ใจว่ามาจากอาการปวดท้องหรืออะไรกันแน่
-TBC-