บทที่ 29 จูเชว่
ช่วงต้นยามเซิน
รถม้าขนส่งเสบียงถูกจัดเตรียมอย่างลับๆที่มุมลับตาของประตูทั้งสี่โดยมีทหารมือดีประจำการทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและเงียบที่สุด ทุกอย่างอยู่ในความดูแลของเฉินหรงฟางเฉินจือหาน จ้าวหาน และจงหรูอี้
เรื่องรถขนเสบียงทั้งสี่แม้แต่ทหารก็ไม่รู้ว่ามีกี่คัน ทุกคนต่างทำหน้าที่ตัวเองให้ดีและถูกกำชับว่าห้ามคุยเรื่องนี้กับใครเด็ดขาดแม้แต่เพื่อนร่วมงานหรือครอบครัวจึงไม่มีใครรู้ว่านอกจากงานที่ตัวเองมอบหมาย ยังมีรถคันอื่นอีก
เฉินจือหานไม่มีเวลาบอกคนอื่นๆเรื่องหลี่รุ่ยเต๋อ และหวงจื่อแหว่ย พอดีกับเฉินหนิงที่กลับมาพอดีจึงไม่ทันได้ส่งข่าวให้ใคร
แต่ก็ส่งมู่จางและจงฉวนสองทหารที่ดูแลจ้าวซินเยว่คอยจับตาดูและส่งข่าวให้กับโอรสสวรรค์รู้เผื่อเกิดบางอย่างขึ้น บางอย่างที่อาจจะกระทบระหว่างแคว้น
ที่ทำให้เฉินจือหานรู้สึกหงุดหงิดก็คือการที่สองลุงหลานแคว้นลี่ผู้นั้นเข้ามายังเมืองหลวงโดยไม่อำพรางและยังเข้าถึงจ้าวซินเยว่เช่นนั้น เป็นเขาเองที่ประมาทเกินไปคิดว่าที่นี่เป็นถิ่นของตน
เขาประมาทความสามารถในการสืบข่าวของหวงจื่อเหว่ยผู้นั้นและประมาทความบ้าบิ่นของหลี่รุ่ยเต๋อเกินไป
“ท่านแม่ทัพ”ทหารลับฝีมือดีเดินเข้ามาเรียก เฉินจือหานค่อยๆ หันไปมอง
“ตอนนี้องค์ชายทั้งสี่ยังคงไม่มีการเคลื่อนไหวขอรับ”ลูกน้อยกระซิบรายงานเบาๆ ไม่ได้ทำให้เฉินจือหานประหลาดใจ
มันมีความเป็นไปได้ว่าทุกคนจะไม่เคลื่อนไหวด้วยตัวเองแต่ใช้คนของหลี่รุ่ยเต๋อแทนที่จะเป็นขุนนางในแคว้น
“ตำแหน่งล่ะ”
“ทุกคนอยู่ที่พักของตนเองยกเว้นองค์รัชทายาทที่อยู่กับฝ่าบาทและรุ่ยอ๋องที่อยู่จวนสกุลจ้าว”เฉินจือหานพยักหน้ารับ
“ให้จับตาดูให้ดีหากมีคำสั่งก็จับตัวได้เลย” เฉินจือหานสั่ง
แม้แผนการณ์ครั้งนี้จะดูมีโอกาสหาตัวเจอแต่ก็มีโอกาสที่จะพลาดเนื่องจากมันไม่ได้ทำให้รัดกุมมากขนาดนั้น เพื่อให้ทุกอย่างสมจริงแลกมากับความเสี่ยงมากที่สุดในชีวิตของเฉินจือหาน
อีกไม่ถึงชั่วยามดีภารกิจก็จะเริ่มต้นขึ้นแล้ว แต่เฉินจือหานก็ไม่อาจสงบใจได้เลย
“ฝากทางนี้สักครู่เดี๋ยวข้ามา” แม่ทัพหนุ่มเดินหายไปอย่างรวดเร็ว หากสงบใจเองไม่ได้ก็ต้องไปหาคนที่ทำให้ตนสงบใจได้
... ... ...
อาหารมื้อเย็นถูกวางตรงหน้าพร้อมกับถุงหอมในมือที่เสร็จสิ้น ภายในห้องนอนในเรือนเล็กด้านหลังแต่ก็ได้ยินเสียงกุกกักจากหน้าต่างแต่ยังไม่ทันที่จะหันไปก็รู้สึกถึงความอบอุ่นที่กอดจากด้านหลัง
ความคุ้นเคยแผ่ซ่านออกมาจนนางรู้สึกประหลาดใจก่อนจะยกยิ้ม
“เป็นอะไรหรือเจ้าคะ”เสียงหวานรู้สึกถึงความผิดปกติของชายหนุ่มแสดงถึงความใส่ใจ
“คิดถึงเจ้าดูท่าทางคืนนี้จะไม่ได้มาหาเจ้า เลยมาเสียก่อน” คำหวานปนความออดอ้อนของบุรุษ
“อย่างนั้นหรือในที่สุดคืนนี้เตียงของข้าก็จะเป็นของข้าเสียที”จ้าวซินเยว่กล่าวพร้อมกับพิงร่างกายไปกับร่างสูงเบื้องหลัง
“ซึมซับความเป็นส่วนตัวให้นานๆเล่า อีกไม่นาน ข้าจะพาเจ้าไปอยู่ด้วย”เฉินจือหานซุกใบหน้าลงที่ไหล่บางซึมซับเอาความหอมของร่างเล็กไปให้สุด
“หลงตัวเอง”แม้จะพูดเช่นนั้นแต่นางก็มิได้ปฏิเสธเช่นคำพูดมือบางละจากสิ่งที่ทำมาจับมือชายหนุ่มที่โอบที่เอวของตนเอง
“ท่านมาพอดีข้ามีของให้ท่านด้วย”หญิงสาวหยิบเอาถุงหอมสีดำสนิทปักด้วยดิ้นด้ายสีทองสลับกับสีดำเป็นรูปดอกไม้และผีเสื้อดูงดงามเรียบง่ายแต่ก็ยังแฝงไปด้วยความประณีต
“ท่านมักจะต้องออกไปทำภารกิจข้างนอกเสมอข้าเลยทำไว้ให้ พยายามทำให้สีไม่โดดเด่น กลิ่นก็กลืนไปกับธรรมชาติเท่าที่ทำได้ให้ท่านได้พกไปไหนมาไหนได้สะดวกที่สุด”
“เป็นเจ้าที่รอบคอบข้าขอไปเลยได้หรือไม่”
“ได้สิ”ร่างบางยื่นให้ชายหนุ่มที่อยู่ข้างหลังด้วยรอยยิ้ม
“ขอรับไว้ด้วยความเต็มใจข้าต้องไปแล้ว หลับให้สบายเล่า” รอยจูบที่ฝากไว้ก่อนจากไปช่างอ่อนโยนและแสนหวานแต่เหตุใดมันทำให้ร่างกายของนางรู้สึกสั่นสะท้าน มิใช่ด้วยความหวานหอมแต่มันเต็มไปด้วยความกลัว
ใบหน้าสวยมองหน้าต่างก็เห็นเพียงท้องฟ้าที่กำลังจะมืดลงมองเห็นดวงจันทร์ที่ถูกเงาบดบังเหลือเพียงเสี้ยวเดียว
...คงจะไม่มีอะไรหรอกมั้ง
... ... ...
ปลายยามเซิน
รถขนเสบียงทั้งสี่คันถูกขนออกไปอย่างเงียบเชียบผู้ดูแลทั้งสี่เฝ้ามองรถเสบียงที่ถูกขนออกไปจากที่ใดสักแห่ง
ชายต้นคิดมองทุกอย่างจากเบื้องสูงในที่ที่มืดมิดที่สุดเพื่อหลบเลี่ยงสายตาของผู้คนตัวเขาไม่คิดว่าการโจมตีจะเริ่มขึ้นทันทีหลังจากที่มีการส่งเสบียงแต่ก็ไม่คิดว่าจะพ้นคืนนี้จะต้องเกิดการโจมตีแน่นอนสาเหตุสำคัญที่มั่นใจเพราะเขาได้เจอกับหลี่รุ่ยเต๋อแล้ว แม้จะเป็นศัตรูแต่ก็เป็นศัตรูที่เฉินจือหานยอมรับ
“ท่านแม่ทัพมีการรายงานเรื่องการโจมตีแล้ว”จ้าวหานที่ยามนี้อยู่ในหน้าที่เรียกเฉินจือหานตามตำแหน่งร่างสูงมองอีกฝ่ายด้วยหางตาเป็นสัญญาณให้พูดต่อ
“ทางใต้”
เฮ้อ...จริงๆ สินะ
ใบหน้าหล่อเหลาเงยหน้ามองดวงจันทร์ที่เหลือเพียงเสี้ยวเดียวด้วยสายตาที่อธิบายยากแม้ตนจะลังเลระหว่างรุ่ยอ๋องและองค์รัชทายาท แต่ในที่สุดผลมันก็ออกมาเป็นแบบนี้
“ไปทางใต้กันเถอะไปให้แน่ใจ” ชายหนุ่มพูดด้วยใบหน้าที่มืดลง
... ... ...
อาชาแกร่งสองตัวถูกบังคับออกจากเมืองหลวงจากประตูลับเพื่ออำพรางการเคลื่อนไหวก่อนจะพุ่งตรงไปที่รถขนเสบียงทางทิศใต้
สักพักก็เห็นแสงไฟที่เกิดจากเพลิงที่โหมกระหน่ำและเสียงของอาวุธที่เข้าปะทะกันแม่ทัพและรองแม่ทัพจึงรีบควบม้าไปตามชายป่าให้เร็วที่สุด
เคร้ง!
ธนูถูกยิงมาจากข้างทางชายหนุ่มที่ชินชากับการต่อสู้ใช้ดาบฟังเอาลูกธนูให้พ้นตัวจนเกิดประกายไฟ
“ท่าทางจะของจริงไม่ใช่เหยื่อล่อสินะ”จ้าวหานมองภาพนั้นจากด้านหลังพูดด้วยสีหน้าและน้ำเสียงที่เคร่งขรึมแต่ไม่มีเสียงของเฉินจือหานตอบกลับ
ทันทีที่เข้ามาถึงสนามรบขนาดย่อมภาพตรงหน้าของพวกเขาก็ทำให้เหงื่อตกไม่คิดว่ากำลังที่ลักลอบเข้ามาในแคว้นจะมากมายขนาดนี้
ทหารร่างยักษ์ที่ไม่ได้ใส่เครื่องแบบทหารถือดาบไล่ฟันทหารของแคว้นฝูด้วยปริมาณเท่าๆกัน ดูท่าทางรุ่ยอ๋องจะทำการบ้านมาดีจริงๆ
อาชาดำใหญ่ทั้งสองตัวแยกกันไปจัดการศัตรูทั้งสองทางทันทีที่แม่ทัพและรองแม่ทัพปรากฏตัว ทหารแคว้นฝูก็ร้องเฮราวกับมีกำลังใจ
เพล้ง!
เฉินจือหานปรากฏตัวได้ไม่เท่าไหร่ก็ปะทะเข้ากับดาบของใครบางคนที่พุ่งมาบนหลังม้า แม้จะปิดบังใบหน้า แต่ความหนักแน่นในการฟาดฟันเฉินจือหานก็รู้โดยทันที
หลี่รุ่ยเต๋อ!
“ฮ่ะๆๆๆไอ้เด็กเมื่อวานซืน ถึงเวลาตัดสินของเราแล้ว”ภาษาของแคว้นลี่ออกมาจากปากของมันอย่างชัดเจนพอหันไปทางจ้าวหานก็พบว่ากำลังปะทะกับบุรุษในหน้ากาก
“ตาเฒ่าหลี่! ถ้าวันนี้ข้าไม่ฆ่าเจ้า คงไม่สาแก่ใจ!” เฉินจือหานรับคำท้าทายของหลี่รุ่ยเต๋อสัญชาตญาณของเขามันบอกว่าถ้าวันนี้คงไม่จัดการกับมันเรื่องราวคงไม่มีวันจบแน่
เสียงฟาดฟันของอาวุธที่ปะทะกันกับเสียงโฮ่ร้องของทหารที่ทำหน้าที่ของตนเองทั้งสองฝ่ายเฉินจือหานไม่แพ้อีกฝ่ายแต่ก็ไม่อาจชนะแม้หลี่รุ่ยเต๋อจะอายุห้าสิบแต่ก็เป็นคนมีอายุที่แข็งแกร่งที่ร่างกายและประสบการณ์
แม้ทั้งสองคนจะเคยนำทัพต่อสู่กันมาหลายต่อหลายครั้งแต่นี่ก็เป็นครั้งแรกที่ได้ปะทะกันตรงๆทำให้เฉินจือหานเพิ่งรู้ว่าตัวเองคิดน้อยเกินไป
คนผู้นี้เก่งกาจจนยากจะเชื่อเพราะแบบนี้แคว้นลี่จึงไม่เคยถูกรุกราน มีแต่จะรุกรานคนอื่นและคงเป็นเหตุผลที่ทำให้รุ่ยอ๋องผู้นั้นยอมร่วมมือด้วยเพราะไว้ใจว่าคนคนนี้จะสามารถจัดการเขาได้อยู่หมัด
ฉึก!
บัดซบ!
ปลายดาบของหลี่รุ่ยเต๋อแทงเข้าไปที่ไหล่ขวาของเฉินจือหานอย่างจังจนร่างสูงถึงกับเซ
ทว่าฝ่ายจ้าวหานกลับเล่นงานหวงจื่อเหว่ยได้อย่างอยู่หมัดเหมือนกันพร้อมกับทหารฝั่งแคว้นลี่ที่ถูกกองกำลังที่มีจำนวนมากกว่าต้อนเข้า
แม้จะต้องอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องถอยหลี่รุ่ยเต๋อ กลับยังยกยิ้มให้เฉินจือหานที่บาดเจ็บ
“แกเป็นคนเก่งนะเฉินจือหาน เก่งกว่าพ่อของแกเสียอีก แต่น่าเสียดาย ที่ศัตรูของแกคือฉัน” ปลายดาบของหลี่รุ่ยเต๋อชี้ที่หน้าชายหนุ่มด้วยความยอมรับและเย้ยหยันก่อนที่จะเข้าไปช่วยหวงจื่อเหว่ยและสั่งให้ถอย
เมื่อทหารอีกฝ่ายถอยเฉินจือหานก็ยืนนิ่งไม่ได้สั่งให้ใครตามไปเพราะนั่นอาจหมายถึงการวิ่งเข้าหาความพ่ายแพ้และครั้งนี้เขาก็ไม่อาจพูดได้ว่าพวกตนชนะ
“แม่ทัพบาดเจ็บหรือ”จ้าวหานรีบเดินเข้ามาก็พบว่าแขนข้างขวาของแม่ทัพหนุ่มมีเลือดไหลลงมาถึงปลายนิ้วจึงถามด้วยความเป็นห่วง
“เล็กน้อยเราไปกันเถอะ ไปหาอู่หนานฟางกัน”
เฉินจือหานไม่สนใจอาการบาดเจ็บเลยสักนิดเขาสั่งให้ทหารที่เหลือจัดการทางนี้ ทั้งศพและจับตัวทหารฝั่งนั้นไว้เพื่อเอาข้อมูลพร้อมกับขี่ม้าออกไปจากสถานที่เกิดเหตุเพื่อเข้าไปเมืองหลวงให้เร็วที่สุด
... ... ...
ย้อนกลับไปเมื่อมีการโจมตีที่รถขนเสบียงทางใต้เกิดขึ้นในเมืองหลวงตำหนักรุ่ยอ๋องที่อยู่ที่ตะวันออกของเมืองหลวงที่ถูกตกแต่งอย่างงดงามและข้าวของราคาแพงแสดงถึงความเป็นลูกคนโปรดของฝ่าบาทไม่ว่าจะเป็นเครื่องเรือนหรือพันธ์ไม้หายากล้วนนำมาให้รุ่ยอ๋องเสียหมด
“เหนื่อยจริงๆ”สายตาและน้ำเสียงเย็นชาเอ่ยบ่นเมื่อมาถึงห้องโถงเรือนพักหลักของตนเองตามมาด้วยสาวใช้และทหารข้างกายที่เดินตาม
“หลังจบวันนี้ไปท่านอ๋องก็ไม่จำเป็นต้องเหนื่อยอีก”ขันทีของฮองเฮาคนสนิทที่เป็นคนช่วยวางแผนทุกอย่างพูดอย่างประจบประแจงเรียกรอยยิ้มให้อ๋องที่ขึ้นชื่อว่าจิตใจดีที่สุดในแคว้นแต่ยามนี้ใบหน้าของเขาดูโหดเหี้ยมยิ่งกว่าใคร
ตึกตึก ตึก!
“ทะท่านอ๋องขอรับ มีเรื่องเกิดขึ้น คนของหลี่รุ่ยเต๋อผู้นั้น...”บ่าวชายคนหนึ่งพูดด้วยท่าทางกระวนกระวายไม่ต่างขันทีที่รับรู้จะมีก็แต่รุ่ยอ๋องที่ไม่ได้รู้สึกทุกข์ร้อนอะไร
“บะแบบนี้มัน... ” ขันทีผู้นั้นเอ่ยด้วยความตื่นตระหนก
“หึคงเป็นแผนล่อข้าของเฉินจือหานสินะ” รุ่ยอ๋องพูดราวกับรู้อยู่แล้วว่าจะเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น และไม่รู้สึกสะทกสะท้านเลยสักนิด
“ท่านอ๋องเราควรรีบออกไปจากที่นี่”
“งั้นก็ควรจะรีบไปตอนที่เฉินจือหานยังกลับมาไม่ถึง”
... ... ...
เพล้ง!
เสียงของปิ่นหยกที่ตกลงจากมือขาวเนียนลงพื้นดังจนปิ่นแตกเป็นเสี่ยงๆ
ใบหน้าสวยของคุณหนูใหญ่สกุลจ้าวจ้องภาพตรงหน้าด้วยท่าทางตกใจเมื่อเห็นภาพนั้น
“ตายจริง”เสียงหวานอุทานออกมาเสียงดังจนสาวใช้ด้านนอกรีบเข้ามาก็เห็นเจ้านายสาวกำลังคุกเข่าเก็บเศษชิ้นส่วนปิ่นหยกอันแสนมีค่าขึ้นมาทีละชิ้น
ปิ่นนี้เป็นปิ่นที่รุ่ยอ๋องให้ไว้กับนางเพื่อเป็นสัญญาว่าเขาจะมารับนางไปอยู่ด้วยเป็นเครื่องหมายแสดงความรู้สึกของอีกฝ่ายการที่มันแตกเช่นนี้ทำให้นางรู้สึกเสียใจไม่น้อย
“คุณหนูข้าเก็บให้เจ้าค่ะ” สาวใช้เข้ามาช่วยทันที จ้าวอี้หยางรู้สึกใจสั่นอย่างบอกไม่ถูก
“มันจะซ่อมได้หรือเปล่านะ”เสียงหวานพูดด้วยความเสียใจโดยไม่รู้เลยว่ามันอาจหมายถึงลางร้ายที่กำลังใกล้เข้ามา
... ... ...
เฉินจือหานมาถึงหน้าจวนรุ่ยอ๋องในเวลาไม่ช้าแต่ก็ไม่เร็วพอที่จะทำให้ได้ตัวรุ่ยอ๋องมาดูเหมือนอีกฝ่ายจะรู้ตัวก่อนจึงได้หนีออกไปจากเมืองหลวงแล้ว
“พอมาถึงก็ไม่พบรุ่ยอ๋องกับขันทีแล้วขอรับ”รองแม่ทัพผู้หนึ่งเอ่ย ขณะที่ทหารกำลังค้นจวนอ๋อต้อนเอาคนของชินอ๋องมานั่งเรียงกันหน้าจวน สร้างเสียงเอะอะโวยวายไปทั่ว
“จ้าวหานเรือนของจ้าวอี้หยาง ค้นให้ทั่ว”เฉินจือหานรู้สึกว่ามันต้องมีบางอย่างที่อยู่กับจ้าวอี้หยางโดยที่เจ้าตัวก็อาจจะไม่รู้ตัว
ร้ายแรงที่สุดคงทำเพื่อใส่ร้ายตระกูลจ้าวก็ไม่แปลก เพราะตระกูลเสิ้นกับจ้าวก็ใช่ว่าจะลงรอยกันการที่รุ่ยอ๋องเข้าหาจ้าวอี้หยางมันก็ดูแปลกมาตั้งแต่ต้นแต่เพราะรุ่ยอ๋องไม่ละเลยมาตลอดสองสามปีมานี้ ทำให้ทุกคนต่างมองข้ามจุดสำคัญนี้ไป
หากจับจุดได้คงถึงตัวจูเชว่ไปนานแล้ว เพราะความไว้ใจบ้าบอนั่นแท้ๆ
“แล้วเจ้าเล่า”จ้าวหานถามคนที่บาดเจ็บที่ไหล่จนเลือดไหลอาบ
“ข้าจะตามมันไปอู่หนานฟาง ข้าต้องลากมันมารับโทษให้ได้”
... ... ...
‘เจ้าต้องห้ามไม่ให้เฉินจือหานออกจากเมืองหลวง!!’
เสียงหวานฟังดูดุร้ายดังขึ้นจากในหัวของหญิงสาวที่กำลังจดบันทึกประจำวันอย่างเคย
มือบางสะดุ้งเล็กน้อยจนพู่กันหลุดออกจากมือเละเทะบันทึกของนางอย่างที่ไม่เคยเป็น
“คุณหนู”เสี่ยวโยวที่กำลังเตรียมที่นอนให้หญิงสาวเรียกด้วยความตกใจ คุณหนูไม่เคยแสดงอาการเช่นนี้มาก่อน
พรึบ!
ไม่รู้ว่าทำไมหัวใจของนางถึงได้เต้นอย่างรุนแรงถึงเพียงนี้ร่างบางรีบรวดลุกพรวดขึ้นมาพร้อมกับตั้งใจจะเดินออกไปจากเรือน
“คุณหนูจะไปไหนเจ้าคะ”อาจิงถามนาง ตัวนางเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าตอนนี้ตัวนางกำลังจะไปไหนทำอะไร
เสียงของสตรีชุดแดงผู้นั้นเตือนนางอีกครั้งเช่นนี้มันต้องมีอะไรแน่ๆ
“เตรียมรถม้าข้าจะไปหาแม่ทัพ”เสียงหวานสั่งบ่าวทั้งสองด้วยน้ำเสียงและสีหน้าที่ดูกระวนกระวายที่สุด
“แต่ยามนี้...”
“ข้าสั่ง!”
จ้าวซินเยว่ไม่เคยขึ้นเสียงใส่บ่าวมาก่อนทำให้บ่าวทั้งสองแทบจะคุกเข่าทันทีจนทำให้หญิงสาวรู้สึกผิด
“ข้าขอโทษช่วยทำตามที่ข้าบอกด้วยเถิด ข้าอยากเจอแม่ทัพเร็วที่สุด” เสียงหวานอ่อนลงบ่าวทั้งสองก็รีบวิ่งไปทำตาม ส่วนนางก็ก้าวขายาวๆเพื่อไปยังหน้าเรือนพอดีกับที่พี่ชายคนโตของนางกลับมาพร้อมกับทหารอีกมากมายที่เดินสวนเข้ามา
“พี่ใหญ่ท่านกลับมาแล้วหรือ แล้วทหารพวกนี้...” นางทักทายพี่ชายที่ทำหน้าเครียดโดยที่ทหารยังคงเดินสวนเข้าไป เป้าหมายคือห้องของจ้าวอี้หยาง
“เจ้าจะไปไหนหรือดึกดื่นแบบนี้” จ้าวหานไม่ตอบเพียงถามน้องสาวกลับเท่านั้น
“เฉินจือหานอยู่ที่ใดเจ้าคะ” จ้าวซินเยว่ถามพี่ชายด้วยสีหน้าและน้ำเสียงจริงจังแต่นั่นทำให้จ้าวหานเอาแต่เงียบไม่ตอบอะไร
“เขากำลังจะตามใครบางคนไปใช่หรือไม่ท่านพาข้าไปหาเขา ตอนนี้”
“ไม่ได้สถานการณ์ตอนนี้อันตราย”
“ข้าอยากไปพบเขาอยากมั่นใจว่าเขายังปลอดภัย” จ้าวหานมองใบหน้าของน้องสาวที่แสดงสีหน้ากังวลอย่างเห็นได้ชัดส่วนตัวเขาก็เป็นห่วงแม่ทัพคนนั้นมากเช่นกัน ในฐานะสหาย
“ข้าไปกับเจ้า”จ้าวหานจูงมือเล็กของน้องสาวไปยังม้าศึกตัวใหญ่ของตัวเอง
...หวังว่าจะทันเฉินจือหานผู้นั้น
... ... ...
ร่างสูงในชุดเกราะออกศึกสูดลมหายใจลึกๆแม้จะเตรียมใจเอาไว้แล้ว แต่ก็อดไม่ได้ที่จะใจหายไม่ได้หนึ่งในสหายสนิทที่เติบโตมาด้วยกันทรยศโดยที่เขาไม่เคยสงสัยมาก่อน
ทั้งเสียใจและสมเพช
“ท่านแม่ทัพท่านจะให้พวกข้าตามไปด้วยหรือไม่”
“ให้ทหารมือดีตามมาสักสองสามคนก็พอพวกเจ้าอยู่ที่นี่ ช่วยจ้าวหานหาหลักฐานทั้งหมด” เฉินจือหานสั่งมู่จางด้วยน้ำเสียงเรียบแม้จะสับสนอย่างไรก็ต้องสงบนิ่ง
ชายหนุ่มถอนหายใจอีกครั้งพร้อมกับเดินไปมายังหน้าประตูเมืองเมื่อจะไล่ตามคนพวกนั้นไปแต่เมื่อเดินออกมาก็พบกับคนที่เขาไม่คิดว่าจะอยู่ที่นี่
“ดึกแล้วเหตุใดเจ้าจึงอยู่ที่นี่”เสียงนุ่มทักทายสตรีตรงหน้าโดยไม่คาดหวังคำตอบจากที่จ้าวหานก็อยู่ที่นี่ก็พอจะรู้ว่าใครพามา
"จะออกไปข้างนอกนั่นหรือเจ้าคะ”จ้าวซินเยว่ถามด้วยใบหน้าร้อนรน จนร่างสูงตัวแข็งทื่อ
“จ้าวหานไม่ควรพานางมาที่นี่” เฉินจือหานมองรองแม่ทัพที่ทำให้ลำบากใจ
“ท่านห้ามไปเด็ดขาดนะเจ้าคะ!” จ้าวซินเยว่ไม่ฟังสิ่งใดทั้งนั้นนางตะโกนออกไปเสียงดังลั่น จนทุกคนมองคุณหนูผู้นี้ด้วยความตกใจ
“กลับไปจ้าวซินเยว่” เฉินจือหานขมวดคิ้วพูดกับหญิงสาวยามนี้เขาเร่งรีบไม่ได้มีเวลามาฟังอะไร แม้แต่สตรีผู้นี้เพราะสิ่งที่เขากำลังไล่ตามมันเป็นหน้าที่ที่สำคัญเช่นกัน
“แต่ว่า...”
“พานางกลับไปนี่เป็นคำสั่ง!”เฉินจือหานมิได้เปิดโอกาสให้หญิงสาวพูดอะไร เขาไม่มองหญิงสาวด้วยซ้ำเพราะรู้ว่ายามนี้นางคงจะมีน้ำตา และอาจจะทำให้เขาใจอ่อนจนละทิ้งหน้าที่ตรงหน้า
และเพราะเป็นคำสั่งจ้าวหานจึงจับแขนจ้าวซินเยว่เพื่อจะพาน้องสาวของนางเพื่อพากลับบ้าน
“กลับมาหาข้านะเจ้าคะ”เสียงหวานพูดเสียงเบา น้ำตาคลอเบ้า ขอบตาแดงผ่าวแม้ใจนางอยากจะรั้งบุรุษผู้นี้เอาไว้เพียงใด แต่ก็รู้ว่าคงจะทำไม่ได้
“สัญญากับข้าท่านต้องกลับมา ถ้าท่านไม่กลับมา ข้าจะแต่งให้คนอื่นจริงๆ ด้วย!” จ้าวซินเยว่แสดงใบหน้าจริงจังทั้งน้ำตายามนี้นางแต่งตัวก็ไม่เรียบร้อยผมก็ไม่ได้รัดรวบมีเพียงชุดคลุมที่ติดกายปิดบังชุดนอนจนชายหนุ่มนึกเอ็นดูขึ้นมา
“ข้าจะกลับมาขอเจ้า”ร่างสูงเดินเข้ามาใกล้พลางลูบผมนางเบาๆภาพความอ่อนโยนของแม่ทัพที่ใครก็คงไม่คิดไม่ฝัน
“ไม่ว่าจะสภาพใดก็ต้องมาหาข้า ท่านสัญญากับข้าแล้ว”
“ท่านแม่ทัพ”ทหารผู้หนึ่งเรียกเฉินจือหาน เขามองด้วยหางตาก่อนจะพยักหน้า
“ข้าต้องไปแล้วเจ้ากลับไปรอข้า ข้าสาบาน ไม่ว่าจะสภาพใด ข้าก็จะกลับมาหาเจ้า” เฉินจือหานจำใจต้องส่งนางคืนจ้าวหานที่อยู่ด้านหลังเงียบๆด้วยสายตากังวล
“หากที่นี่จัดการได้ไวข้าจะตามไป”
มิใช่ว่าไม่รู้การเดินทางครั้งนี้เสี่ยงมาก ปลายทางคือเมืองหลวนรอบข้างอาจจะเต็มไปด้วยทหารของพวกนั้นดักตลอดทาง หากพลาดอาจหมายถึงความตาย
แต่เขาก็จำต้องทำมันคือหน้าที่ จะต้องพาอู่หนานฟางผู้นั้นกลับมารับโทษให้ได้
#####